ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1083 ฉากหลัง (3)
“นายหมายความว่าไง” ลู่หนิงขมวดคิ้ว บนโลกนี้ไม่มีอาหารเที่ยงแจกฟรี
“ไม่ได้หมายความอะไรทั้งนั้น ผ่านไปอีกสักพัก ให้หาโอกาสเอาสิ่งนี้ให้น้องคุณกิน” ชายหนุ่มโยนยาในห่อเล็กๆ ห่อหนึ่งลงไปบนโต๊ะ
“จากนั้นให้พาเธอออกมาเปิดห้องในโรงแรม แล้วสิ่งที่พูดถึงเมื่อก่อนหน้านี้จะเป็นของคุณ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ
“หาที่ตายเหรอวะ!” ลู่หนิงตบโต๊ะ
“อย่ารีบร้อน ผมเป็นแค่คนกลาง” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบเฉย “คุณพูดคำพูดพวกนี้กับผมไปก็ไม่มีประโยชน์ คุณเลือกได้ว่าจะตอบรับ หรือรับผิดชอบผลที่ตามมา”
“คนกลาง!” ลู่หนิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อยากคว้าคอเสื้ออีกฝ่าย แต่ก็ข่มกลั้นไว้
“แกเห็นฉันเป็นไอ้โง่ที่จะตอบตกลงเหรอไง ไปบอกไอ้คนที่อยู่เบื้องหลังแกนะว่า ถ้ากล้าแตะต้องโจวผานแค่ปลายเส้นขน ฉันเอามันตายแน่!”
ชายหนุ่มมองลู่หนิงที่โกรธแค้นด้วยสีหน้าเมินเฉย
“ได้ ผมจะฝากคำพูดของคุณไปบอกให้ เพียงแต่ คุณจะต้องรู้ถึงผลลัพธ์ที่พูดประโยคนี้ออกมาด้วย”
“ฉันรู้ดี” ลู่หนิงคิดจะทุ่มสุดตัวสู้กับอีกฝ่ายแล้ว
แม้เขาจะสู้ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความกล้าหาญ! เวลารับมือคนชั่วๆ แบบนี้จะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้เด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นหากไม่สามารถขู่ให้พวกมันกลัว ปัญหาจะใหญ่กว่าเดิม
“ตกลง ถ้าคุณยืนกราน” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสงบนิ่ง ความจริงเขาที่ช่วยคนซึ่งอยู่เบื้องหลังมานานเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อย แต่สุดท้ายก็ก้มหัวกันอย่างว่าง่ายทุกคน
อย่างเด็กตรงหน้าก็เป็นแบบนี้ ผ่านไปอีกสักพักก็จะเข้าใจสถานการณ์และยอมเชื่อฟังเอง
“อย่างนั้น ผมขอตัว คุณคิดให้ดีๆ ล่ะ” เขาลุกขึ้นยืน ทิ้งธนบัตรใบหนึ่งไว้เพื่อเช็คบิล ก่อนจะหมุนตัวจากไป
เพลิงโทสะพุ่งขึ้นมาในใจลู่หนิงเหมือนกับวัชพืช
ก่อนหน้านี้ตอนเห็นฉากน้ำเน่าแบบนี้ในละครเขามักจะด่าว่าล้าสมัย แต่ตอนที่ตัวเองได้เจอฉากน้ำเน่าแบบนี้จริงๆ เขาค่อยรู้สึกถึงความโกรธและความแค้นของตัวเอง
“อย่าให้ฉันเห็นแกอีกล่ะ! ไม่งั้นล่ะก็…!” ขณะมองเงาหลังของชายหนุ่มที่ออกห่างไป ลู่หนิงก็เกิดความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่ยากบรรยายอย่างไม่อาจควบคุม
แม้เขาจะพูดจาเสียงดัง แต่ความจริงเขารู้เช่นกันว่า ตัวเองไม่มีความสามารถที่ใช้คุกคามอีกฝ่ายได้แม้แต่อย่างเดียว
พลัง…ถ้าฉันกลายเป็นผู้ใช้พลังจิตที่แท้จริงได้จะดีขนาดไหนนะ!? ตอนนั้นไม่ต้องกังวลกับเรื่องไร้สาระพวกนี้อีก จะถีบไอ้ตัวไร้ค่าแบบนี้ให้กระเด็นเลย!
