ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน - บทที่ 549 โชคร้ายถึงเพียงนี้!
………………..
บทที่ 549 โชคร้ายถึงเพียงนี้!
สถานที่จารึกอักขระสว่างขึ้น ห่อหุ้มร่างของหลิงเยว่ไว้ทั้งหมด
เพียงครู่… หลิงเยว่ผู้รอคอยความรู้สึกหมุนคว้างอย่างอดทน พบว่าแท่นมิติไม่ได้หมุน เหมือนอย่างเคย นางถึงกับตกตะลึง
หรือว่าแท่นมิติจะมาเสียเอาในเวลาคับขันเช่นนี้?
พลังแห่งความโชคร้ายของศิษย์พี่สี่ติดตัวนางมาด้วยหรือไร?
เบื้องหน้าคือแท่นมิติที่มืดมิด หลิงเยว่ใจเต้นรัว มือบางกำกระเป๋าผ้าไหมที่บรรจุสหายของนางไว้แน่น หรือว่าสิ่งนี้จะเหมือนกับลิฟต์ในชาติก่อน ที่มีน้ำหนักเกินก็ใช้การไม่ได้?
ไม่ใช่ นางสามารถแบกคนได้หลายสิบคนอย่างสบาย ๆ แท่นมิตินี่ทำไมใช้การไม่ได้เล่า! ไร้เหตุผลสิ้นดี!
หลิงเยว่ยกกระเป๋าอันเบาหวิวขึ้นมา นางแทบจะโยนมันออกไปทดสอบดู แต่ก็ไม่กล้า เกรงว่าแท่นมิติจะทำงานไม่ได้เพราะน้ำหนักเกินจริง ๆ
หรือว่าต้องเดินกลับทะเลม่วง?
[ไม่สามารถค้างชำระได้]
หลิงเยว่ยังไม่ทันได้เอ่ยจนจบ ระบบย่อยก็ขัดจังหวะและปฏิเสธทันที
ชิ! ไม่ว่าจะค้างเจ็ดหมื่นกว่าหรือแสนเจ็ดก็เป็นหนี้เหมือนกัน ทำไมถึงค้างไม่ได้?
นางตกลงกับต้นไม้ปีศาจเรียบร้อยแล้ว รอกลับไปก็จะหลอมรวมทันที ยังกลัวใช้หนี้ไม่หมดอีกหรือ?
ในขณะที่หลิงเยว่กำลังจะต่อรองกับระบบย่อย จู่ ๆ แท่นมิติก็สั่นไหว ไม่เหมือนกับการหมุนเคว้งก่อนหน้า แต่มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่ากำลังจะระเบิด…
[รีบออกจากแท่นมิติเดี๋ยวนี้!]
น้ำเสียงของระบบย่อยเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลิงเยว่ไม่ได้ถามอะไร รีบคลานออกมาจากแท่นมิติแล้ววิ่งหนีไปไกลสุดกำลัง
กลุ่มควันรูปเห็ดยักษ์ระเบิดขึ้นด้านหลังหลิงเยว่ ร่างของนางถูกแรงระเบิดพัดลอยไปไกลแสนไกล…
ในเวลาเดียวกัน แท่นมิติที่กระจายอยู่ทั่วดินแดนว่างเปล่าก็ระเบิดขึ้นพร้อมกัน ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!
โอ้ ไม่สิ! หลิงเยว่ถือเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว!
เมืองมิติใหญ่ขนาดนั้นถูกแรงระเบิดของแท่นมิติพัดทำลายไปกว่าครึ่ง หากมิใช่ภายในเมืองมีโล่ป้องกันกระจายอยู่ทั่ว ป่านนี้คงกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
เหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นในเมืองมิติ ทุกคนจึงคิดถึงโลกแห่งความตายทันที!
และเป็นไปตามที่พวกเขาคิด ผู้นำวิญญาณร้ายคนที่สองหรือเจ้าวิญญาณตนที่สอง ซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ส่งข้อความเย้ยหยันผ่านแท่นมิติว่า “นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่เจ้าแห่งความตายมอบให้พวกเจ้า จงสนุกกับมันเถิด!”
เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจดังขึ้นท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา
เจ้าเมืองมิติติดตามไปทันที กล้าดีอย่างไรถึงได้มาลงมือกับเมืองและชาวเมืองของเขา เตรียมตัวตายอย่างน่าอนาถได้เลย!
ในเวลาเดียวกัน เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของผู่ตานก็ดังขึ้นในโลกผู้บำเพ็ญ
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?! พูดอีกครั้งสิ!”
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพูดซ้ำ “ข้ากล่าวว่าเมื่อแปดวันก่อน ข้าได้พาหลิงเยว่ไปที่เมืองมิติ และพานางเข้าไปในแท่นมิติด้วยตัวเอง”
“นั่นมันเมื่อแปดวันก่อน มิใช่ตอนนี้”
“แต่เจ้ามิได้กล่าวว่านางซื้อตั๋วไปกลับหรือ? และวันนี้เป็นวันเก้าพอดี…” เสียงของหลิงเยว่ตัวน้อยแหบแห้ง หลิงเยว่คงจะมิโชคร้ายถึงเพียงนั้นกระมัง!?
“ข้าได้รวบรวมคนของเราแล้ว พร้อมออกเดินทางไปหานางในทันที!”
ในตอนที่องค์ชายภูตเอ่ยประโยคนี้ ร่างกายของเขาราวกับถูกเคลือบด้วยแสงสีทอง สว่างไสวดุจดั่งชื่อของเขา องค์ชายเย่า
“ข้าไปด้วย พาข้าไปด้วย!” ผู่ตานไม่คิดเลยว่าศิษย์น้องห้าจะโชคร้ายกว่าเขาเสียอีก ทุกครั้งที่ออกไป นางมักจะพบเจอแต่เรื่องโชคร้ายเสมอ
“ข้าไปด้วย” อีกาสุริยันกลายเป็นนกสีแดงตัวเล็ก ๆ เกาะอยู่บนไหล่ขององค์ชายเย่า
“องค์ชายเย่า ไม่ใช่ว่าท่านถูกราชินีสั่งกักบริเวณอยู่หรือขอรับ…” หัวหน้าองครักษ์แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าคนตรงหน้าคือองค์ชายเย่า!
ก่อนหน้าเขาไม่ใช่คนแบบนี้นี่!
“ข้าให้เจ้าน้อง 78 สลับตัวไปแล้ว”
องค์ชายเย่าแสดงสีหน้าไม่ใส่ใจ จากนั้นก็พานกน้อยและผู่ตานออกไป
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวน “…”
เขาควรไปรายงานราชินีหรือไม่?
บัดนี้ราชินีแห่งท้องทะเลสีม่วงกำลังเรียกระดมพล เตรียมบุกโจมตีโลกแห่งความตายแล้ว!
ครั้งนี้นางจะเอาหัวกะโหลกของเจ้าแห่งความตายมาให้จงได้! และผู้ที่ตัดสินใจเช่นเดียวกับนางยังมีเจ้าเขตแดน เจ้าเมืองและอื่น ๆ อีกมากมาย
เหตุการณ์ที่เมืองมิติคือคำประกาศสงครามจากเจ้าแห่งความตาย พวกเขาจะไม่ตอบโต้ได้อย่างไร?
หลิงเยว่ผู้ยังไม่รู้ว่าสงครามครั้งที่สามกำลังจะเกิด นางกระอักเลือดออกมาขณะลุกขึ้นจากพื้น มันเป็นเพียงแค่การบรรทุกเกินพิกัดเท่านั้น ทำไมถึงระเบิดได้เล่า? คุณภาพแย่จริง!
[ข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบกลับไปยังทะเลสีม่วงและพาโลกผู้บำเพ็ญออกไปจากดินแดนว่างเปล่าแห่งนี้โดยเร็ว ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป]
อะไรนะ?!
หลิงเยว่ตกตะลึงและชาไปทั้งตัว นางมาที่ดินแดนว่างเปล่าได้กี่ปีกัน แล้วที่ไหนที่จะปลอดภัยเล่า?
