ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1080 ตามหา (2)
“ช่วง…ช่วงนี้ฉัน…ชอบเล่นเกมไงคะ ฉันได้เล่นเกมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่เป็นที่นิยมที่สุดในตอนนี้ เกมออนไลน์ข้ามกาแลคซี! ใหญ่มากค่ะ! ฉันขอเจอผู้ให้บริการเกม พอให้เงินพวกเ เขานิดหน่อย พวกเขาก็มอบรายชื่อคนที่ลงทะเบียนชื่อว่าลู่หนิงให้ฉันทันที” เว่ยเจินอวี๋ตอบอย่างรวดเร็ว
“จากนั้นล่ะ?” ลู่เซิ่งชะงัก เริ่มจะเชื่อบ้างแล้ว
“จากนั้นกลับหาไม่เจอ ไม่มีคนคนนี้ ดังนั้นฉันก็เลยค้นหาไอดีเกม นึกไม่ถึงว่าพอหาปุ๊บก็เจอเข้าจริงๆ! ฉันลองเพิ่มเพื่อนเขา สุดท้ายพอส่งคำว่าสำนักนทีครามไป เขาก็ตอบ ทันที” เว่ยเจินอวี๋ตื่นเต้น
“จากนั้นล่ะ” ลู่เซิ่งถามต่อ
“จากนั้นฉันก็นัดเจอเขานอกเกม แล้วเขาก็ตกลง!” เว่ยเจินอวี๋ดีใจ “ฉันว่าเขาน่าจะเป็นคนที่อาจารย์ต้องการตามหาค่ะ!”
“เธอได้ตรวจสอบสถานะครอบครัวของเขาหรือยัง”
“ยังค่ะ ได้แต่ตรวจสอบบัตรประชาชนเท่านั้น แต่การตรวจสอบสถานะอย่างเป็นรูปธรรม เทคโนโลยีของเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น” เว่ยเจินอวี๋กล่าวพลางส่ายหน้า “เบื้องหลังของเกมเกมนั้นคือ อระดับสูงของจักรวรรดิ ฉันเลยแทรกซึมไม่ได้ค่ะ”
“เธอนัดเขาไปเจอที่ไหน” ลู่เซิ่งเริ่มสนใจแล้ว
“ดาวปรารถนาที่สองอยู่ในกลุ่มดาวพุธที่อยู่ห่างจากที่นี่สามสิบกว่ากาแลคซีค่ะ รอเข้าไปในกาแลคซีก็จะติดต่อทางโทรศัพท์ได้เอง” เว่ยเจินอวี๋รีบตอบ
“เธอจะโดยสารอะไรไป”
“ต่อยานไม่กี่เที่ยวก็ถึงแล้วค่ะ วาร์ปผ่านมิติไม่เกินสามวันก็ถึงแล้ว” เว่ยเจินอวี๋กล่าวอย่างสบายๆ
“แล้วเกมนี้ชื่ออะไร” ลู่เซิ่งซัก
“สงครามดวงดาวค่ะ”
…
ติ๊งๆๆ
ลู่เซิ่งค่อยๆ สวมหมวกกันน็อก ด้านหน้าพลันมืดมิด พลังงานที่อ่อนแอสายหนึ่งส่งผ่านเส้นทางมาแตะกับหนังศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว หมายจะแทรกซึมเข้าไป
เขาปลดการป้องกันออก ปล่อยให้พลังงานที่อ่อนแอถึงขีดสุดสายนี้เข้าไปในสมองตัวเอง
แอนิเมชั่นของสงครามดวงดาวที่ดูเหมือนตระการตาถูกเล่นช้าๆ ลู่เซิ่งดูอยู่ครู่หนึ่งรู้สึกน่าเบื่อ จึงหลับตางีบหลับ รอหลังเล่นจบ จะเข้าไปในอินเตอร์เฟซเลือกตัวละคร
เขาใช้พลังจิต ภาพด้านหน้าพลันกะพริบอย่างรวดเร็ว ข้ามผ่านขั้นตอนมากมาย
ไม่นานภาพทั้งหมดก็พร่ามัว
พลังงานเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่ส่งกลับมา ถูกพลังจิตซึ่งเขาปล่อยออกมาป้อนกลับไปด้วยความเร็วสูงเหมือนเส้นด้าย
