ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1078 บ้านใหม่ (2)
หลังจากพลังจิตถูกใส่เข้าไปมากขึ้น อาณาเขตผลกระทบจากระลอกคลื่นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ขยายจากสามร้อยเมตรเมื่อก่อนหน้านี้ถึงสี่ร้อยเมตร ห้าร้อยเมตร หกร้อยเมตร หนึ่งพันเมตร ร…
ลู่เซิ่งเหมือนกับเกิดความรู้สึกหลอนว่า ขอแค่เขาเติมพลังจิตต่อไป ก็จะยกระดับอานุภาพและอาณาเขตนี้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ผึง…
ทันใดนั้นก็มีเสียงขาดเบาๆ ดังมาจากเส้นสายรอบๆ
ลู่เซิ่งชะงักพร้อมหยุดการเติมพลังจิต
เขาประเมินพลังจิตที่ตนใส่เข้าไปและอานุภาพที่เกิดขึ้นรอบๆ
‘อานุภาพเพิ่มขึ้นราวหกสิบเอ็ดเท่ากว่าๆ!’
เขารีบเก็บพลังจิต เส้นสายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นด้วยความเร็วสูง แล้วหดกลับมาด้านหน้าเขาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนกลายเป็นขดลวดเหมือนเดิม
‘มีเส้นลวดขาด…’ ลู่เซิ่งตรวจสอบก่อนตกตะลึงเล็กน้อย
‘แต่การยกระดับอานุภาพเมื่อก่อนหน้านี้ปรากฏออกมาจริงๆ หมายความว่า มีความเป็นไปได้ของวิธีการนี้อยู่ แต่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด’
ลู่เซิ่งลองคำนวณดูเล็กน้อย ถ้าเขาระเบิดพลังจิตทั้งหมดในครั้งเดียวโดยไม่สนใจผลลัพธ์ จะเพิ่มพลังได้มากกว่าเดิม แต่ธนูเทพนี้อาจจะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์
‘ไม่ใช่สิ!’ ทันใดนั้นลู่เซิ่งพลันงุนงง เขาค้นพบอย่างประหลาดใจว่า บนขดลวดที่เปลี่ยนมาจากธนูเทพไม่ทราบมีรอยนิ้วสีดำรอยหนึ่งโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่
เขากดนิ้วลงไปเบาๆ ก่อนสัมผัสได้ทันทีว่าธนูเทพกำลังจะระเบิด
‘อานุภาพระดับนี้ใกล้เคียงกับผลลัพธ์ที่เราทดสอบเมื่อกี้…มิน่า…สิ่งนี้น่าจะเป็นของใช้แล้วทิ้งสินะ’ ลู่เซิ่งรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าด้านในธนูเทพมีพลังลึกลับสายหนึ่งกำลั งร่วมมือกับพลังของเขาบีบอัดตัวธนู เพื่อทำให้มันระเบิดอานุภาพที่แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมาจากภายใน
เขาอยากจะลองดูสักครั้ง แต่ตอนนี้ยังมีธนูแค่คันเดียว หากใช้หมดก็ไม่เหลือแล้ว ดังนั้นก่อนที่จะได้มาเพิ่ม เขาจะยังไม่แตะต้องมัน
…
กองยานค่อยๆ ขับผ่านอวกาศ พร้อมวารป์เข้าสู่อาณาเขตดาวที่อยู่ไกลออกไปเป็นระยะ
กองยานไปถึงดาวเฟอดีมานในวันที่ห้าหลังจากออกเดินทาง
การวาร์ปผ่านมิติย้อนกลับติดต่อกันผลาญพลังงานมากเกินไป ครั้งนี้กองยานต้องหยุดอยู่ใกล้ๆ เพื่อใช้พลังงานความร้อนของดาวฤกษ์เป็นแหล่งพลังงานเสริมให้แก่กองยาน
แค่การเติมพลังงานของยานรบยักษ์ ที่ใหญ่เท่ากับดาวเคราะห์เหล่านี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดาวเคราะห์ทั่วไปจะทนรับไหวแล้ว ต่อให้จะสูบพลังจากดาวจนหมด ก็หาสิ่งที่จะมาแทนแหล่งพลังงา านได้ไม่กี่อย่างเท่านั้น
