ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน - บทที่ 550 ข้าเอง
บทที่ 550 ข้าเอง
หลิงเยว่วางมือลงบนอกของโม่จวินเจ๋อ ต้นอ่อนเสี่ยวจินปรากฏขึ้นบนมือของนางอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของโม่จวินเจ๋อกะพริบถี่ ต้นไม้ปีศาจครึ่งต้นที่อยู่ใต้นั้นกำลังสั่นไหว นั่นคือผนึกที่กำลังคลายตัว ต้นไม้ปีศาจครึ่งต้นกำลังจะออกมา…
ต้นอ่อนเสี่ยวจินที่สมบูรณ์ ต้นไม้สีเทาหม่นครึ่งต้นตั้งตระหง่านอยู่บนฝีมือของหลิงเยว่
“เจ้าอย่าได้หลอกข้านะ ภายในพันปี เจ้าต้องทำให้เทพต้นไม้นี้จำแลงกายให้ได้!”
“ตกลงตามเงื่อนไขของเจ้า ข้าจะทำทุกอย่างให้”
ร่างย่อส่วนของต้นไม้ปีศาจกำลังจะพยักหน้า แต่กลับพบว่าสถานที่ไม่ถูกต้อง ร่างจริงของหลิงเยว่ไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วจะหลอมรวมกันได้อย่างไร?
หรือว่านางต้องการหลอกลวงร่างจริงของตน?
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
กล่าวจบ หลิงเยว่ก็หันไปยิ้มให้โม่จวินเจ๋อที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
โม่จวินเจ๋อพยายามยกมุมปากขึ้น แต่ไม่อาจฝืนยิ้มตอบได้
“ข้าไม่ได้ไปตาย เหตุใดจึงทำสีหน้าเช่นนั้นเล่า”
หลิงเยว่ยิ้มพลางสวมกอดโม่จวินเจ๋อ ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้สติ นางก็กระโดดลงไปในหลุมขนาดใหญ่
โม่จวินเจ๋อมองหลุมขนาดใหญ่ที่สงบลง รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ถึงแม้ครึ่งปีศาจพันธุ์ไม้จะออกจากร่างไปแล้ว แต่ใบหน้าอันงดงามและเย้ายวนกับผมสีน้ำตาลเทาเป็นลอนยาวของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนกลับเป็นเหมือนเดิม เวลาที่เขายิ้ม โลกทั้งใบพลันกลายเป็นเพียงฉากหลัง
น่าเสียดายที่หลิงเยว่ไม่ได้เห็นภาพนี้
ทว่ากลับมีผู้ที่ชื่นชมภาพนี้แทน
“เจ้า… โม่จวินเจ๋อหรือ?” ผู่ตานจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล้าเอ่ยปากถาม
“ข้าเอง” เมื่อเห็นคนรู้จักโม่จวินเจ๋อก็คลายรอยยิ้มลง
ดวงตาของผู่ตานเต็มไปด้วยความตกตะลึง คนผู้นี้ราวกับได้เปลี่ยนร่างใหม่
หากไม่ใช่เพราะเค้าโครงคิ้วตากับแววตายังคงหลงเหลือเค้าเดิมอยู่บ้าง เขาคงจำไม่ได้แล้ว
“หลิงเยว่เก็บตัวบำเพ็ญอยู่ คงต้องรออีกระยะหนึ่ง” โม่จวินเจ๋อไม่ได้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของตน เขารู้ดีว่าผู่ตานมาที่นี่เพื่อสิ่งใด
“เวลาเช่นนี้แล้ว ยังปิดประตูฝึกตนอยู่อีกหรือ?!” ดวงตาคู่สวยขององค์ชายเย่าเบิกกว้าง
“นางมิได้ถูกวัตถุระเบิดของแท่นมิติ แต่นางโชคดีรอดพ้นมาได้อย่างนั้นรึ?”