ไม่ถึงหนึ่งนาที เขาก็สวมชุดสีเทาของผู้เริ่มเล่น ยืนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เก่าโทรมแห่งหนึ่ง
บ้านเรือนรอบๆ กำลังลุกไหม้
ลู่เซิ่งที่มีชื่อแถวหนึ่งติดอยู่บนศีรษะขยับร่างกายช้าๆ
‘ทำได้สมจริงมาก อีกทั้งพลังงานไฟฟ้าหลายสายที่ป้อนกลับมาจะดำเนินการกระตุ้นส่วนต่างๆ ของสมองตามกำหนด’
ลู่เซิ่งสัมผัสหลักการของเกมเกมนี้อย่างละเอียด พลันรู้สึกสนใจเล็กน้อย
แก่นแท้ของเกมเกมนี้เหมือนเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้ากระตุ้นเพื่อพัฒนาพลังจิตแก่สมองมนุษย์
เพียงแต่กระบวนการเชื่องช้าถึงขีดสุด หากกระตุ้นอย่างเนิบนาบแบบนี้ เล่นไปหลายร้อยปีก็น่าจะไปถึงแค่ระดับกึ่งผู้ใช้พลังจิตเท่านั้น
‘หาคนก่อนแล้วค่อยว่ากัน’ ลู่เซิ่งได้ยินเว่ยเจินอวี๋บอกว่า รูปลักษณ์ของเกมเกมนี้จะปรับตามคนจริง ดังนั้นรอเจอคนก่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะจำไม่ได้
“ระบบ”
เขาเอ่ยเบาๆ
ทันใดนั้นหน้าต่างตัวละครที่พร่ามัวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าเขา ลู่เซิ่งค้นชื่อไอดีอย่างรวดเร็ว โดยใส่ไอดีของลู่หนิงที่เว่ยเจินอวี๋ให้มาเข้าไป
ไม่นานผลลัพธ์การค้นหาก็ปรากฏ ตามข้อมูลของเว่ยเจินอวี๋ ลู่เซิ่งหยุดที่ไอดีบนรายชื่อที่เธอเคยติดต่อด้วยอย่างรวดเร็ว
ชื่อคือลู่หนิง แต่ต่อจากนั้นมีตัวหนังสือตามมาเป็นพรวน
‘ลู่หนิง แองเกเลียส รัขเธอชั่วชิ๊วิฏ มรั๊ล์ยเฆ๊๊ใจคว๊ฒเจ็บปวฎ’ ด้านล่างยังมีลายเซนต์อีก
‘คว๊มรัขธิ๊ฆ์ที่เธอฆญำธิ๊ง เธอไม๊เฆ๊๊ใจว่ใจช๋ับ์ล มัลว๊ร์างเปล่๊ฆณษ์าฎไหณ’
‘…’
ลู่เซิ่งปิดแถบค้นหาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ถ้ายืนยันว่านี่เป็นลู่หนิงจริงๆ เขาคิดว่าถ้าเจอตัวคงต้องฟาดให้ตาย
แต่เขาเชื่อว่าต่อให้ลูกชายจะแย่อย่างไร ก็ไม่มีทางทำแบบนี้แน่
…
ใต้แสงไฟมืดสลัว ด้านนอกบาร์
ลู่หนิงสวมโคต หยิบบุหรี่จากซองบุหรี่ออกมากัดเบาๆ
“พี่หนิง ลืมเธอเถอะน่า” ผู้ชายด้านหลังเอ่ยเบาๆ “เธอมีส่วนไหนดีจนพี่ต้องทุ่มเทให้มากมายขนาดนี้กัน”
พอลู่หนิงได้ยินเสียงเพื่อนที่ดังมาจากด้านหลังก็หัวเราะเสียงฝืด ยื่นมือปัดผมหน้าม้าสีแดงที่ตั้งขึ้นสิบแปดเซนติเมตรบนศีรษะ
“ฉันทำ…ไม่ได้จริงๆ…เมื่อก่อน ฉันนึกว่าเธอคือทุกอย่างของฉัน…แต่ต่อมา ความจริงทำให้ฉันกระจ่างว่า ที่แท้เธอ ไม่เคยรักฉันเลย…”
“พี่หนิง…” ชายที่อยู่ด้านหลังร้องไห้อย่างซาบซึ้ง ทำให้ลู่หนิงอดตัวสั่นไม่ได้
“ไม่ต้องพูดแล้ว!” เขาหมุนตัวไป บุหรี่ในมือสั่นน้อยๆ “ฉันน่ะ…ฉันน่ะ…”
“คัท!”