ดาวฤกษ์ยักษ์ที่มีอายุขัยร้อยล้านปี สามารถมอบแหล่งงานพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงขีดสุดให้ได้
ตอนนี้เหลือยานรบยักษ์ทั้งหมดสามลำ ลำที่บรรทุกคนคือยานรบรุ่นเฮล
หลังจากเฮลเชื่อมต่อกับดาวเฟอดีมาน มันก็ค่อยๆ เข้าไปใกล้ แล้วปล่อยให้คนลงอย่างปลอดภัย
ลู่เซิ่งตามเข้าไปในดาวเฟอดีมานเช่นกัน เขาที่เป็นสมาชิกสภากางเขน แม้ไม่มีอำนาจควบคุมกองยานเงาโดยตรง แต่เป็นเพราะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอัลโฟเลตติระดับหนึ่ง ดังนั้นคำขอ อทั่วไปของเขาจึงได้รับการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
เหล่าสมาชิกหลักของโถงเก้าชีวิตเข้าไปในเมืองแต่ละเมืองและจังหวัดแต่ละจังหวัดในดาวเฟอดีมานอย่างรวดเร็ว เพื่อเริ่มสร้างสาขา
คนของที่นี่ไม่แตกต่างจากคนของดาวของแฝดคู่ ความแตกต่างเล็กน้อยก็คือคนของที่นี่มีผิวซีดขาวกว่านิดหน่อย
หลังจากกลายเป็นสมาชิกทางการ การจัดสรรภารกิจของสภากางเขนก็ถูกส่งมาอย่างรวดเร็ว นี่เป็นการสั่งการภารกิจที่เหมาะที่สุดซึ่งได้มาหลังสอบถามลู่เซิ่ง
พวกเขาขอให้หวังมู่เป็นครูฝึกสอนการต่อสู้ของแสงดาวสีคราม ทุกๆ ปีจะมีสมาชิกองค์กรแบ่งกลุ่มมารับการฝึกพิเศษที่โถงเก้าชีวิต และจะกลับตำแหน่งเดิมได้ก็ต่อเมื่อผ่านมาตรฐานแล้ว วเท่านั้น
หลังจากลู่เซิ่งจัดการโถงเก้าชีวิต และหาที่อยู่ให้ครอบครัวเสร็จ เขาก็หลอมรวมเข้ากับการใช้ชีวิตของที่นี่อย่างรวดเร็ว
การใช้ชีวิตและอาหารการกินของดาวเฟอดีมานแตกต่างจากดาวแฝดคู่เล็กน้อย
ที่นี่ร้อนมาก มีลักษณะร้อนชื้น ปกติแล้วอากาศจะมีหมอกที่เหมือนกับไอน้ำจางๆ ปกคลุม ดังนั้นคนของที่นี่จึงสวมชุดน้อยชิ้น
อาหารก็ค่อนข้างมีรสจืด
หลังจากใช้เวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ โถงเก้าชีวิตก็ลงหลักปักฐานบนดาวสำเร็จ จากนั้นลู่เซิ่งก็เริ่มส่งคนไปตามหาแร่หินกิเลนบนดาวดวงหนึ่ง
ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มใช้อำนาจสมาชิกสภากางเขนของตัวเอง รวบรวมหินกิเลนสำรองจากฐานทัพดาวเทียมของแสงดาวสีครามหลายแห่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ
สิ่งที่ทำให้เขายินดีมากก็คือ หินกิเลนเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรอวกาศซึ่งเป็นที่ต้องการ จึงมีอยู่บนดาวฟาดีมานเช่นกัน ทั้งยังมีไม่น้อย แต่ในดาวเทียมรอบๆ กลับมีไม่เยอะเท่าไห หร่
ณ ที่แห่งนี้ เขาไม่จำเป็นต้องไปแย่งชิงอะไรกับคนอื่นๆ หากแต่ไปเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างตรงไปตรงมาได้เลย อย่างไรด้วยสถานะและตำแหน่งของเขาในตอนนี้ การไปสำรวจบริษัทสักแห่งไ ไม่นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไร
และหินกิเลนหลังจากที่เขาดูดซับพลังอาวรณ์ก็ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอก ต่อมาลู่เซิ่งเคยทดสอบดู หินกิเลนหลังจากถูกดูดซับพลังอาวรณ์ มีตัวอย่างน้อยนิดที่เกิดการเปลี่ยนแปล ลงเล็กๆ คือน้ำหนักโดยรวมลดลงนิดหน่อยเท่านั้น
ไม่มีผลอะไรต่อการใช้งานจริง
ดังนั้นเขาจึงเข้าร่วมสังเกตการณ์ทุกที่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังมาถึงดาวเฟอดีมาน ก็ผ่านไปอีกครึ่งปี
…
ลู่เซิ่งผลักประตูบาร์ที่มีเสียงดังเอะอะโวยวาย ก่อนเดินเข้าโถงใหญ่อันเลอเทอะที่เต็มไปด้วยควันและกลิ่นเหล้า
เขามีร่างสูงใหญ่ สวมโคตสีดำ ซุกสองมือในกระเป๋าเสื้อ ผมยาวสีแดงเข้มกระจายบนไหล่ ใบหน้ามากกว่าครึ่งถูกบดบัง เผยให้เห็นเพียงดวงตาข้างขวาที่ราบเรียบ
หากมองด้านข้าง จะให้ความรู้สึกว่าใบหน้าของเขาเย็นชาและแข็งกร้าวราวรูปปั้น
ลู่เซิ่งตรงไปด้านใน ตัดผ่านระเบียงที่มีเส้นแสงสีแดงอ่อน ก่อนผลักเปิดประตูไม้ทางซ้ายมือที่แขวนป้ายห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้าเข้าไป
ชายฉกรรจ์หัวล้านผิวดำที่สวมเสื้อยืดสีขาวนั่งไขว่ห้างอยู่ในห้อง เขาถือบุหรี่ เอียงศีรษะจ้องมองหญิงสาวคนหนึ่งอยู่
ผู้หญิงคนนั้นใส่ชุดว่ายน้ำ ขาข้างหนึ่งเหยียบบนม้านั่ง กำลังทำท่าร่ายรำที่ยั่วยวนถึงขีดสุด
“ใครกัน! ฉันบอกไปแล้วไงว่า ตอนนี้ห้ามมารบกวนฉัน!” ชายหัวล้านผิวดำถูกเสียงประตูรบกวน พลันโกรธขึ้ง ลุกขึ้นเดินเข้าหาลู่เซิ่ง
แต่ในพริบตาที่เห็นผู้มา ความดุร้ายบนใบหน้าเขาก็กลายเป็นความหวาดกลัว
“ผม! หัวหน้า ผม…”
เปรี้ยง
คนหัวล้านถูกลู่เซิ่งใช้มือข้างหนึ่งจับคอแล้วยกให้ลอยอยู่กลางอากาศ
“เรื่องที่สั่งให้แกจัดการก่อนหน้านี้เรียบร้อยหรือยัง” ลู่เซิ่งโยนคนไปบนโซฟา
คนหัวล้านผิวดำพลิกตัวชนใส่โซฟาอย่างแรง ครู่หนึ่งค่อยกุมเอวลุกขึ้น
“เรียบ…เรียบร้อยแล้วครับ!” เขาโบกมือไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไป
“มีดาวเคราะห์เจ็ดสิบกว่าดวงที่อยู่รอบๆ ประกาศตามหาลู่หนิงแห่งสำนักนทีครามแล้วครับ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข่าว”
“ยังไม่มีข่าวอีก ไกลออกไปล่ะ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
“ได้โปรดอภัยให้พวกเราด้วยเถอะครับ…ตอนนั้นผมก็ให้เงินกู้ไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ ผมไม่อยากได้เงินแล้ว…ไม่เอาแล้ว!” คนหัวล้านผิวดำผุดสีหน้าเจ็บปวด
“ไม่ได้ ฉันยืมพวกนายมาสิบกว่าล้าน เงินมากขนาดนี้ ถ้าไม่คืน ฉันคงอยู่ไม่สุขแน่” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง
“ไม่เอาแล้ว! ขอร้องล่ะครับ พวกเราไม่อยากได้แล้วจริงๆ!” คนหัวล้านผิวดำไม่อยากจะโดนอัดและไม่อยากทำงานอีกต่อไป
“ฉันขอบอกเลยนะว่า ขอแค่นายส่งข่าวให้กับกาแลคซีอีกหลายๆ แห่ง ฉันจะคืนเงินให้! ฉันลู่เซิ่งพูดอะไรไม่เคยคืนคำ พูดแล้วต้องทำให้ได้!” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงๆ
“แต่ผมไม่อยากได้เงินแล้ว…ผมอยากได้ชีวิต...” เปรี้ยง!
