ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน - บทที่ 557 ขอบคุณ ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
บทที่ 557 ขอบคุณ ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
หมอกมรณะปกคลุมทั่วทั้งทะเลสีม่วง ผู้คนส่วนใหญ่ในดินแดนว่างเปล่าต่างเห็นเหตุการณ์นี้ ยกเว้น… หลิงเยว่ โม่จวินเจ๋อ ผู่ตานและอีกาสุริยันที่กำลังยืนอยู่บนแท่นมิติ
ขณะที่แท่นมิติเพิ่งเริ่มทำงาน เป็นช่วงเวลาที่จอมวิญญาณใช้หมอกมรณะสำเร็จ ดังนั้นทั้งสี่คนจึงพลาดเหตุการณ์นั้นไป
“ข้าว่าแท่นมิติที่ท่านสร้างนี่ช่าง… แย่เหลือเกิน…”
ผู่ตานที่ยืนอยู่บนแท่นมิติแคบ ๆ ใบหน้าซีดเซียว แม้แต่การพูดประโยคนี้ยังดูเหมือนต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี พอเขาพูดจบ ร่างของเขาก็ล้มลงบนแท่นมิติที่กำลังหมุน สภาพดูเลวร้ายเป็นที่สุด
“ศิษย์พี่ท่านทนไหวหรือไม่?” หลิงเยว่รู้สึกกังวล ตอนขึ้นแท่นมิติมานางก็รู้สึกเวียนหัวตาลาย แต่ตอนนี้แท่นมิติที่โม่จวินเจ๋อสร้าง ดูเหมือนจะแย่กว่า แต่นางกลับไม่รู้สึกอะไรเลย…
หลังจากหลอมรวมกับต้นไม้ปีศาจแล้ว มันดีขนาดนี้เลยหรือ?
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น หลิงเยว่ก็นึกถึงถุงผ้าที่มอบให้โม่จวินเจ๋อ ข้างในนั้นมีอสูรหมอกและวิญญาณผีทั้งสี่อยู่
“พวกมันหนักเกินไป แท่นมิติเลยสั่นขนาดนี้” โม่จวินเจ๋อพูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วชี้ไปยังถุงผ้าที่แขวนอยู่ตรงเอว เขารับรู้ถึงน้ำหนักของพวกมัน แต่เนื่องจากเวลาเร่งรีบ จึงทำไปอย่างลวก ๆ อย่างไรก็ตามทั้งเขาและหลิงเยว่ต่างไม่รู้สึกลำบากอะไร
“พวกเจ้าตื่นเถิด” หลิงเยว่เขี่ยถุงผ้าปักลายเล็กน้อย พยายามปลุกสองเผ่าพันธุ์ที่นางแปลงร่างให้เป็นเถ้าถ่าน ตอนนี้นางกลายเป็นต้นไม้ปีศาจไปแล้ว ไม่สามารถต่อลมหายใจให้พวกเขาได้อีก แต่หากทะเลม่วงถูกโจมตีก็ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา
ไม่มีการตอบสนองอย่างที่คาดไว้ หลิงเยว่จึงล้มเลิกความพยายาม รอกลับไปค่อยปลุกพวกเขาอีกทีแล้วกัน
ทันใดนั้นแท่นมิติยิ่งสั่นรุนแรงขึ้น หลิงเยว่สังเกตเห็นจากหางตาว่าดูเหมือนจะมีรูโหว่เกิดขึ้นตรงจุดหนึ่ง ลมแรงพัดเข้ามาในทันที โชคดีที่โม่จวินเจ๋อตอบสนองได้ไว เขาหยิบกระดาษยันต์ออกมาแปะไว้ พอประทังไม่ให้รูนั้นขยายใหญ่ขึ้นไปอีก
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น?” หลิงเยว่ที่โดนลมพัดเข้าปากชี้ไปยังจุดที่เพิ่งเกิดรูโหว่ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “เป็นไปได้หรือไม่ว่าร่างพวกเราจะแหลกก่อนไปถึงทะเลสีม่วง?”