แสงแฟลชที่อยู่ด้านข้างพลันสว่าง
ลู่หนิงกับชายคนนั้นโล่งอกพร้อมกัน
“แสดงพอแล้วมั้ง” เขารีบยกสองมือขึ้นสูง “ฉันรับทรงผมแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ เมื่อไหร่จะแสดงเสร็จเนี่ย ฉันว่าถ้าฉันแสดงต่อไปได้อ๊วกแน่…”
“อ๊วกอะไรกัน!” ผู้กำกับผมทองคนหนึ่งถือม้วนกระดาษเดินเข้ามาอย่างโมโห
“พวกนายรู้ไหมว่าตอนนี้ในอินเทอร์เน็ตเขาฮิตกันแบบนี้ ระบบวิชวล รู้จักระบบวิชวลไหม คือการสร้างการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสไงล่ะ อะไรที่กระตุ้นคนได้ดีที่สุด ก็ต้องเป็ นลูกตาอยู่แล้ว!”
ผู้กำกับตะโกนใส่พวกลู่หนิง
“พวกนายคิดดูสิ กลางคืน บาร์ เมา คนสองคนที่โดดเดี่ยว โครงเรื่องแบบไหนกระตุ้นลูกตาได้ดีที่สุด ความรักไงเล่า!”
ผู้กำกับแผดเสียงพลางฟาดม้วนกระดาษใส่ศีรษะคนทั้งสอง
ลู่หนิงรู้สึกว่าการออกมาทำงานพาร์ทไทม์ในรอบนี้เป็นความผิดพลาดที่ช่วยไม่ได้จริงๆ
ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับบอกว่าเป็นหนังตลก ให้ช่วยมาเป็นตัวประกอบให้หน่อย เขาก็เลยมา แม้จะกำลังเล่นหนังในเกมก็เถอะ แต่ก็มีมาตรฐานการแสดงในระดับหนึ่ง
เลยต้องปรับเปลี่ยนชื่อตัวละคร
ชื่อที่อยู่บนศีรษะในเกมสามารถเปลี่ยนได้ตามใจ แค่จ่ายเงินก็พอ แต่นึกไม่ถึงว่าพอแสดงจริงๆ ต้องเปลี่ยนเป็นชื่อแบบนี้
“ช่างเถอะๆ เอาแบบนี้แหละ วันนี้ทุกคนพักผ่อนได้!” หลังผู้กำกับดุด่าเสร็จ ก็รู้สึกทั้งสองไม่พร้อม จึงตะโกนบอกอีกประโยค จากนั้นทุกคนก็พากันโล่งอก
ลู่หนิงพาผมหน้าม้าที่ตั้งขึ้นสิบแปดเซ็นมิตรเดินไปยังที่แต่งตัว แล้วถอดวิกผมบนหัวออก
หลายปีมานี้ เขาฝึกฝนเป็นผู้ใช้พลังจิตไม่สำเร็จ ทำภารกิจไปตั้งมากมาย สุดท้ายก็ยังใช้ชีวิตธรรมดาๆ
หลังเรียบจบเขาคิดจะไปทำงาน และเริ่มหางานทำ แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย
เขามีประวัติการเรียนปานกลาง ไปสมัครงานที่ไหนก็ถูกคัดออก
ตอนนี้ยังอยู่กับพ่อแม่ ปกติอาศัยทำงานเบ็ดเตล็ดในเกมเพื่อหาค่าครองชีพและค่าขนม