“มิได้บอกเจ้าไปแล้วรึ หากนางตาย ข้าก็มิรอดเช่นกัน” นกน้อยกล่าวอย่างจนใจ
แท้จริงแล้วข้อตกลงระหว่างนางกับหลิงเยว่ยังคงอยู่ ตอนที่เกิดเหตุการณ์หายสาบสูญขึ้นเมื่อสองปีก่อน นางรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย แต่มิได้รู้สึกว่าจะตายในเร็ววันนี้
“พวกเจ้าเดินทางมาได้รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร มิใช่ว่าแท่นมิติ…” หากใช้สัตว์ อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนจึงจะเดินทางจากทะเลสีม่วงมาถึงเทือกเขาทิงหลินได้
“ต้องขอบคุณองค์ชายเย่าของพวกข้า เขานำแท่นมิติที่สะสมมานานหลายปีออกมา”
โม่จวินเจ๋อชี้ไปที่หลุมฝั่งตรงข้าม
องค์ชายภูติเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ แม้ในใจยังเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้นเทียบไม่ได้กับบุญคุณที่หลิงเยว่ใช้ของว่างแห่งความว่างเปล่าช่วยให้เขาก้าวข้ามขอบเขต แท่นมิติระดับนั้นยังไม่สูงนักและยังไม่เสถียร ทำให้ตำแหน่งที่ส่งไปผิดพลาดไปหลายครั้ง ทำให้พวกเขาบาดเจ็บภายในไม่น้อย ในที่สุดก็มาถึงที่นี่ได้สำเร็จในสามวันต่อมา
“ศิษย์น้องบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ไหน?” ผู่ตานมองไปรอบ ๆ ในที่สุดสายตาก็หยุดอยู่ที่หลุมขนาดใหญ่
นอกจากในหลุมแล้ว เขานึกไม่ออกว่าหลิงเยว่จะไปบำเพ็ญเพียรที่ไหนได้อีก
“หลุมพวกนี้ช่างเหม็นสิ้นดี นางช่างเลือกได้ดีจริง ๆ…”
“แท่นมิติไม่ได้หายไปแล้วหรือ? คาดว่าเพราะกลับไปไม่ได้ชั่วขณะ ศิษย์น้องจึงทำได้เพียงบำเพ็ญอยู่ที่นี่” ผู่ตานนั่งยอง ๆ อยู่หน้าหลุม เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากกำไลบนข้อมือ เขาจึงวางใจ
หลิงเยว่อยู่ข้างในจริง ๆ
“ทำได้เพียงรอเท่านั้น” นกเทพน้อยกระบัดปีกลงมาบนพื้นกลายร่างเป็นมนุษย์
“เอ่อ…” องค์ชายเย่าเหาะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าผู่ตาน “ข้า…”
“กลับไปก่อนเถิด ขอบใจเจ้ามาก” ผู่ตานเผยสีหน้าเข้าใจ “รอหลิงเยว่ออกจากการบำเพ็ญแล้ว พวกข้าจะกลับไปยังทะเลม่วง”
“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ?”
“ที่นี่นับว่าปลอดภัยกว่าที่อื่น พวกเจ้าจงรักษาตัวให้ดี!”
“เจ้าจงรักษาตัวด้วย ชีวิตเจ้าสำคัญนัก!”
ผู่ตานมององค์ชายเย่าด้วยแววตาเศร้าสร้อย ภูติตัวน้อยเบื้องหน้ามักปรากฏกายในยามที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือที่สุด หากองค์ชายต้องตายในสงคราม ผู่ตานคงเสียใจเป็นแน่
องค์ชายเย่าพยักหน้า “ข้ายังต้องกลับมากินอาหารว่างที่หลิงเยว่ทำอีก”
ร่างของภูติตัวน้อยเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาองค์ชายและนกทั้งสอง
แท้จริงองค์ชายเย่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง บรรดาองครักษ์ได้แปลงร่างเป็นสร้อยดอกไม้สีม่วงอยู่รอบคอขององค์ชาย
มองตามร่างของภูตน้อยที่จากไป ผู่ตานก็รู้สึกโหยหาอย่างบอกไม่ถูก
แต่ไม่นานเขาก็ปรับอารมณ์ได้ อย่างน้อยเขาได้พบศิษย์น้องแล้ว รอจนศิษย์น้องออกจากการบำเพ็ญ บางทีสงครามระหว่างโลกแห่งความตายและดินแดนว่างเปล่าคงรู้ผลแพ้ชนะแล้ว
“เจ้าพบกับศิษย์น้องได้อย่างไร?” ผู่ตานเหลือบมองโม่จวินเจ๋อที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
ผู่ตาน “???”
