ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1091 ถ้ำปิดตาย
ตอนที่ 1091 ถ้ำปิดตาย
………………..
เย่เชียนไม่ได้เชื่อจริงๆ ว่าในโลกนี้มีวัตถุศักดิ์สิทธิ์แต่เขาไม่ปฏิเสธว่าในโลกนี้มีสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อมองสิ่งกลมๆ ที่เหมือนหินที่อยู่ต่อหน้าเขาแล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุได้จริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้มีความหมายมากกับหลัวสุ่ยแต่เย่เชียนไม่ใช่คนพูดเก่งดังนั้นแค่จึงเฝ้าดูจากข้างๆ อย่างเงียบๆ และไม่พูด
จากนั้นหลัวสุ่ยก็ค่อยๆ หยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาแล้วพูดอย่างมีความสุขว่า “ใช่!..นี่คือพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า”
“พระธาตุของพระพุทธเจ้ามันควรจะเป็นสิ่งที่เปล่งประกายไม่ใช่เหรอ..ฉันคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นเหมือนก้อนหินธรรมดาๆ มากกว่า” เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะพูด
“พี่เย่จะไปรู้อะไร?” หลัวสุ่ยเหลือบมองเย่เชียนอย่างโกรธเกรี้ยวจากนั้นเธอก็หยิบมีดสั้นออกมาจากเสื้อของเธอแล้วฟาดมันสองสามครั้งและในทันใดนั้นเปลือกชั้นนอกของหินก็ถูกกะเทาะออกและเกิดแสงสว่างภายในทันที จากนั้นวัตถุแวววาวก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าต่อตาเธอในที่สุดจนหลัวสุ่ยพูดอย่างตื่นเต้นว่า “มันเยี่ยมมาก..มันยิ่งใหญ่จริงๆ ..ด้วยพระธาตุชิ้นนี้แม่ของฉันจะต้องรอด”
หัวใจของเย่เชียนก็สั่นสะท้านเพราะปรากฏว่าหลัวสุ่ยพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อช่วยแม่ของเธอแต่เธอไม่รู้ว่าแม่ของเธอเป็นโรคที่รักษาไม่หายและตายไปแล้ว จากนั้นเธอก็มองเย่เชียนด้วยความซาบซึ้งและพูดว่า “พี่เย่ขอบคุณนะ”
เย่เชียนก็แน่นิ่งไปและยิ้มอย่างเขินอายแล้วพูดว่า “ฉันไม่ได้ช่วยอะไรมากเลย” หลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็พูดต่อ “เราต้องคิดกันต่อว่าเราจะออกไปจากที่นี่ยังไง..ฉันพยายามหากลไกแล้วแต่ก็หาไม่เจอ..มันมีทางออกอื่นอีกไหมเพราะทางที่เรามาเมื่อกี้ถูกปิดตายไปแล้ว..เหมือนเราจะต้องหาทางอื่น”
ในช่วงเวลาแห่งชีวิตและความตายหลัวสุ่ยก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วชีวิตของแม่เธอก็ขึ้นอยู่กับวัตถุลึกลับชิ้นนี้แต่จะฟื้นคืนชีพได้หรือไม่นั้นหลัวสุ่ยก็ไม่กล้าที่จะประมาทใดๆ ในขณะนี้ ดังนั้นทั้งสองจึงช่วยกันค้นหาทางออกและตรวจดูทุกกำแพงทุกรอยแยกอย่างละเอียดแต่ก็ยังไม่พบอะไร
เมื่อพวกเขามาพบกันอีกครั้งที่ด้านหน้ากองโครงกระดูกพวกเขาเห็นการแสดงออกที่หดหู่ใจของกันและกันและใบหน้าของพวกเขาก็มืดมนลง
“เราจะตายที่นี่เหรอ” หลัวสุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
เย่เชียนก้มหน้าลงและหลัวสุ่ยก็เงียบไป ชั่วขณะหนึ่งความตายก็โอบล้อมทั้งสองคนไว้และถึงแม้จะเผชิญหน้าศัตรูนับไม่ถ้วนแต่เย่เชียนก็ไม่รู้สึกกลิ่นอายแห่งความตายอันรุนแรงแบบนี้มาก่อน ซึ่งความกลัวที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจนั้นทำให้เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะถามตัวเองอย่างลับๆ ว่าเขากลัวที่จะตายโดยไม่มีใครรู้หรือเขากลัวความตายจริงๆ กันแน่? เย่เชียนก็ไม่รู้คำตอบเช่นกันหรืออาจเป็นเพราะเขากังวลมากเกินไปซึ่งมักจะทำให้คนเกิดความกลัวมากขึ้น
เป็นเวลานานในความเงียบงั้นโดยที่ทั้งสองคนไม่ได้พูดเลยแม้แต่คำเดียว จากนั้นเย่เชียนก็ยืนขึ้นและหันหลังเดินออกไปจนหลัวสุ่ยถึงกับตกใจและพูดว่า “พี่เย่กำลังทำอะไร” นั่นเป็นเพราะช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตของเธอกำลังจะมาถึงและเธอไม่อยากตายที่นี่อย่างเงียบๆ คนเดียว
เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ฉันจะลองหามันอีกครั้งเพราะอาจมีทางออกที่เราไม่รู้เพราะงั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่อย่างแน่นอน” น้ำเสียงที่แน่วแน่และหนักแน่นของเย่เชียนนั้นยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เขานั้นมีแต่ความกังวลมากมายแต่เขาไม่กลัวความตายเพราะเขาสามารถตายในการต่อสู้ที่ดุเดือดได้แต่จะไม่มีวันตายที่นี่อย่างไร้ประโยชน์แน่นอน
หลัวสุ่ยจำไม่ได้เลยว่าเย่เชียนเดินไปเดินมากี่ครั้งในถ้ำแห่งนี้ในและทุกๆ ครั้งที่เย่เชียนกลับมาเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่เย่เชียนก็ยังไม่รู้สึกท้อแท้และเธอก็ไม่รู้ว่าทำไมเย่เชียนถึงได้ดิ้นรนถึงขนาดนี้ การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดนั้นสำคัญมากดังนั้นเย่เชียนจึงยังคงมองหาทางออกอยู่ตลอดเวลา อันที่จริงหลัวสุ่ยจะรู้ได้อย่างไรว่ามีอารมณ์ที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นในหัวใจของเย่ เชียนและเขาต้องการพาเธอออกไปจากถ้ำอันมืดมิดแห่งนี้
“อืม” หลัวสุ่ยเชื่อในตัวของเย่เชียนโดยไม่มีเหตุผลและถึงแม้ว่าเธอจะรู้ว่านี่เป็นเพียงคำปลอบโยนแต่เธอก็ยังเชื่อมั่นในเย่เชียนอย่างมั่นคง แต่หลัวสุ่ยก็หันไปมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “บางทีเราอาจจะมีความสุขก็ได้ที่ตายแบบนี้อยู่ที่นี่”
เย่เชียนอดไมได้ที่จะสั่นสะท้านและหันไปมองด้วยความประหลาดใจเพราะดวงตาของหลัวสุ่ยฉายแววตาแปลกๆ จนเย่เชียนไม่กล้ามองหน้าเธอแล้วหันหนีไปอย่างเร่งรีบ จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพูดว่า “ยัยโง่อย่าพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้อีก..ฉันเย่เชียนผู้เผชิญกับอันตรายทั้งชีวิตและผ่านความตายมามากมายแต่ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะงั้นเราจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้!”
ด้วยวิธีนี้ทำให้ทั้งสองก็หันหลังพิงกันและเวลาก็ผ่านพ้นไปทีละน้อยและทั้งสองก็ยังพิงกันอยู่อย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยและจู่ๆ เย่เชียนก็ได้ยินเสียงกรนเล็กน้อยในหูของเขาแล้วหันไปมองเห็นว่าหลัวสุ่ยหลับไปแล้ว จากนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันราวกับว่าเขากำลังฝันร้ายและรู้สึกปวดใจจนเขาค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบหน้าเธอ
ทันทีที่เย่เชียนสัมผัสหลัวสุ่ยเขาก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งเพราะเขาพบว่าหน้าหากของหลัวสุ่ยร้อนและดูเหมือนว่าเธอจะมีไข้สูงและร่างกายของเธอก็เริ่มสั่นเล็กน้อยเหมือนจะรู้สึกหนาว เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนจึงโอบเธอเข้าไปในอ้อมแขนทันที
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วค่อยๆ วางหลัวสุ่ยลงบนพื้นจากนั้นก็ถอดเสื้อคลุมของเขาออกแล้วคลุมให้เธอ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปที่ลำธารเพื่อใช้ผ้าชุบน้ำและเดินกลับมาทาบบนหน้าผากของหลัวสุ่ย จากนั้นเย่เชียนก็นอนลงข้างๆ หลัวสุ่ยและกอดเธอแน่นเพื่อใช้อุณหภูมิร่างกายของเขาเพื่อไล่ความเย็นออกจากร่างกายของเธอ ในขณะนี้เย่เชียนไม่มีความคิดชั่วร้ายเลยแม้แต่น้อยและไม่มีทางที่จะคิดอะไรไม่ดีได้ในเวลานี้
จากนั้นเย่เชียนก็หลับตาลงและคิดว่าจะออกไปจากที่นี่อย่างไรเพราะเขาค้นหาทุกแห่งแล้วแต่ก็ไม่พบกลไกใดๆ ซึ่งห้องลับนี้ปิดตายจริงๆ งั้นหรือ? เมื่อมองดูใบหน้าที่อยู่ใกล้ๆ แล้วมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยเข้ามาในจมูกของเขาเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบจมูกของเธอเบาๆ
คิดแล้วก็ตลกนิดหน่อยเพราะเย่เชียนถูกขังอยู่ในถ้ำปิดตายแห่งนี้กับสาวน้อยแปลกหน้า มันคงจะตลกมากถ้าพวกเขาตายด้วยกันที่นี่ ซึ่งพวกเขาจะต้องตายหลุมเดียวกันใช่ไหม?