“คงจะ… ไม่กระมัง” โม่จวินเจ๋อไม่แน่ใจนัก เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกของเขา
ผู่ตานกลอกตาไปมา หากรู้แต่แรกเขาควรจะเดินทางด้วยตัวเองดีกว่า ถ้าแท่นมิติแตกออก ร่างกายอันบอบบางของเขาคงจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แน่นอน
“อย่ากลัวไปเลยศิษย์พี่ ข้าจะปกป้องท่านเอง”
ขอบคุณมาก แต่ไม่ได้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเลยสักนิด…
ในฐานะศิษย์พี่ร่วมสำนัก การให้ศิษย์น้องปกป้อง ช่างรู้สึกเจ็บปวดใจเหลือเกิน นึกย้อนไปตอนที่เข้าร่วมการแข่งขันในเขตแดนลับที่สำนักหลานเทียน หลิงเยว่ยังต้องการการปกป้องจากเขา แต่เพียงชั่วพริบตาเขาก็กลายเป็น…
ผู่ตานนั้นอ่อนแอจริง ๆ เมื่อถูกบังคับให้กลืนลมเข้าไปหลายอึก และหมุนวนไปมาอยู่ตลอด เขาก็หมดสติไป
โม่จวินเจ๋อมองดูรอยแตกที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของเขาเริ่มด้านชา
ตามการคาดการณ์ก่อนหน้า แม้แท่นมิตินี้จะไม่มั่นคงนัก แต่ควรจะเดินทางไปถึงทะเลม่วงได้อย่างราบรื่น แต่ทำไมตอนนี้ถึง…
โดยเฉพาะยิ่งเข้าใกล้ทะเลสีม่วงก็ยิ่งไม่มั่นคง
“จอมวิญญาณคงลงมือกับทะเลสีม่วงแล้ว”
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไร?” หลิงเยว่จับร่างของศิษย์พี่ร่วมสำนักไว้แน่น เกรงว่าเขาจะถูกลมพัดหายไป
“ใกล้ถึงแล้ว อย่าเพิ่งร้อนใจเลย”
โม่จวินเจ๋อปลอบใจ พลางซ่อมแซมช่องโหว่ “แม้ราชินีภูตสีม่วงจะนำทัพออกรบในโลกแห่งความตาย แต่นางคงจะทิ้งภูตบางส่วนไว้ปกป้องรังเก่า พวกเขายังคงสามารถต้านทานและถ่วงเวลาได้อยู่”
“แต่ว่า…” หลิงเยว่ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ เกรงว่าเมื่อถึงเวลาที่ทะเลสีม่วงวุ่นวายจะไม่มีใครสนใจโลกผู้บำเพ็ญ
“อีกนานเท่าไรกว่าจะถึง?”
อีกหกชั่วโมง ทะเลสีม่วงน่าจะยังทนได้อีกสักพักใช่ไหม?
หลิงเยว่ปลอบใจตัวเอง
ตอนนี้หมอกหลากสีเหนือทะเลสีม่วงยิ่งทวีความสดใส ปกคลุมทะเลดอกไม้สีม่วงราวกับหมอกสีรุ้งครึ่งวงกลมที่ลอยสูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปไม่หยุด…
ผู้บำเพ็ญจากดินแดนว่างเปล่าที่มาช่วยเหลือ มองดูหมอกสีรุ้งด้วยความกังวล พวกเขาจะเข้าไปช่วยได้อย่างไร?
“พวกเจ้าคิดว่าโอสถถอนพิษจะช่วยได้บ้างหรือไม่?”
“อาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่สามารถหยุดการเน่าเปื่อยของร่างกายได้…”
“ถ้าเช่นนั้น…” ผู้คนส่วนใหญ่ถอยหนีด้วยความหวาดกลัว การที่ร่างกายเน่าเปื่อยนั้นถือว่าร้ายแรงมาก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขามีร่างกายเพียงหนึ่งเดียว เมื่อเน่าเปื่อยแล้วคงมีเพียงสองทางเลือกคือ การแย่งชิงร่างหรือกลายเป็นวิญญาณร้าย
จิตใจของเผ่าวิญญาณร้ายนั้นชั่วร้ายเหลือเกิน หากไม่หยุดยั้งการแพร่กระจายของหมอกสีรุ้ง บางทีทั้งดินแดนอาจถูกบิดเบือนให้กลายเป็นวิญญาณร้ายก็เป็นได้!
