ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน - บทที่ 614 ครั้งแรกรู้สึกแปลก ครั้งที่สองเริ่มคุ้นเคย
บทที่ 614 ครั้งแรกรู้สึกแปลก ครั้งที่สองเริ่มคุ้นเคย
“ข้าไม่ต้องการกินน้ำแกงที่ต้มจากกิ่งไม้และหม้อไฟที่จุ่มใบไม้!”
กุ่ยซื่อปฏิเสธอย่างแข็งขัน ยังไม่อร่อยเท่าหม้อไฟธรรมดาด้วยซ้ำ และหม้อไฟควรจะกินเนื้อคำโต ๆ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะกินใบไม้ ถึงแม้ว่า… ใบไม้และน้ำแกงกิ่งไม้เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่คนอื่นใฝ่ฝันก็ตาม
การที่หลิงเยว่เงียบทำให้โม่จวินเจ๋อใจหายวาบ เขาเชื่อมั่นในฝีมือของนางแน่นอน เพียงแต่การกินใบไม้ที่เป็นร่างแท้ของนางแบบนี้สิ้นเปลืองเกินไป
“เจ้าอยากกิน แต่ข้าไม่อยากทำ นั่นมันร่างแท้ของข้านะ!”
“กินอาหารศักดิ์สิทธิ์ก็เท่ากับกินข้า พวกเจ้าช่างกล้าจริง ๆ!”
หลิงเยว่พูดสองประโยคติดกัน ทำให้สี่ผีและโม่จวินเจ๋อถึงกับไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ
ใช่แล้ว การกินอาหารศักดิ์สิทธิ์ก็เท่ากับกินเนื้อของหลิงเยว่ เมื่อคิดเช่นนี้ ทั้งห้าก็รู้สึกไม่อยากกินขึ้นมาทันที
แต่นั่นคืออาหารศักดิ์สิทธิ์นะ หากไม่กินก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
หลิงเยว่ “……”
พวกเขาต้องการกินหม้อไฟที่ทำจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์หรือ?
“แน่นอนว่าไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวัตถุดิบระดับเทพใดที่พวกข้าไม่เคยเห็น” กุ่ยเอ้อร์พูดได้ครึ่งทาง จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องไปที่ราชินีภูตม่วง “ดอกไม้ของราชินีภูตม่วงเป็นดอกไม้กึ่งเทพ สามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้ใช่หรือไม่?”
“หากเป็นเช่นนั้นก็มีมากมาย อย่างต้นโพธิ์จากอีกโลกหนึ่ง หรือในโลกของพวกเรานอกจากราชินีภูตม่วง แล้วยังมี…” กุ่ยซานพูดไม่หยุด ทำให้ดวงตาของหลิงเยว่เปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ นางกำลังจดจำชื่อและสถานที่เหล่านั้น รอให้ทำธุระเสร็จแล้ว นางจะไปหาพวกเขาเพื่อแลกเปลี่ยน จะเอาอะไรไปแลกเปลี่ยนดีนะ?
หากเป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์พวกเขาจะยอมรับข้อเสนอหรือไม่?
หรือว่าต้องแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ เช่น ร่างกายแลกกับร่างกายอะไรทำนองนั้น…
สมแล้วที่เป็นวิญญาณผีที่ทุกคนในโลกว่างเปล่าต้องการกำจัด แม้แต่โลกภายนอกพวกมันยังแผ่อิทธิพลไปถึง ช่างรู้ข่าวสารไวจริง ๆ! หลิงเยว่จดรายชื่อวัตถุดิและที่อยู่ไว้อย่างละเอียด แล้วเริ่มเตรียมหม้อไฟศักดิ์สิทธิ์ นางวางแผนจะใช้กิ่งไม้มาต้มเป็นน้ำแกง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่กิ่งไม้เท่านั้น ต้องเพิ่มวิญญาณสัตว์อสูรบ้าง ไม่รู้ว่าการใช้พวกมันมาจุ่มหม้อไฟจะให้ผลเป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์หรือไม่…
แม้ไม่ใช่แต่ก็คงไม่แตกต่างจากอาหารศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ มากนัก
หญิงคนนี้จะใช้หม้อไฟธรรมดามาหลอกพวกเขาจริง ๆ หรือ?