จะว่าไป เขาซึ้งใจกับครอบครัวในตอนนี้เป็นพิเศษ เพราะพ่อแม่ต่างยอมรับทุกตัวเลือกของเขา
ที่บ้านยังมีน้องสาวอีกคน ปีนี้เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย ก็ได้เข้าไปเป็นนักวิจัยในสถานศึกษาระดับสูงซึ่งอยู่ในอันดับที่ยี่สิบของจักรวรรดิ
อัจฉริยะบุคคลที่มีอนาคตมั่นคงและสาวสวยหน้าอกใหญ่เอวกิ่ว ปฏิบัติกับเขาเหมือนเขาเป็นพี่แท้ๆ แอบเอาเงินค่าขนมที่ได้จากการทำงานของตัวเองมาจุนเจือเขาส่วนหนึ่ง
น้องสาวเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องเป็นผู้ใช้พลังจิตได้แน่ อย่างไรเขาก็มีคุณสมบัตินี้ แม้จะเป็นเพียงคุณสมบัติระดับต่ำสุดก็ตาม
‘ดูเหมือนจะใช้พรสวรรค์ในชาติก่อนหมดแล้ว ชาตินี้เลยต่ำตมขนาดนี้…ถ้าน้องสาวรู้ว่าฉันมาแสดงหนังตลกแบบนี้ เธอคงฟิวส์ขาดแล้วทุบฉันตายแน่’
ลู่หนิงเงยหน้ามองท้องฟ้าสีน้ำเงินพลางยิ้มฝืดเฝือ
เขาใช้ชีวิตในชาตินี้ได้อย่างไร้ประโยชน์จริงๆ เดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างกับการเป็นผู้ใช้พลังจิต สุดท้ายจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สำเร็จ การเรียนเองก็พอใช้ได้เท่านั้น
ตอนนี้อายุเกือบยี่สิบเจ็ดแล้ว แต่ต้องเกาะพ่อเกาะแม่อยู่
ติ๊งๆๆ
จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนข้อความอันแผ่วเบาก็ดังขึ้นข้างหูเขา
เขารีบเปิดดูผู้ติดต่อมาแล้วอ่านข้อความ
อวตารของสาวสวยผมยาวสีชมพูคนหนึ่งโผล่มา
“พี่ ได้ยินเพื่อนๆ ของพี่บอกว่า พี่กำลังถ่ายหนังตลกอยู่ ถ้าฉายแล้วต้องบอกฉันด้วยนะ!” ชื่อด้านล่างคือโจวผาน
“พี่เป็นแค่ตัวประกอบ…ตัวประกอบน่ะ…” ลู่หนิงมองวิกผมสูงสิบแปดเซนติเมตรที่ถอดออกด้วยใบหน้าปวดหัว ถ้าบอกว่าหนังที่จะแสดงเป็นแบบนี้ ต่อให้ตีจนตายเขาก็ไม่ยอมมา
“ไม่ต้องห่วงนะ ที่บ้านมีฉันอยู่ด้วย น้องสาวพี่องอาจกล้าหาญ มีพรสวรรค์โดดเด่น บ้านพวกเรามีฉันคอยช่วยคนเดียวก็พอ พี่อยากทำอะไรก็ทำเลย พวกเราจะเป็นโล่กำบังที่แข็งแกร่ง งให้พี่เอง” ข้อความเด้งมาอีกรอบ