ศีรษะของคนหัวล้านผิวดำกระแทกกับโต๊ะเตี๊ยะด้านข้างอย่างแรง จากนั้นก็ถูกลู่เซิ่งใช้มือข้างหนึ่งยกตัวลอยอีกรอบ
“หมายความว่า นายกำลังบอกว่าฉันลู่เซิ่งเป็นพวกตระบัดสัตย์ไร้คุณธรรมใช่ไหม”
เลือดไหลลงมาตามใบหน้าของคนหัวล้าน เขาร้องไห้แล้ว
“นายท่าน! หัวหน้า! ผมไม่อยากได้เงินแล้ว!”
“ถ้านายไม่เอา! ก็ตายแทนซะเถอะ!” ลู่เซิ่งต่อยใส่ท้องคนหัวล้าน
เขากระอักเลือดออกมาเปื้อนคอเสื้อตัวเอง
“เงินน่ะฉันจะคืนให้ นายต้องตระหนักให้ดีว่า ฉันลู่เซิ่งเป็นคนน่าเชื่อถือ! ขอแค่นายจัดการธุระให้ฉัน เมื่อถึงเวลาแล้ว ฉันจะปล่อย…เอ๊ย คืนเงินให้”
“…” เมื่อกี้แกจะพูดว่าปล่อยคน…ใช่ไหม
ในใจคนหัวล้านผิวดำเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นับตั้งแต่ได้เจอดาวหางหายนะดวงนี้ เขาก็ไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน
ลู่เซิ่งหงุดหงิดอยู่บ้าง สวะแบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่ามาเฟียอีก เรื่องแค่นี้ยังทำดีๆ ไม่ได้ เป็นมาเฟียภาษาอะไร
ถ้าไม่กลัวว่าจะเผลอทำลายดาวสองสามดวงเพราะความตื่นเต้น ลู่เซิ่งคงไปจัดการด้วยตัวเองแต่แรกแล้ว
สถานการณ์ทางอัลโฟเลตติไม่สู้ดีเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้มีข่าวส่งมาว่า เธอปะทะกับเบอเลียนอีกรอบ
ครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างรับบาดเจ็บ เบอเลียนถูกเธอเล่นงานด้วยมือตัวเอง กองยานที่สามแห่งจักรวรรดิเสียหายมากกว่าครึ่ง ส่วนกองยานเงาก็ไม่สมประกอบ ตอนนี้สองฝ่ายพักรบกันชั่วคราว ว อัลโฟเลตติกำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่หน่วยใหญ่ในมิติย้อนกลับ คิดว่าอีกไม่นานก็จะกลับมาที่นี่
แต่ยิ่งเป็นอย่างนี้ ลู่เซิ่งก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความสงบก่อนพายุจะมา
เขารอตามหาลู่หนิงอย่างใจเย็นไม่ได้อีกแล้ว จึงใช้ช่องทางทั้งหมดที่หาได้ ปล่อยข่าวตามหาลู่หนิง
เขากลัวว่าลู่หนิงจะกลับชาติมาเกิดใหม่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชื่อบนโลกใบนี้ เลยเติมคำว่าสำนักนทีครามเข้าไปด้วย
เมื่อเชื่อมโยงคำสำคัญสองคำนี้เข้าด้วยกัน จะแยกแยะออกทันทีว่านี่คือลู่หนิงแห่งโลกมารสวรรค์
“จงตั้งใจหาซะ ถ้าเจอคนเมื่อไหร่ ฉันจะคืนเงินให้ทันที!” ลู่เซิ่งตบหน้าของคนหัวล้านเบาๆ ก่อนโยนเขาไปด้านข้าง แล้วหมุนตัวผละไป