“พวกข้าเป็นผู้สนับสนุนของสำนักอาหารศักดิ์สิทธิ์นะ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะใช้เนื้อพวกนี้มาหลอกพวกข้า?” หากกุ่ยซานมีใบหน้า ตอนนี้เขาคงโกรธมาก ๆ แน่ บางทีอาจจะรู้สึกน้อยใจนิดหน่อยด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วน้ำเสียงของเขาก็แฝงความน้อยใจด้วยใช่หรือไม่?
“ไม่กินก็ช่าง!” หลิงเยว่ไม่ได้แสดงสีหน้าที่ดีเพียงเพราะกำลังเผชิญหน้ากับ ‘ผู้สนับสนุน’ กลับตัดกิ่งของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ยื่นเข้ามาทางหน้าต่างต่อหน้าพวกเขา
ครั้งนี้สี่ผีไม่พูดอะไร ส่วนโม่จวินเจ๋อได้จัดการสัตว์วิเศษตัวหนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังยื่นมือไปหยิบอีกตัวหนึ่ง หลิงเยว่ทำอะไรล้วนอร่อยทั้งสิ้น แม้แต่หม้อไฟธรรมดา ๆ ก็ตาม
ไม่สิ หม้อไฟเนื้อต้มด้วยน้ำแกงจากกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์จะธรรมดาได้อย่างไร?
สี่ผียิ่งทำความสะอาดอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น เพราะพวกเขาได้กลิ่น… กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ลอยออกมาจากหม้อไฟกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำแกงที่เดือดพล่านนั้นยังเป็นสีทองอีกด้วย!
แม้ว่ากิ่งไม้จะมีสีเขียวมรกต แต่เมื่อต้มออกมากลับกลายเป็นสีทอง ไม่มีสีอื่นปนเลยแม้แต่น้อย ดูน่ากินเหลือเกิน!
“อึก…”
กุ่ยซื่อนั่งบนไหล่ของหลิงเยว่และน้ำลายไหลออกมา หากไม่ใช่เพราะหลิงเยว่โยนตุ๊กตาไม้อ้วนตัวนี้ออกไปทัน น้ำลายคงหยดลงในน้ำแกงกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่นางต้มด้วยความยากลำบากแล้ว
ตุ๊กตาไม้อ้วนที่ไม่ทันระวังตัวถูกฝังเข้าไปในกำแพงทันที เหลือเพียงครึ่งเท้าที่เหลืออยู่ซึ่งประกาศว่าใช้การไม่ได้แล้ว กลายเป็นตุ๊กตาไม้ที่ไม่มีแขนขาในทันที
ภาพนี้ทำให้กุ่ยอีนึกขึ้นได้ว่าหลิงเยว่ยังติดหนี้ร่างกายของกุ่ยซื่ออยู่ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก แสงสีเขียวมรกตก็พุ่งผ่านตาเขาไปฝังอยู่ข้าง ๆ ตุ๊กตาไม้ที่แขนขาขาด
“ช่างหล่อเหลาเสียจริง นี่เป็นของขวัญสำหรับข้าใช่หรือไม่?” แม้ไร้แขนทั้งสองข้างก็มิอาจขัดขวางกุ่ยซื่อจากการ ‘ดึง’ ตุ๊กตาน้อยสีเขียวมรกตออกจากผนังได้
ตุ๊กตาสีเขียวมรกตนั้นอวบอ้วนกลมป้อม ใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุขประดับด้วยแก้มแดงระเรื่อสองข้าง ระหว่างคิ้วก็มีจุดสีแดงหนึ่งจุด แขนขาสั้นแต่ได้สัดส่วน ริมฝีปากยิ้มแย้มเป็นธรรมชาติ ท่อนบนสวมเสื้อกล้ามใบไม้สีเขียวมรกต น่าเสียดายที่ไม่อาจปกปิดพุงกลม ๆ ได้ ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นใบไม้สีเขียวมรกตขนาดจิ๋ว…
รูปลักษณ์เช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความหล่อเหลาแม้แต่น้อยมิใช่หรือ?