ลู่หนิงอึดอัดคับข้องใจ
…
ยานทรงพัดขนาดมหึมาเข้าจอดในท่าดวงดาวทางทิศตะวันตกของดาวฮาวาน่า ซึ่งอยู่บนเขตดาวส่วนกลางอย่างช้าๆ
ท่าดวงดาวที่เหมือนกับส้อมเสียงมีสะพานเรือสีเงินที่ทอดยาวสองแห่ง ยานบินมากกว่าร้อยลำสามารถเข้าเทียบท่าได้พร้อมกัน
ยานทรงพัดเป็นเพียงยานบินที่ไม่นับว่าพิเศษลำหนึ่ง
“ยินดีต้อนรับยานผู้ชนะเข้าสู่ท่าดวงดาวตะวันตก โปรดแสดงข้อมูลขอลงจอด” เสียงผู้หญิงอิเลกทรอนิกส์ที่อ่อนโยนดังขึ้นช้าๆ
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่ประตูเทียบท่าของยานผู้ชนะ มองดูยานบินและท่าเทียบดาวยื่นตัวเชื่อมเข้าหากัน
ร่างสูงใหญ่สองร่างเดินออกมาจากด้านหลังเขา
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งกระโดด เหินร่างขึ้นอย่างแผ่วเบา บินออกจากเรือเหาะไปทิ้งตัวลงบนสะพานเรือด้านนอก
คนที่ใช้พลังจิตเพื่อให้กายเนื้อดำรงชีวิตอยู่ในจักรวาลได้มีอยู่ไม่น้อย แต่คนที่ไม่ใช้พลังจิตก็สามารถดำรงชีวิตในจักรวาลได้มีอยู่ไม่มากจริงๆ
ลู่เซิ่งและคนสองคนด้านหลังเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป ใส่ชุดท่องเที่ยวธรรมดาๆ เดินเข้าประตูสะพานยาน ไม่นานก็ปะปนเข้าไปในฝูงชนที่ลงจากยาน ไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย
เวลานี้สองคนมีร่างสมส่วนอย่างหาได้ยาก หลังปรับแต่ง พวกเขาก็เป็นสมาชิกที่ดูเหมือนคนธรรมดาเพียงไม่กี่คนในโถงเก้าชีวิต เป็นเพราะสมาชิกมากมายไม่สามารถคืนร่างเดิมได้แม้จะผ่านการปรับแต่งก็ตาม
ในเส้นทางที่เอะอะโวยวาย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคณะที่มาท่องเที่ยวบนเขตดาวส่วนกลาง
คนพวกนี้ถือธงคันเล็กๆ ไว้ บ่งบอกว่าตนมาจากกลุ่มไหน เสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
“อาจารย์ ท่าเรือที่พวกเราอยู่ในตอนนี้สามารถเชื่อมต่อกับกาแลคซีหลายแห่งที่อยู่รอบๆ ได้อย่างอิสระ อาจารย์ว่าพวกเราจะไปไหนก่อนดีครับ” ทังทาลถามลู่เซิ่งเบาๆ เขาที่หดกระดูกล่ำสันกว่าคนธรรมดาเล็กน้อย ไม่ได้สะดุดตาอะไรนัก
“ไปหาคนก่อน” ลู่เซิ่งสนใจลู่หนิงมากกว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงวันตัดสินโทษอัลโฟเลตติ ยิ่งไปกว่านั้น แสงดาวสีครามไม่มีทางปล่อยให้จักรวรรดิมอธลงมือประหารง่ายๆ แบบนี้แน่
องค์กรก่อการร้ายนี้มีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ สมาชิกส่วนใหญ่ในสภากางเขนต่างก็ครอบครองกองกำลังรอบๆ ที่ใหญ่โตและน่าตื่นตะลึง
เกิดว่าเคลื่อนไหว ก็เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะสร้างผลลัพธ์อันสุดจินตนาการขึ้น
ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปตรวจสอบคนที่ชื่อลู่หนิงก่อนว่าเป็นลูกชายจริงๆ หรือไม่ ถ้าใช่ ก็รีบรับตัวไป เพื่อป้องกันไม่ให้โดนลูกหลงไปด้วย ถ้าไม่ใช่ ค่อยไปช่วยอัลโฟเลตติ
“เข้าใจแล้วครับ” ทังทาลพยักหน้า
“ประมุขโถง คนของพวกเรามาถึงแล้วครับ” เนเซียนที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเบาๆ
ลู่เซิ่งพยักหน้า
ทั้งสามเดินออกจากสะพานยาน ชายร่างสูงใหญ่สองคนในชุดสูทและรองเท้าหนังผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมเดินเข้ามาหาจากตรงกลางโถงใหญ่ด้านในท่าดวงดาว