คนหัวล้านคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
เบื้องหลังเขาคือบุปผาเก้าหาง องค์กรมาเฟียลึกลับที่มีอาณาเขตอยู่ทั่วทั้งจักรวรรดิ
บุปผาเก้าหางทำกำไรด้วยการสืบข่าวและลอบสังหารเป็นหลัก เสริมด้วยการปล่อยเงินกู้เป็นจำนวนเล็กๆ
ความจริงขุมกำลังของมันกระจายตัวกว้างขวาง ในนี้ย่อมไม่ขาดผู้ใช้พลังจิต
เพียงแต่สิ่งที่โชคร้ายก็คือ ดันไปปล่อยกู้ให้ลู่เซิ่งเข้า
หรือควรบอกว่า ลู่เซิ่งเป็นฝ่ายมาหาพวกเขา และขอยืมเงินสิบกว่าล้านเหรียญจักรวรรดิ หลักประกันคืออัญมณีที่ส่องสว่างตามธรรมชาติหนึ่งก้อนที่มีราคาสามสิบกว่าล้าน
ตอนนั้นพวกเขานึกว่าตัวเองได้กำไรแล้ว
สุดท้ายนึกไม่ถึงว่าลู่เซิ่งไม่คืนเงินตามเวลา ยังเสนอคำขอต่างๆ นานาแก่พวกเขาอีกด้วย
ถ้าไม่ทำตามคำขอ พวกเขาจะโดนกระทืบ
เพราะแจ้งตำรวจไม่ได้และเข้าตาจน คนหัวล้านผิวดำเคยคิดหลบหนี แต่ไม่นานก็โดนลู่เซิ่งจับตัวกลับมาใหม่
เนื่องจากถูกกดดันจนหมดปัญญา เขาจึงเริ่มทำงานให้ลู่เซิ่งด้วยแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ที่อธิบายไม่ได้
หลังออกจากบาร์ ลู่เซิ่งก็เงยหน้ามองท้องฟ้า
ยานบินสีเงินหลายลำ บินฉวัดเฉวียนไปมากลางฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆ
หญิงสาวสวมบิกินี่บางส่วนส่งเสียงกรี๊ดขณะโต้คลื่นอยู่ด้านหลังยานบิน
‘หนุ่มสาวสมัยนี้…’ เขาส่ายหน้าก่อนจะนึกถึงลู่หนิง ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกชายจะเป็นอย่างไรบ้าง
‘เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา จะต้องผละไปก่อนที่อัลโฟเลตติจะเกิดเรื่อง ส่วนที่ติดค้างเธอ ถ้าเธอแพ้ ค่อยตอบแทนลูกหลานของเธอก็พอ’
ลู่เซิ่งครุ่นคิดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ภารกิจที่พ่อลูกพาเลออนแบกรับอยู่ในตอนนี้มีผลกระทบยิ่งใหญ่เกินไป เขาไม่มีความจำเป็นจะต้องไปช่วยแบกรับ
การส่งฟืนกลางหิมะดีกว่าการเติมบุปผาบนผ้าดิ้นแพร[1] การช่วยเหลือเธอในตอนนี้ส่งผลไม่มาก แต่ถ้ารอเธอล้มแล้วค่อยไปช่วยเหลือ จะแสดงผลลัพธ์ได้อย่างเด่นชัด นี่จึงเป็นการส่งฟ ฟืนกลางหิมะ
……………………………………….
[1] เติมบุปผาบนผ้าดิ้นแพร หมายถึง การทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้น