แต่ก็ยังน่ารักสดใสกว่ากุ่ยซื่อที่ขาดแขนขาทั้งสี่ที่ตาสองข้างไม่เท่ากัน ใบหน้าไม่สมส่วน ดูเหมือนผลงานหยาบ ๆ ที่ทำขึ้นอย่างลวก ๆ อยู่ดี
“ช่างงดงามเสียจริง…” หากยามนี้กุ่ยซื่อมีมือ บางทีคงจะยื่นมือออกมาลูบไล้ ‘ร่างกาย’ ของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความ ‘หลงใหล’ กระมัง?
สามคำนี้ทำให้หลิงเยว่พอใจนัก นับว่าเจ้าหนุ่มนี่ยังมีรสนิยมอยู่บ้าง!
กลิ่นหอมของน้ำแกงกิ่งไม้ในห้องยิ่งสดชื่นและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้สมองแจ่มใส น้ำลายไหลออกมาไม่หยุด ทำให้อยากกินยิ่งนัก
กุ่ยเอ้อร์อุ้มหม้อน้ำแกงขึ้นมาทันที แต่ถูกกุ่ยอีที่ยังพอมีสติอยู่บ้างตบมือไปอีกทาง หม้อจึงถูกวางกลับลงบนเพลิงพิสดารอีกครั้ง
“เสร็จแล้ว!”
โม่จวินเจ๋อพูดเสียงอ่อนว่า “ข้าอยากดื่มน้ำแกงก่อน…”
“อะไรนะ?!” หลิงเยว่มองดูโม่จวินเจ๋อด้วยความตกใจ “ท่านจะดื่มน้ำแกงที่ต้มจากกระดูกของข้าหรือ?”
โม่จวินเจ๋องุนงงกับคำพูดนั้นทันที ดูเหมือนว่าพูดแบบนั้นก็ถูก กิ่งไม้… คือกระดูกของหลิงเยว่ “เช่นนั้นเจ้ายังสับกระดูกของตัวเองเพื่อต้มน้ำแกงอีกหรือ?”
“ข้าสับก็คือข้าสับ แต่ท่านกลับอยากดื่ม แม้แต่แววตาก็ไม่มีท่าทีสงสารข้าเลยสักนิด!”
หลิงเยว่มองดูโม่จวินเจ๋อด้วยสีหน้าเจ็บปวด ทำท่าทางราวกับ ‘ไม่คิดว่าท่านจะเป็นเช่นนี้ ข้ามองท่านผิดไป’
“พอเถอะ อย่าแสดงอีกเลย” กุ่ยซานเบียดหลิงเยว่ออกไป เอาเนื้อและพืชวิเศษต่าง ๆ ใส่ลงไป ดูสดใสและน่ากินเป็นพิเศษ หากนำไปลวกในน้ำแกงสีทอง รสชาติคง…
กุ่ยอีได้ลิ้มรสแทนผู้ที่อยู่ในที่นั้นแล้ว หากเขามีดวงตา ตอนนี้ลูกตาของเขาคงจะหลุดออกมาแล้ว มันเป็นรสชาติและสัมผัสที่ไม่สามารถบรรยายได้!
แน่นอนว่าหลิงเยว่ก็กำลังแสดงอยู่เช่นกัน นางรู้ล่วงหน้าแล้วว่าสามผีหรือเรียกว่าสี่ผีก็ได้ จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนางจึงตักน้ำแกงสีทองสองชามให้นางและโม่จวินเจ๋อไว้ก่อน ในน้ำแกงยังมีประกายสีเขียวลอยวนอยู่เล็กน้อย นั่นคือ… เอ่อ… ผงใบไม้ของต้นกล้าเสี่ยวจินหรือก็คือ ‘ลูกสาว’ ของพวกเขานั่นเอง
เมื่อเผชิญหน้ากับชามน้ำแกงที่ต้มจาก ‘กระดูก’ ของหลิงเยว่และใบไม้จากร่างแท้ของลูกสาว แม้ว่าโม่จวินเจ๋อจะอยากดื่มมาก แต่เขากลับไม่กล้าลงมือในทันที
เขาถูกหลิงเยว่พูดใส่จนไม่กล้าดื่ม แต่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตัวจริงกลับดื่มอย่างเอร็ดอร่อยไปแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วครั้งแรกอาจจะแปลก แต่พอครั้งที่สองก็เริ่มคุ้นเคย อย่างไรเสียก็ได้ลิ้มรสร่างที่รวมกันของตัวเองและลูกสาวไปแล้ว จึงไม่รู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด