ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน - บทที่ 592 พวกเราไปด้วยกัน
บทที่ 592 พวกเราไปด้วยกัน
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
คำพูดของหลิงเยว่ได้ผลมาก ทำให้ชายทั้งสองคนหันกลับมาทันที
“ไปหาอาจารย์ของพวกเราสิ!”
“!!!”
ผู่ตานรวมถึงผู้คนจากสำนักหลานเทียนที่อยู่ในที่นั้นทั้งหมดต่างเบิกตากว้าง
พวกเขาได้ยินผิดไปหรือไม่?
ไม่ พวกเขาไม่ได้ฟังผิดแน่นอน!
“ข้าได้จดจำตำแหน่งที่พวกเขาจะไปเกิดใหม่ไว้แล้ว ตอนนี้ลองคำนวณเวลาดู ศิษย์พี่สามน่าจะเกิดก่อนเป็นคนแรก…”
“อยู่ที่ไหน ข้าจะไปตามหา!”
“ไม่ได้ให้พวกท่านไปอุ้มพวกเขากลับมา แต่ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา รอจนพวกเขาโตพอจะเข้าร่วมสำนักได้แล้วค่อยพากลับมา” อยู่ดี ๆ จะไปอุ้มเด็กที่คนอื่นลำบากลำบนคลอดออกมาได้อย่างไรกัน?
อวี้เจินกล่าวด้วยดวงตาวิงวอน “ข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนติงหลิวหลิ่วเอง”
นางและติงหลิวหลิ่วรู้จักกันตั้งแต่เพิ่งเข้าสำนัก พวกนางเติบโตมาด้วยกัน ร่วมกันสำรวจดินแดนและทำสิ่งต่าง ๆ คลอด… พวกนางผ่านเรื่องราวมากมายเหลือเกิน
เมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้ สายตาของอวี้เจินก็เริ่มพร่ามัว
“พวกเราไปด้วยกันเถอะ”
หลิงเยว่ไม่ปฏิเสธอวี้เจินแต่กลับชวนนางไปด้วยกันอย่างจริงใจ ส่วนอาจารย์ พี่ใหญ่และพี่รองยังอีกนานกว่าพวกเขาจะเกิด
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะนอกจากสามอาจารย์พี่ติงหลิวหลิ่วที่เลือกกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว อีกสามคนที่เหลือต่างเลือกที่จะไม่เป็นมนุษย์อีก
ข่าวนี้ทำให้ผู้คนจากสำนักหลานเทียนที่อยู่ในที่นั้นถึงกับ “…”
การเป็นมนุษย์มีอะไรที่ไม่ดีหรือ?
“บางทีพวกเขาอาจจะเคยเป็นมนุษย์มาแล้วครั้งหนึ่ง จึงอยากลองเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นบ้างกระมัง?” เล่อเหอลูบคางพลางกล่าว หากให้โอกาสเขาได้เลือกเกิดใหม่ เขาคงจะเลือกเป็นดาบสักเล่มกระมัง?
“ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง” ผู้อาวุโสมู่มีความคิดที่จะเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ผุดขึ้นมาเป็นครั้งคราวเช่นกัน
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยินหัวข้อนี้ ความคิดของพวกเขาก็ค่อย ๆ ล่องลอยไปไกล หากพวกเขามีโอกาสได้เกิดใหม่คงจะเป็นมนุษย์อีกครั้ง การเป็นพืชวิเศษก็ไม่เลวร้าย เป็นปีศาจก็ได้ สัตว์อสูรก็ดูเหมือนจะ… ไม่ได้! ไม่ได้! สัตว์อสูรส่วนใหญ่หน้าตาน่าเกลียด ไม่เช่นนั้นก็เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จะดีกว่า!
“แล้วน้อง ๆ ของข้าล่ะ?” เนื่องจากทั้งสี่คนเสียชีวิตในทันที ทำให้หัวหน้าตะขาบมรกตสูญเสียน้อง ๆ ไปสี่คน จนถึงตอนนี้เขายังไม่หายตกใจเลย!
“พวกเขาน่ะหรือ? แน่นอนว่าอยู่กับเพื่อน ๆ ของตัวเองแล้ว”
“!!!”
หัวหน้าตะขาบมรกตเบิกตากว้างแล้วพูดว่า “พวกเขายังเป็นน้อง ๆ ของข้าอยู่หรือ?”
