ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน - บทที่ 548 ไล่ตามไปสุดขอบฟ้า!
บทที่ 548 ไล่ตามไปสุดขอบฟ้า!
หนึ่งในเจ้าวิญญาณของโลกแห่งความตายทั้งสิบสี่ตนได้ตายไปแล้ว รวมถึงกองทัพวิญญาณร้ายที่อยู่ใต้อาณัติด้วย
เจ้าแห่งความตายรับรู้ได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะโกรธ เขาจ้องมองชายผู้นั้น ชายผู้ใช้เจ้าแห่งความตายที่สี่เป็นกุญแจไขประตูสู่ดินแดนเงาทมิฬ ก่อนจะก้าวเข้ามาในโลกของตนเพียงลำพัง
“ส่งตัวชายหญิงคู่นั้นมา!”
ชายหนุ่มที่ร่างกายอ่อนแอโยนร่างของเจ้าแห่งความตายที่สี่ลงเบื้องหน้าเจ้าแห่งความตาย
มีคนบังอาจบุกรุกเข้ามาในเขตแดนเช่นนี้ แล้วยังมาซักไซ้ไล่เลียงถึงเรื่องที่เขาไม่ได้ก่อ เขาไม่เคยนับถือเจ้าแห่งความตายผู้นี้เลย!
ดวงตาแดงก่ำของเจ้าแห่งความตายประกายแววกรุ่นโกรธ แต่เขาไม่ได้คิดจะลงมือเอง ชายผู้นี้ไม่คู่ควรเป็นคู่ประมือของเขา
เจ้าวิญญาณทั้งหกปรากฏกายออกมาจากห้วงมิติอันบิดเบี้ยว
“ไปถามเจ้าวิญญาณตนที่หนึ่งดูสิ! เขาจะบอกเจ้าเอง”
เจ้าวิญญาณตนที่หนึ่งคือผู้ที่ถูกเจ้าแห่งเขตแดนรุมสังหารจนตายนั่นเอง
เมื่อยืนยันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อไป
“ได้ งั้นข้าจะไปถามมัน” ชายอ่อนแอกล่าวจบก็หายไปจากวงล้อม
ตอนนี้เขาไม่สามารถท้าทายได้เพียงลำพัง ต้องกลับไปหาทางรับมือเสียก่อน
ก่อนจากไป เดิมทีเขาอยากจะกำจัดเจ้าแห่งความตายคนที่สี่เสีย แต่คิดไปคิดมา ปล่อยนางไว้ยังมีประโยชน์กว่า
ตราบใดที่เจ้าแห่งความตายตนที่สี่ยังคงมีชีวิตอยู่…
ชายอ่อนแอยิ้มน้อย ๆ เขาแค่อดทนรอก็พอแล้ว
ส่วนร่างศักดิ์สิทธิ์และต้นไม้แห่งชีวิตที่ยังมิได้เติบโตเต็มที่อย่างสมบูรณ์ เจ้าแห่งความตายย่อมไม่ปล่อยให้พวกมันตายเป็นแน่
สาเหตุที่เขาทะนงตนเช่นนี้ เป็นเพราะมีบิดาลับอย่างวิหารต้อนรับเทพเป็นผู้หนุนหลัง สามารถไปไหนมาไหนได้โดยไร้ร่องรอย
เขาจึงหลุดรอดจากวงล้อมของเจ้าวิญญาณทั้งหก ผ่านพ้นใต้เปลือกตาของเจ้าแห่งความตายออกไปได้อย่างปลอดภัย
จินตนาการได้เลยว่าเจ้าแห่งความตายต้องโกรธขนาดไหน ไม่เคยมีใครที่ทำตัวเย่อหยิ่งต่อหน้าเขาแล้วจากไปได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้มาก่อน
เจ้าแห่งความตายจับร่างของเจ้าแห่งความตายที่สี่ไว้เหมือนหมาขี้แพ้ ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววรังเกียจ คนอ่อนแอที่แม้แต่โลกแห่งวิญญาณก็ไม่สามารถจัดการได้ แล้วยังทำให้เขาต้องเสียเจ้าวิญญาณตนแรกไปอีก สมควรตายนับล้านครั้ง!
มือโครงกระดูกสีดำสนิทคว้าคออันซีดเผือดและเปราะบางของเจ้าแห่งความตายที่สี่ไว้ เพียงแค่บีบเบา ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็จะตายทันที แต่ในที่สุดสติของเจ้าแห่งความตายก็เอาชนะความโกรธได้ เขาจึงไว้ชีวิตนาง
การมีคนแบกรับโทษทัณฑ์จากสวรรค์แทน ย่อมดีกว่าที่เขาจะต้องรับเองทั้งหมด
ในเมื่อเจ้าแห่งความตายที่สี่เปิดช่องให้แล้ว เขาจะไม่มีทางปล่อยให้มันถูกปิดลงอีก ดินแดนว่างเปล่าจะต้องเป็นของเขา และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนั้น จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพวิญญาณร้าย!
เจ้าวิญญาณสิบสามตน มีหกตนออกไปตามล่าชายอ่อนแอคนนั้น ส่วนอีกเจ็ดตนถูกเจ้าแห่งความตายส่งไปทำภารกิจอื่น
…
“ยินดีต้อนรับท่านผู้สูงศักดิ์กลับมา”
หลิงเยว่สะดุ้งตื่นจากนิทราอันแสนยาวนานด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แล้วมองไปยังเวลาที่นับถอยหลังบนแผงภารกิจ
ยังดี ยังดี ยังเหลือเวลาอีกเก้าปีครึ่ง นางเพียงหลับใหลไปครึ่งปีเท่านั้น
หลิงเยว่ออกจากร่างต้นไม้ คิดว่าคงได้พบกับศิษย์ของตนหรืออย่างน้อยก็น่าจะได้พบกับหลิงเยว่ร่างเล็กหัวโล้น ทว่ากลับไม่พบผู้ใดในโลกผู้บำเพ็ญ นอกจากผู้ที่ปิดประตูบำเพ็ญเพียรเท่านั้น ที่เหลือล้วนออกไปภายนอกแล้ว
ทั่วทั้งโลกเงียบสงัดไร้ผู้คน ทำให้หลิงเยว่รู้สึกเวิ้งว้างว่างเปล่า
ทว่าเมื่อนึกถึงคำกล่าวที่เกือบทำลายแก้วหูของนาง “ขอถวายความเคารพแด่พระราชินีผู้เสด็จกลับมา”
นางจึงคาดว่าทุกคนคงออกไปร่วมชมเหตุการณ์ครึกครื้นเป็นแน่
“กองทัพวิญญาณร้ายรวมทั้งเจ้าแห่งวิญญาณถูกกำจัดจนสะอาดหมดจดแล้ว ฮ่า ๆ ๆ แบบนี้แสดงว่าพวกมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรนี่!”
เพิ่งจะก้าวออกมาจากโลกผู้บำเพ็ญ หลิงเยว่ก็ได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี นางทั้งตกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าแค่หลับไปครึ่งปี ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดจะถูกกำจัดจนราบคาบไปแล้ว?
[ไม่ใช่! เจ้าหลับไปทั้งหมดสองปีครึ่ง]
ระบบย่อยออกมาแก้ไข
“หา?” หลิงเยว่งงงัน แล้วการนับถอยหลังนั่นมันไม่ใช่…
“!!!”
หลิงเยว่สูดลมหายใจเข้าอย่างแรง ไม่จริงน่า นางรู้สึกว่าตนเองหลับไปเพียงสิบวันหรือครึ่งเดือนเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าหลับไปสองปีแล้ว!
“!!!”
เดิมทีนางตั้งใจจะไปดูความครื้นเครงของเหล่านักเรียนเสียหน่อย แต่หลังจากได้สติแล้วรีบวิ่งไปไกล นางก็วกกลับมาในทันที
นางไม่มีค่าแท่นมิติ!