เจ้าคนผู้นี้กำลังแดกดันพวกข้ากระมัง?
อีกฝ่ายพบกับศิษย์น้อง แต่เขากลับพลาดทุกครั้งไป!
“เหตุใดหลิงเยว่จึงเก็บตัวบำเพ็ญกะทันหันเล่า?” อีกาสุริยันเอ่ยถามถึงประเด็นสำคัญ
“เจ้ารอดูเมื่อนางออกมาก็แล้วกัน”
คำพูดของโม่จวินเจ๋อทำเอาทั้งหงส์ไฟและอีกาสุริยันเกือบกระโดดขึ้นไปซ้อมเขาเสียเดี๋ยวนั้น
บัดนี้ใจของโม่จวินเจ๋อล้วนผูกอยู่กับหลิงเยว่ การที่ยังเอ่ยปากกับคนทั้งสองก็นับว่าดีแล้ว หากให้พูดมากกว่านี้เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท อีกทั้งยังกลัวว่าคนทั้งสองจะเอ่ยถามอีก
อีกาสุริยันและผู่ตาน “…”
ช่างเถอะ แทนที่จะเสียเวลาอยู่กับโม่จวินเจ๋อ สู้เอาเวลาไปฝึกฝนไม่ดีกว่าหรือ
ถึงแม้ว่าตอนนี้พลังของภูเขาทิงหลินจะปั่นป่วน ไม่เหมาะแก่การฝึกฝน แต่นั่งรอเฉย ๆ คงไม่เกิดผลอะไร
ผู่ตานกับนกน้อยถอยหลังพลางมองไปที่โม่จวินเจ๋อ หวังว่าเขาจะอธิบายสถานการณ์นี้ได้
โม่จวินเจ๋อกะพริบตาปริบ ๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
หรือว่าหลิงเยว่จะเข้าไปในต้นไม้ปีศาจสำเร็จแล้ว แต่ถูกต้นกำเนิดต่อต้าน ไล่ผู้บุกรุกออกไปไม่ได้ จึงได้แต่ดูดซับพลังทั้งหมดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง แล้วค่อยขับไล่สุดกำลัง?
โม่จวินเจ๋อคาดเดาได้ไม่ผิด ต้นกำเนิดของต้นไม้ปีศาจครึ่งต้นต่อต้านการเข้ามาของหลิงเยว่อย่างมาก ดังนั้นสองเดือนผ่านไป นางยังไม่สามารถหลอมรวมได้แม้แต่น้อย แถมเกือบถูกเตะออกมาด้วย
“เจ้าช่างไร้ประโยชน์” เสียงของต้นไม้ปีศาจที่เข้าสู่ร่างต้นอ่อนของเสี่ยวจินได้สำเร็จเอ่ยขึ้นอย่างสะใจ เมื่อเทียบกับหลิงเยว่ที่ถูกต่อต้าน นางกับต้นอ่อนของเสี่ยวจินกลับกลมกลืนกันยิ่งนัก
บัดนี้นางหลอมรวมกับต้นอ่อนได้ถึงหนึ่งในสามแล้ว ส่วนที่เหลือแค่รอเวลาเท่านั้น
ส่วนหลิงเยว่นั้นต่างกัน แม้สิบปีร้อยปีก็อาจไม่เพียงพอ
ต้นไม้ปีศาจหัวเราะลั่น
หลิงเยว่ได้แต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
นี่มันยากเกินไปแล้ว!
………………..