“งั้นขอขอบคุณล่วงหน้านะ” ลู่หนิงยิ้มแหย “จริงสิ ตอนนี้การเรียนของเธอไม่มีปัญหาใช่ไหม หลี่หลันเซิงนั่นยังตื้อเธออยู่ไหม”
ก่อนหน้านี้มีลูกคนรวยคนหนึ่งมาหลงน้องสาวโจวผานอย่างหัวปักหัวปำ ใช้เวลาและความพยายามมากมายตามจีบมาโดยตลอด
เดิมทีอีกนิดเดียวก็จะสำเร็จแล้ว สุดท้ายโจวผานค้นพบอย่างไม่ได้ตั้งใจว่า ก่อนหน้านี้เขาทำนักศึกษาสาวหลายคนท้อง
สุดท้ายทั้งสองจึงตัดขาดกัน
รอโจวผานสอบติดมหาวิทยาลัยออสมานระหว่างดวงดาวแห่งจักรวรรดิ นึกไม่ถึงว่าลูกคนรวยคนนั้นจะมีความสามารถมาก ยัดเงินเพื่อตามเข้ามาจีบ ต่อมาก็ตามตื้อเธอมาโดยตลอด
หลังรู้เรื่องนั้น ลู่หนิงก็โกรธแค้นมาก อยากจะไปสั่งสอนอีกฝ่าย แต่เสียดายที่เขาเป็นคนธรรมดาที่เป็นผู้ใช้พลังจิตไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงได้แต่ข่มกลั้นความคิดวู่วามหลายครั้งเอาไ ไว้
‘จักรวรรดิใหญ่เกินไปและแข็งแกร่งเกินไป…บางทีต่อให้ท่านพ่อมาอยู่นี่ ก็ไม่กล้าทำอะไรตามใจเหมือนกัน’
เขายิ้มอย่างลำบากใจ
“ไม่แล้วค่ะ ฉันมีเพื่อนๆ ที่ช่วยป้องกันเขาให้ฉันค่ะ”
โจวผานอ้ำอึ้ง รู้สึกจนใจเช่นกัน แม้จะไปแล้วคนหนึ่ง ตอนนี้กลับมีปัญหาใหม่มาอีก
เพื่อนร่วมหอคนหนึ่งของเธอมีสถานะครอบครัวแข็งแกร่งมาก ช่วยเธอป้องกันผู้ชายคนนั้นได้จริงๆ แต่ปัญหาคือ แม้จะไปแล้วคนหนึ่ง กลับมีคนใหม่มา
คนที่มาในครั้งนี้แข็งแกร่งกว่า แม้แต่เพื่อนของเธอก็ช่วยไม่ได้
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรพี่ก็วางใจ” ลู่หนิงโล่งอก “ขอบอกเลยนะว่าถ้าไม่ใช่พี่หามันไม่เจอ พี่ได้ฟาดไอ้เด็กนั่นตายไปแล้ว!”
“ค่ะๆ…ฉันรู้ พี่เก่งที่สุดแล้ว” โจวผานกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
“บอกให้เธอเอาที่อยู่ของเด็กนั่นมาแต่แรกเธอก็ไม่ฟัง ถ้าไม่ใช่เธอถ่วงเวลา พี่คงจัดการเรื่องนี้ได้แต่แรก!” ลู่หนิงกล่าวขณะอดกลั้น
“ค่ะๆๆ” โจวผานฟังลู่หนิงโอ้อวดอย่างจนใจ
“ขอบอกเลยนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน พี่กระทืบไอ้ขี้โอ่นั่นให้ตายทั้งเป็นได้เลยล่ะ!” ลู่หนิงระบายอย่างเหลืออด