หากบินไปเอง เกรงว่ายังไม่ทันได้ไปถึง พรรคพวกที่อยู่ในหลุมคงสิ้นลมกันหมดแล้ว
“ยืมแก่นว่างเปล่าหน่อย!” หลิงเยว่คว้าภูตสีม่วงที่กำลังจะบินผ่านไป
“เจ้า!? หลิงเยว่?” หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนที่ถูกคว้าตัวเอาไว้ หรือควรเรียกว่าผู้พิทักษ์ภูตแห่งโลกผู้บำเพ็ญในตอนนี้ดี?
“ข้าเอง รีบเอาแก่นว่างเปล่ามาให้ข้ายืมหน่อย ข้ากำลังรีบ!”
เห็นหลิงเยว่ไม่เอ่ยสิ่งใด หลิงเยว่คิดว่าเขากลัวนางไม่ยอมใช้คืน จึงกล่าวว่า “รอข้ากลับมา ข้าจะใช้คืนให้เจ้าแน่นอน หรือเจ้าไปเอาคืนจากศิษย์ของข้าก็ได้ ข้ารีบจริง ๆ ขอรบกวนด้วย!”
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนรีบนำแก่นว่างเปล่าที่มีทั้งหมดออกมา เพียงแค่นี้ก็มากพอที่หลิงเยว่จะจ่ายค่าแท่นมิติแล้ว
หลิงเยว่เบิกตากว้าง จากนั้นพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง “ต้องการ ต้องการมาก!”
จากนั้นต้นไม้หนึ่งต้นกับภูตหนึ่งตัวก็ออกเดินทางไปด้วยกัน บังเอิญว่าพวกเขาสวนทางกับนกหนึ่งตัวกับภูตอีกหนึ่งตัวที่เพิ่งกลับมาจากทะเลสีม่วงฝั่งตรงข้ามพอดี
…
หลิงเยว่ยืนอยู่ภายในแท่นมิติ โบกมือลาหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน
ภายในแท่นมิติมีเพียงหลิงเยว่
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาทิงหลินยังอยู่ นางเคยได้ยินว่ามีผู้อาวุโสหลายคนพาเหล่าศิษย์ไปฝึกฝนที่นั่น แต่พอภูเขาถูกทำลายไป เลยไม่มีใครไปอีก ทำให้หลิงเยว่ได้เหมาสถานที่แห่งนี้เพียงผู้เดียว
ตั๋วไปกลับที่นางซื้อมา สามารถกลับมายังเมืองมิติได้ภายในสิบวัน ตราบใดที่ไปยังจุดที่กำหนด
เนื่องจากการเหมาสถานที่ ทำให้หลิงเยว่ต้องจ่ายค่าเดินทางจนหมด ทำให้นางต้องเป็นหนี้อีกครั้ง หลิงเยว่รู้สึกเหนื่อยใจยิ่งนัก
ไม่นานความรู้สึกหมุนคว้างโถมเริ่มถาโถม…
หลังจากนั้นหลิงเยว่ก็ถูกโยนออกมา
ว่ายน้ำไปได้เพียงครู่เดียว นางก็พบกับลูกกลมสีดำเล็ก ๆ กลุ่มพลังหยินหนึ่งกลุ่ม ตามด้วยกลุ่มพลังหยินอีกสองกลุ่ม และลูกกลมสีดำเล็ก ๆ อีกสองลูก…
กว่าจะหาทุกคนเจอ แสงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
เหล่าสหายที่ถูกช่วยเหลือออกมา แม้จะพ้นจากวิชาพรางตัวแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นคืนสติ ร่างกายแขวนอยู่ได้ด้วยลมหายใจรวยรินเท่านั้น
หลิงเยว่ไม่กล้านึกเลยว่า หากตอนนั้นนางมิได้ปล่อยลมหายใจแห่งชีวิตออกมา ผลที่ตามมาจะเลวร้ายเพียงใด
ในเมื่อทุกคนยังไม่ได้สติ และนางก็ไม่มีแก่นว่างเปล่าแล้ว…
หลิงเยว่จึงร่ายวิชาพรางตัวลงบนลูกแก้วสีดำและพลังหยินอีกครา เพื่อประหยัดแก่นว่างเปล่า!
นางช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง!
หลิงเยว่ดีใจจนแก้มปริ นางเก็บกองขี้เถ้าเล็ก ๆ ไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นก็รีบไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้ทันที
………………..