หลิงเยว่พยักหน้า สัตว์ทั้งสี่ตัวเลือกที่จะเกิดพร้อมกับพวกอาจารย์ และยังจะเป็นอสูรรับใช้ของพวกเขาอีกด้วย
“วิเศษมาก!” หัวหน้าตะขาบมรกตดีใจจนกระโดดโลดเต้น สมกับเป็นน้องรักของเขาจริง ๆ!
ปากบอกว่าจำใจ แต่กลับอยากออกเดินทางในทันที
“ไม่ต้องรีบร้อน หญิงที่ตั้งครรภ์ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองมีลูกในท้องเลย” ยังเหลือเวลาอีกราวแปดเดือนกว่าก่อนที่ติงหลิวหลิ่วจะเกิด
“พวกเจ้าจะไปที่ใดกัน!?”
ในที่สุดลูกกลมสีดำเล็ก ๆ และองค์ชายเย่าที่ถูกกันอยู่ภายนอกมาโดยตลอดก็ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่โลกใหม่
“สวรรค์ ที่นี่ช่างงดงามเหลือเกิน!” ดวงตาขององค์ชายเย่าสะท้อนภาพทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของขุนเขาและแม่น้ำ ทุกสิ่งดูใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งถือกำเนิด ความรู้สึกนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก!
“พวกเจ้าเข้ามาได้แล้วหรือ?”
“พวกข้าต้องออกไปตามหาคนสองสามคน จะไปด้วยกันหรือไม่?” เมื่อเผชิญหน้ากับคำเชิญของหลิงเยว่ ลูกกลมสีดำตัวน้อยรู้สึกลังเล แต่ยังส่ายหัวอย่างยากลำบาก
“เจ้ารีบหรือไม่? ช่วยข้าทำธุระอย่างหนึ่งก่อนได้ไหม?”
“ศิษย์พี่ ท่านพลาดพิธีสาบานตนใช่หรือไม่? ข้าอยากขอให้หลิงเยว่ในฐานะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยขอร้องให้หัวหน้าเผ่ายืดหยุ่นกฎเกณฑ์ เพื่อให้ท่านได้เข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะใช่หรือไม่?” ลูกอ่อนที่กลายเป็นลูกกลมสีดำขนาดใหญ่พูดถึงเป้าหมายของลูกกลมสีดำอีกตนในคำเดียว
“หากข้าไปพูดจะได้ผลหรือ?” หลิงเยว่ไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่นางกลัวว่าเผ่าสัตว์อสูรหมอกจะไม่ยอมรับ
“แน่นอนว่าต้องได้ผล!”
ลูกกลมสีดำตัวใหญ่พูดยังไม่ทันจบก็ถูกพี่ชายของตนขัดจังหวะเสียแล้ว เขาเหลือบตามองพี่ชาย คนแก่หัวดื้อคนนั้นอาจจะไม่ยอมรับง่าย ๆ หรอก พี่ชายคิดดีเกินไปแล้ว
“งั้นไปตอนนี้เลยไหม?”
“ก็… ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก เจ้าไปหาคนก่อนดีไหม?” ลูกกลมดำตัวเล็กจู่ ๆ ก็ไม่รีบร้อนขึ้นมา ยังไงเสียหลิงเยว่ก็ตกลงแล้ว จะผ่านพิธีเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเขาเองไม่ใช่หรือ!
ทุกคน “……”
เมื่อครู่ดูเขาร้อนใจมาก แต่ตอนนี้ทำไมถึงไม่รีบร้อนอีกแล้ว?
“ที่นี่ดีจริง ๆ ข้าต้องการฝึกฝนที่นี่สักระยะ” ลูกกลมสีดำน้อยรู้สึกอิจฉามาก หลังจากรับรู้ถึงวรยุทธ์ของลูกอ่อน หากเขาไม่รีบฝึกฝนต่อ อีกไม่นานคงจะถูกเจ้าหนูนี่แซงหน้าแล้ว!
ส่วนสัตว์หมอกตัวนั้นคงต้อง… ขอโยนทิ้งไว้ข้างหลังก่อน
ลูกกลมสีดำน้อยเป็นผู้เลือกสถานที่ฝึกฝนได้ เขาบินตรงเข้าไปในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ไม่มีเสียงอีกเลย
“ข้าขอฝึกฝนด้วยได้ไหม?” เมื่อเห็นว่าลูกกลมสีดำน้อยไม่ถูกต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตบออกมา องค์ชายเย่าก็เอ้อระเหยลอยชายเสนอความต้องการขึ้นมาเช่นกัน
“ได้” หลิงเยว่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
นางไม่ได้ตั้งใจจะนำร่างแท้ออกไป เพื่อให้ทั้งโลกได้อาบลมหายใจแห่งชีวิต
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลิงเยว่ก็นึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่ระบบเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งมากมายมาขอเข้าร่วมโลกใหม่ แต่ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ทำไมนางถึงยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเขาเลย?