“ข้าไปไม่ไหวแล้ว…” หลิงเยว่นอนแผ่หลาลงกับพื้น แม้แต่นิ้วเดียวก็ขยับเขยื้อนไม่ไหว แค่กลับไปยังทะเลม่วงยังยากแสนเข็ญ นับประสาอะไรกับการพาโลกผู้บำเพ็ญจากไปด้วย เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้จริง ๆ!
[เพียงแค่หลอมรวมเข้ากับต้นไม้ปีศาจอีกครึ่งต้น เจ้าก็ทำได้แล้ว]
[เจ้าสามารถเป็นต้นไม้ปีศาจครึ่งต้นก่อนได้]
“!!!”
ระบบกำลังบอกว่าข้ากำลังเข้าสู่วิถีมารงั้นหรือ?
[หากเจ้าควบคุมจิตใจของตนได้ ไม่ว่ามารหรือเทพก็ล้วนไม่ต่างกัน]
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หลิงเยว่ยังคงลังเล นางกลัวว่าตนจะไม่สามารถควบคุมจิตใจได้ และจะกลายเป็นปีศาจไปจริง ๆ
นางเคยเห็นต้นไม้ปีศาจครึ่งตนตกอยู่ในความบ้าคลั่ง หลิงเยว่ไม่อยากเป็นเช่นนั้น
“เจ้ามิอาจให้ข้าติดไว้ก่อนได้อีกรึ?”
[ขออภัย ไม่มีวิธี]
ระบบย่อยหมดหนทางและอ่อนล้า
การที่ให้หลิงเยว่ติดไว้เจ็ดหมื่นกว่าปีนั้น เป็นลิขิตของมัน มันเหลือเวลาให้ตัวเองเพียงสิบปี หากภายในสิบปีหลิงเยว่ไม่อาจต่อชีวิตให้ สิ่งที่รอมันอยู่ก็คือหายนะ
“ดี” หลิงเยว่รู้ดีว่าไม่อาจเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้ แต่ก่อนอื่นต้องช่วยชีวิตพวกพ้องก่อน
โชคดีที่นางไหวตัวทัน ก่อนมาได้แบ่งพลังชีวิตจากร่างจริงมาส่วนหนึ่ง ตอนนี้เหมาะที่สุดที่จะนำมาต่อชีวิตให้พวกเขา
หลิงเยว่มองเขาทิงหลินที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านสีดำทะมึน สุดท้ายตัดสินใจลงไปยังหลุมลึกเพื่อปิดบำเพ็ญเพียร
อย่างไรเสียที่นี่คงไม่มีใครมาอีกแล้ว เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรยิ่งนัก
หลิงเยว่หยิบกิ่งไม้แห้ง ๆ ในอกเสื้อออกมา แก้วิชาพรางตัวให้โม่จวินเจ๋อ
วิชาพรางตัวเพิ่งจะคลายลง โม่จวินเจ๋อก็ลืมตาขึ้นทันที ดวงตาเป็นสีปกติ แสดงว่าเป็นตัวจริงไม่ผิดแน่
“หลิง…”
“อย่าเพิ่งพูด ฟังข้าก่อน…” หลิงเยว่ตัดบทพูดของโม่จวินเจ๋อ
จากระบบย่อย นางรู้แล้วว่าโลกแห่งความตายและดินแดนว่างเปล่ากำลังจะทำสงครามกัน เหตุการณ์ที่แท่นมิติระเบิดเมื่อครู่ก็เป็นฝีมือของวิญญาณร้าย
หลังจากเล่าเรื่องนี้คร่าว ๆ หลิงเยว่ก็เล่าแผนการของตน “ฝากถุงผ้าใบนี้ไว้ที่ท่าน หากสุดท้ายข้าเสียสติไป ท่านต้อง…”
โม่จวินเจ๋อเปิดปากขัดจังหวะไม่ให้หลิงเยว่พูดต่อ “ข้ารู้แล้ว”
เขากำถุงผ้าในมือแน่น มองหลิงเยว่อย่างตั้งใจ “ข้ารอเจ้า”
“ตกลง” หลิงเยว่พยักหน้ารับ
………………..