“นายท่าน ทางนี้ได้เตรียมที่อยู่กับอุปกรณ์สื่อสารที่นายท่านต้องการไว้แล้วครับ โปรดตรวจสอบด้วย” คนหนึ่งในนี้เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“ของที่ฉันอยากได้ล่ะ” ลู่เซิ่งถาม
“อยู่นี่ครับ” อีกคนประคองเมมโมรีการ์ดสีดำขนาดจิ๋วให้
ของสิ่งนี้เป็นของเล่นที่เหมือนกับพวงกุญแจสีดำ ลักษณะคล้ายกระเป๋าเสื้ออยู่บ้าง แต่สิ่งที่บรรจุไว้ด้านในเป็นข้อมูลมากมาย อย่างทิศทางและรูปเหมือนของเด็กที่ชื่อลู่หนิงในเกม ซึ่งลู่เซิ่งต้องการระบุตำแหน่ง
“ลำบากแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า สถานะจริงๆ ของอีกฝ่ายคือผู้นำงูเจ้าถิ่นของดาวท้องที่ การที่ยินยอมมารับด้วยตัวเอง ทั้งยังช่วยจัดการคำขอของเขาอย่างเร็วที่สุด ก็มีค่าให้รับน้ำใจไว้แล้ว
“การได้ทำเพื่อนายท่านเป็นเกียรติของพวกเราครับ” ผู้ชายโค้งตัวกล่าว
พวกลู่เซิ่งที่ได้ข้อมูลมา โดยสารยานขนาดเล็กสำหรับมุ่งหน้าไปยังดาวเคราะห์ใกล้ๆ ออกจากยานเหาะขนาดใหญ่ บินไปยังดาวเคราะห์ที่ลู่หนิงอยู่อย่างเงียบเชียบ
…
“พี่ พี่คิดอะไรอยู่เหรอคะ” โจวผานกับลู่หนิงหันหน้าเข้าหากัน ด้านหน้าคนทั้งสองคนเปิดโน้ตบุ๊คไว้ กำลังใช้นิ้วบังคับตัวละครในเกมอย่างเมามัน
เกมต่อสู้โบราณสองมิติเป็นเกมพิเศษที่สองพี่น้องชอบมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้กลับมา โจวผานย่อมลากลู่หนิงมาเล่นด้วยกันในบ้านจนหนำใจ
ส่วนหลิวเฉินอวิ๋นและหลิวเยไปจัดการธุระชั่วคราว วันนี้ไม่ได้ไปไหนด้วยกัน
ตระกูลของหลิวเฉินอวิ๋นมีสาขาและธุรกิจอยู่ที่นี่ ความจริงเขาใช้การตรวจสอบธุรกิจของตระกูลเป็นข้ออ้างบังหน้า
ถ้าไม่ไปแสดงตัวสักหน่อย ก็บอกกล่าวกับทางบ้านไม่ได้ อย่างไรเขาก็ไม่ได้เผยแผนการว่าตนกำลังตามจีบโจวผานอยู่
“แค่นึกถึงเด็กสาวที่ชื่อหลิวเยน่ะ” พอลู่หนิงนึกถึงเหตุการณ์ตอนอยู่กับหลิวเยสองต่อสอง ใจก็เต้นตึกตักอย่างไม่อาจควบคุม
เดิมทีหลิวเยแค่อยากหยอกตัวเอง ข้อนี้ลู่หนิงทราบดี มองปราดเดียวก็รู้แล้ว
เพียงแต่…เพราะอุบัติเหตุที่ไม่ทันระวังครั้งหนึ่ง ทำให้เขากับเด็กสาวคนนั้นเกิดประสบการณ์น่ากระอักกระอ่วนที่บอกกับคนอื่นไม่ได้
นึกถึงสัมผัสที่ได้แตะกันในพริบตานั้น ใจของลู่หนิงก็ร้อนผ่าวขึ้น
เขาสัมผัสโดนส่วนลับที่สุดของหญิงสาว แม้ว่าตอนแรกอีกฝ่ายคิดจะหยอกเขา แต่สุดท้ายกลับเป็นเขาที่เอาเปรียบเธอเสียเอง
นึกถึงภาพที่หลิวเยจากไปด้วยความเขินอาย เขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่มหัศจรรย์
ถ้าหากมัดยัยเด็กคนนั้นไว้ที่บ้านแล้วเล่นสนุก จะต้อง…
“พี่คะ”
น้องสาวโจวผานถามอย่างสงสัยอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรๆ” ลู่หนิงเช็ดน้ำลายตรงมุมปาก จิตใจสั่นไหว คนดีๆ อย่างเขาทำไมเกิดความคิดชั่วร้ายแบบนี้ได้
เพียงแต่พอหวนนึกถึงท่วงท่าเมื่อก่อนหน้านี้ของหลิวเย
ผมหางม้าสีแดงที่งดงาม ร่างสูงยาวที่สะโอดสะองและนุ่มนิ่ม ขาสมบูรณ์แบบที่สวมกระโปรงสั้นสีขาว
เขาส่ายหน้าสลัดภาพคนออกจากหัว
‘คิดต่อไม่ได้แล้ว ถ้าคิดต่ออีกได้ลงนรกแน่!’