เป็นเพราะระบบยังไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาหรือ?
เงื่อนไขในการเป็นประชาชนของอาณาจักรอาหารศักดิ์สิทธิ์นั้นเข้มงวดมาก ระบบจะไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาง่าย ๆ
“โอ้”
“ข้างนอกมีผู้คนมากมายที่มาเพื่อชื่อเสียงใช่หรือไม่?” หลิงเยว่ดึงองค์ชายเย่าที่กำลังจะเข้าไปฝึกฝนในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เอาไว้
“ใช่แล้ว ผู้คนจากดินแดนว่างเปล่าก็นำของขวัญแสดงความยินดีและของขวัญแสดงความขอบคุณมามากมาย”
พูดถึงตรงนี้องค์ชายเย่าถึงนึกขึ้นได้ว่าเผ่าภูตม่วงที่ถูกกักอยู่นอกอาณาจักรอาหารศักดิ์สิทธิ์ ตัวเขา ลูกกลมสีดำรวมถึงนักรบที่คอยเฝ้าอยู่ข้างนอก สามารถเข้าไปได้โดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำได้
นี่ยังหมายความว่า ต่อไปพวกเขาสามารถเข้าออกอาณาจักรอาหารศักดิ์สิทธิ์ได้ตามใจชอบ การรอคอยกว่าสามร้อยปีนี้คุ้มค่าแล้ว! ลูกกลมสีดำและวิญญาณสีม่วงถูกกลืนหายไปในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
“เช่นนั้น ศิษย์น้องหลิง พวกเราจะไปกันเดี๋ยวนี้หรือ?” อวี้เจินไม่อยากพลาดการเกิดของติงหลิวหลิ่วแม้แต่น้อย
“ดี”
หลิงเยว่ โม่จวินเจ๋อ ผู่ตาน และอวี้เจินออกเดินทางไปด้วยกัน ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยากติดตามไปด้วย ล้วนถูกปฏิเสธทั้งหมด หากมีคนไปเป็นกลุ่มใหญ่จะทำให้ติงหลิวหลิ่วตกใจได้อย่างไรเล่า?
หากไม่ใช่เพราะโม่จวินเจ๋อและผู่ตานอ้อนวอนขอร้องอย่างหนัก หลิงเยว่ก็ไม่อยากพาพวกเขาไปด้วยเช่นกัน ยังดีที่โม่จวินเจ๋อและผู่ตานไม่รู้ว่าสายตาอันน่าสงสารและน้อยใจของพวกเขาในสายตาของหลิงเยว่นั้นเป็นการอ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง มิเช่นนั้น…
ก็ดีแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก
ด้วยการฉีกมิติของหลิงเยว่ พวกเขาแทบจะมาถึงเมืองที่ติงหลิวหลิ่วมาเกิดใหม่ในชั่วพริบตา
ภายในเมืองค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง พวกเขาไม่เคยมาที่นี่มาก่อน
ที่นี่คือโลกเล็ก ๆ ที่ถูกเทพสวรรค์รวมเข้ามาอย่างกะทันหัน
“พี่ชาย จวนตระกูลติงอยู่ที่ใด?” อวี้เจินถามคนที่เดินผ่าน
ผลคือผู้บำเพ็ญคนนั้นมีสายตางุนงงราวกับไม่เข้าใจคำพูดของอวี้เจินเลย
อวี้เจินดูเหมือนจะตระหนักได้ แต่ก็ยังอยากยืนยันอีกครั้ง “ศิษย์น้องหลิง เขาฟังที่ข้าพูดไม่เข้าใจใช่หรือไม่?”
ยังไม่ทันหลิงเยว่จะพยักหน้า ชายที่กำลังถือพัดด้วยความมั่นใจก็เดินเข้ามา
“พวกเจ้ามาจากโลกภายนอกใช่หรือไม่?”
“มีธุระสำคัญอันใดที่ต้องการพบตระกูลติง?”
โลกภายนอก?
พวกเขาเป็นคนจากโลกเดียวกันนี่นา…
ทั้งสี่คนนิ่งเงียบ
………………..