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเมื่อเย่เชียนตื่นขึ้นและเมื่อมองออกไปเย่เชียนก็เห็นว่าร่างของหลัวสุ่ยเกือบจะติดกับร่างกายของเขาราวกับปลาหมึกและเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น จากนั้นเย่เชียนก็เอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าผากของหลัวสุ่ยแล้วพบว่าไข้ได้ลดลงแล้วแต่หลัวสุ่ยยังคงหลับอยู่ ซึ่งเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองเกี่ยวกับการนอนดังกล่าว
เย่เชียนพยายามดันหลัวสุ่ยออกจากร่างกายเล็กน้อยแต่ดูเหมือนว่าหลัวสุ่ยจะไม่เต็มใจอย่างยิ่งและคว้ามือของเย่เชียนเอาไว้อย่างแรงจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นเพราะเขาไม่อยากตายที่นี่และต้องหาทางออกไปเพื่อตัวเองและเพื่อหลัวสุ่ย ในการสนทนาครั้งก่อนเย่เชียนได้ยินว่าหลัวสุ่ยไม่ลังเลที่จะหาพระธาตุนี้เพื่อช่วยแม่ของเธอดังนั้นสำหรับเรื่องดังกล่าวในความคิดของเย่เชียนแล้วถึงแม้ว่าเธอจะหลอกให้เขามากับเธอแต่เย่เชียนก็ไม่ถือโทษโกรธเธอเลยเพราะคนที่กตัญญูกตเวทีแบบนี้จะไม่เป็นคนเลวทรามอย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะผู้หญิงคนนี้ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ใช่ไหม?
ในเวลานี้หลัวสุ่ยตื่นขึ้นอย่างกะทันหันราวกับตกใจกลัวและเมื่อเห็นว่าเย่เชียนยังอยู่ข้างๆ เธอก็โล่งใจอย่างมากและใบหน้าของเธอก็แดงก่ำแล้วรีบขยับออกไปแล้วพูดเบาๆ ว่า “ฉัน..ฉันขอโทษ”
เย่เชียนไม่ได้สนใจเรื่องนี้ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “เธอรออยู่ที่นี่ก่อนเดี๋ยวฉันจะลองไปหาทางออกอีกครั้ง..ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฉันจะต้องตายอยู่ที่นี่..ไม่ต้องกังวลไปฉันจะพาเธอออกไปอย่างปลอดภัย”
“อืม” หลัวสุ่ยพยักหน้าอย่างหนักหน่วง
เย่เชียนมองดูกำแพงรอบๆ อีกครั้งและใส่ใจกับมันมากขึ้น อย่างไรก็ตามเขาก็ยังไม่พบอะไรเลยเพราะในห้องลับทั้งหมดยกเว้นโครงกระดูกบนแท่นหินแทบไม่มีอะไรโดดเด่นเลย แต่เย่เชียนไม่ใช่คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้เพราะงั้นเขาจะเชื่อหรือว่าโชคชะตาของเขาจะหยุดอยู่ที่นี่? เขาไม่เชื่อเขาเชื่อว่าเขาจะต้องตายที่นี่เพราะเมื่อตอนที่เขายังเด็กทนทุกข์ทรมานมามากมายและโชคชะตาก็เล่นตลกกับเขามาโดยตลอดแต่เขาก็ยังอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
ดวงตาของเย่เชียนมองมาที่โครงกระดูกและเย่เชียนก็รู้สึกเล็กน้อยว่ามีบางอย่างผิดปกติไปดังนั้นเขาจึงก้าวไปข้างหน้าและมองอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นแบบนั้นหลัวสุ่ยก็ตกตะลึงเพราะการกระทำของเย่เชียนและเธอก็ยืนขึ้นเพื่อหันไปมองแต่เธอก็ไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้นเธอจึงถามอย่างงุนงงว่า “พี่เย่มองอะไรอยู่เหรอ?”
“เธอสังเกตเห็นมือของโครงกระดูกมั้ย?” เย่เชียนพูด
เมื่อได้ยินแบบนั้นหลัวสุ่ยก็เดินเข้ามาใกล้ๆ และมองดูมันเป็นเวลานานแล้วส่ายหัวอย่างว่างเปล่าและพูดว่า “ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย”
“ฉันเคยอ่านตำราและคัมภีร์โบราณมามากมายและท่าทางของโครงกระดูกคืออยู่ในท่าใช้ตราประทับศึกมนตราเก้าประการของชาวพุทธ..แต่นิ้วก้อยจะชี้ขึ้นแต่ของโครงกระดูกอันนี้กลับชี้ลงเพราะงั้นมันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามันผิดปกติ” เย่เชียนพูดต่อ “ออกไปก่อน..ฉันจะตรวจสอบมัน”
“อืม” หลัวสุ่ยตอบแต่เธอเพียงก้าวถอยหลังเล็กน้อยและมีสีหน้าที่วิตกกังวลและถ้าหากมีอันตรายใดๆ จะก็จะช่วยโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็หันไปมองเธอและยิ้มอย่างอุ่นใจ เพราะในเวลาแบบนี้ความห่วงใยจะเป็นพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นนั่นเอง
.