“พี่ พี่ยังไม่ตอบฉันเลยว่าต่อจากนี้พี่จะทำอะไร” เสียงของโจวผานเหมือนดังมาจากที่ไกล
ลู่หนิงพลันรู้สึกได้ว่าตนเหม่อลอยอีกแล้ว จึงรีบตั้งสติ แต่สัมผัสอันแสนวิเศษของหลิวเยเมื่อก่อนหน้านี้ยังคงปรากฏซ้ำไปซ้ำมาในสมอง
“ต่อจากนี้เหรอ เธอไม่ต้องห่วงพี่หรอกน่า” ลู่หนิงผุดสีหน้าราบเรียบ “พัฒนาตัวเองให้ดีก็พอ”
“แต่พี่ไม่พูดอะไรสักอย่าง ทุกครั้งก็เอาแต่ตอบแบบนี้ จะให้ฉันไม่ห่วงได้ยังไง” โจวผานจนปัญญาเล็กน้อย
“หลายๆ ครั้ง พี่ก็แค่ไม่อยากไปแย่งชิงกับใคร แต่ไม่ได้หมายความว่าพี่ทำไม่ได้” ลู่หนิงเอ่ยเสียงเรียบ “ชีวิต มีใครอยู่ถึงหนึ่งร้อยปีบ้าง ค่อยๆ มีความสุขกับชีวิตไม่ดีกว่าเหรอ”
“แต่ว่า…” โจวผานหมดคำพูด ยังคิดจะพูดอะไรต่ออีก
“ไม่ต้องกล่อมพี่แล้ว เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องหลายเรื่อง ความหมายของชีวิตต่างก็เป็นประสบการณ์ทุกๆ ช่วงที่เอากลับมาไม่ได้ พลาดแล้วพลาดเลย ย้อนเวลาไม่ได้อีกแล้ว” ลู่หนิงผุดสีหน้าสะท้อนใจ
“พี่ก็แค่ไม่อยากจะพลาดมากเกินไป…”
“ก็ได้ๆ…” พอโจวผานเห็นท่าทางของพี่ชาย ก็ทราบว่าเจ้าหมอนี่กำลังเข้าสู่โหมดคุยโวอีกแล้ว ในดวงตาเริ่มปรากฏความสงสาร
“ไม่ต้องห่วง เธอไปสร้างเนื้อสร้างตัวเถอะ รอวันไหนพี่อยากจะทำเดี๋ยวก็ทำเอง ไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องอะไร จงอย่าลืมว่า พี่กับพ่อแม่เป็นโล่ที่แข็งแกร่งให้เธอเสมอ” ลู่หนิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ขอบคุณค่ะพี่” ทุกๆ ครั้งที่เป็นแบบนี้โจวผานจะสนับสนุนการคุยโวของลู่หนิงอย่างซาบซึ้ง
เพียงแต่เธอแน่วแน่ในความคิดที่อยากจะโดดเด่นกว่าเดิมเพิ่มขึ้นแล้ว
“จริงสิ เมื่อกี้หลิวเฉินอวิ๋นมาหาฉัน ถามหาข้อมูลของพี่ พรุ่งนี้เขากับหลิวเยจะมาเที่ยวหาพวกเรา” โจวผานอธิบาย “พี่จะไปไหมคะ”
“ต้องไปสิ ไม่ว่าจะยังไง เธอก็เป็นน้องสาวสุดรักของพี่ เจ้าหลิวเฉินอวิ๋นนั่นมองดูก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวดี ฉันจะต้องจับตาดูเขาให้ดี!” ลู่หนิงเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว แต่ในสมองเขากลับนึกถึงก้นน้อยๆ ที่งามงอนและเต่งตึงของหลิวเยโดยไม่รู้ตัว สัมผัสนั้น…
ตู้ดๆ
ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็สั่นในกระเป๋ากางเกงเขา
ลู่หนิงหยิบโทรศัพท์ออกมา
“ผู้ให้บริการเกมแจ้งหนี้อีกแล้วล่ะมั้ง” เขาเปิดกล่องจดหมายอย่างเบื่อหน่าย
ด้านในกลับมีแค่จดหมายฉบับเดียวแสนเดียวดาย
‘เอ๋ เบอร์โทรศัพท์ ที่ไม่รู้จักเหรอ’ ลู่หนิงดูตัวเลข รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
‘หรือว่าจะส่งผิด’ เขาเปิดจดหมายอย่างคุ้นเคย
จอโทรศัพท์กลายเป็นสีดำสนิท
ตัวหนังสือสีแดงที่เห็นได้อย่างชัดเจนแถวหนึ่งปรากฏขึ้นกลางจอช้าๆ
……………………………………….