หญิงชราผู้หนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน นางเปิดกล่องหยกสีขาวในมืออย่างทะนุถนอมและอาลัยอาวรณ์ “กลืนกินเพียงเส้นเดียวของลมหายใจแห่งชีวิต สามารถรักษาร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อยได้ชั่วคราว และไม่ต้องกลัวหมอกพิษใด ๆ อีกด้วย”
“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของดินแดนว่างเปล่า ข้าจึงขอบริจาคลมหายใจแห่งชีวิตให้”
“ข้าก็มีอยู่นิดหน่อย…”
พลังชีวิตนั้นล้ำค่า ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใด สิ่งที่ผู้บำเพ็ญหมื่นคนบนสนามรวบรวมได้ก็มีเพียงก้อนขนาดเท่ากำปั้นของผู้ใหญ่เท่านั้น
จุดประสงค์หลักของผู้บำเพ็ญที่กลืนพลังชีวิตเข้าไปคือการเข้าสู่ทะเลสีม่วง เพื่อค้นหาจอมวิญญาณผู้ใช้วิชาหมอกมรณะ มีเพียงการสังหารเขาเท่านั้นที่จะป้องกันการแพร่กระจายของหมอกสีรุ้งได้
ผู้บำเพ็ญที่อยู่ข้างในกำลังระวังไม่ให้หมอกสีรุ้งเข้าใกล้ตัว พร้อมค้นหาที่ซ่อนของจอมวิญญาณ
แน่นอนว่าหมอกมรณะของจอมวิญญาณนั้นไม่ใช่สิ่งที่ป้องกันได้ง่าย ๆ มีผู้เช่าและเผ่าพันธุ์ภูตบางส่วนถูกหมอกสีรุ้งสัมผัสแล้ว เมื่อโดนหมอกสีรุ้งสัมผัส ผิวหนังจะเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นกระดูกที่อยู่ข้างใน ความทรมานและความสิ้นหวังที่ต้องเห็นตัวเองกลายเป็นโครงกระดูกต่อหน้าต่อตาเป็นสิ่งที่อาจคาดคิดได้ เสียงร้องอันน่าสยดสยองดังก้องไปทั่วทุกมุมของทะเลม่วง
ผู้คนจากโลกผู้บำเพ็ญที่ได้รับการปกป้องอย่างดีจากต้นครึ่งเขียวเริ่มสั่นสะท้านเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากภายนอกอย่างไม่หยุดหย่อน
แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น แต่ความโหดร้ายของมันคงเทียบเท่ากับตอนที่สามภพถูกวิญญาณร้ายบุกรุก หรืออาจจะโหดร้ายยิ่งกว่านั้น
ต้นไม้สีเขียวหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหมอกสีรุ้งปนเปื้อน กิ่งก้านและใบไม้กำลังเหี่ยวแห้ง หลิงเยว่หัวโล้นที่อยู่ด้านในรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของนาง
หากหมอกสีรุ้งด้านนอกยังคงแผ่ขยายต่อไป ต้นไม้ต้นนี้คงทนไม่ได้แน่
หลิงเยว่หัวโล้นไม่มีสาามารถช่วยได้เลย นางจะช่วยเหลือมันได้อย่างไร!?
แสงทองแห่งบุญกุศลจะใช้ได้ผลหรือไม่?
หลิงเยว่หัวโล้นน้อยตัดสินใจลองดู เผื่อว่ามันจะได้ผล
ร่างเล็ก ๆ ที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางลำต้นเปล่งแสงสีทองออกมาทั่วร่าง แสงทองแผ่ขยายอย่างรวดเร็วไปทั่วลำต้นจนถึงกิ่งก้านและใบไม้ เมื่อแสงทองจางหายไป ร่างที่เล็กอยู่แล้วก็ยิ่งเล็กลงไปอีก…
ในขณะที่นางกำลังจะหดตัวเล็กลงจนเหลือเพียงเมล็ดดอกบัว ต้นไม้สีเขียวก็หยุดดูดซับแสงทองแห่งบุญกุศล แม้ว่าตอนนี้มันจะอยู่ในสภาพไร้เจ้าของแต่ยังคงมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
………………..