ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1084 ฉากหลัง (4)
พริบตาที่ลู่หนิงเห็นตัวหนังสือแถวนั้น ม่านตาก็พลันหดตัว ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
เขาจ้องมองโทรศัพท์เป็นเวลานาน คล้ายกับเหม่อลอย
“พี่? พี่คะ?”
โจวผานตะโกนเรียกหลายรอบแต่เขาก็ไม่มีปฏิกิริยา
เธอเขยิบเข้าไปดูโทรศัพท์ของลู่หนิง หน้าจอว่างเปล่า ไม่มีอะไรสักอย่าง มีแต่จดหมายเปล่าๆ ที่ส่งผิดฉบับหนึ่งเท่านั้น
“พี่เป็นอะไรไปคะ” เธอผลักลู่หนิง
“ไม่…ไม่มีอะไร” ลู่หนิงค่อยได้สติกลับมา ก่อนยิ้มอย่างฝืนๆ
“สีหน้าพี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ” โจวผานรู้สึกว่าเหมือนมีบางอย่างเกิดขึ้นกับพี่ชาย จึงถามอย่างเป็นห่วงเล็กน้อย
“เปล่า…แค่คิดถึงเรื่องในอดีตนิดหน่อยน่ะ” ลู่หนิงเก็บโทรศัพท์ เขาทราบจากท่าทางของน้องสาวเมื่อครู่ว่า อาจมีเขาคนเดียวที่เห็นจดหมายฉบับนี้
“พรุ่งนี้ไปเที่ยวด้วยกันไหมคะ ไปด้วยกันนะ ถือว่าไปเป็นเพื่อนฉันได้ไหมคะ” โจวผานกล่าวอย่างออดอ้อนเล็กน้อย
เวลานี้ลู่หนิงเริ่มไม่อยากไปแล้ว จู่ๆ ไม่รู้ว่าเขานึกถึงอะไร พอถูกโจวผานรบเร้า ในที่สุดก็ตอบตกลงไปเที่ยวด้วยกัน
แต่ว่าเทียบกับอาการใจลอยเมื่อก่อนหน้า เขาในตอนนี้เหมือนจะจริงจังขึ้นกว่าเดิม คล้ายกำลังลังเลและใคร่ครวญเรื่องราวที่ยากจะตัดสินใจเลือก
โจวผานรู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจ พี่ชายมีนิสัยขี้เก๊กมาตั้งแต่เด็กแล้ว มักจะพูดคำพูดที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจตลอด
อย่างเช่นตนมีสถานะสูงส่ง มีพรสวรรค์เหนือใคร แค่ผู้ใช้พลังจิตเท่านั้น คำโอ้อวดต่างๆ เธอฟังจนชินมานานแล้ว
ลู่หนิงถือโทรศัพท์ตอบกลับไปสองสามประโยค อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่เนื้อหาทำให้เขาหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม เหมือนนึกเชื่อมโยงถึงความเป็นไปได้ที่ย่ำแย่บางส่วน
ฉึก…
มือข้างที่ว่างของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อโดยไม่รู้ตัว
“พ่อคะ!” เสียงตะโกนออดอ้อนของโจวผานปลุกเขาให้ได้สติ
ลู่หนิงรีบลุกไปต้อนรับ มองดูพ่อโจวซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงที่เพิ่งเลิกงานกลับมา
“สองสามวันมานี้เที่ยวสนุกไหม พ่อว่าเพื่อนแซ่หลิวของพวกลูกดูเอาการเอางานดีนะ ถ้าโจวผานยินดี จะลองคบหากับเขาก็ได้ แต่ต้องอย่าลืมปกป้องตัวเองด้วย”
พ่อโจวมีนิสัยค่อนข้างเปิดเผย
“ฝันไปเถอะ เขาน่ะเหรอ” โจวผานเอ่ยอย่างถือตัว “ตอนนี้หนูยังเด็ก ไม่คิดถึงปัญหาส่วนตัวหรอกค่ะ”
“ถ้าคุณสมบัติดีก็จองตัวไว้ก่อนสิ ไม่งั้นรอวันหน้าถ้าอยากตามหา คงไม่เจอตัวสำรองดีๆ แบบนี้ได้ง่ายๆ อีกแล้วนะ”
“โอ๊ย พ่อพูดอะไรของพ่อเนี่ย หนูไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องพวกนี้เร็วขนาดนี้”
สองพ่อลูกคุยกันอย่างร่าเริง
ลู่หนิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง ผุดสีหน้าเยือกเย็น แต่ใจกลับลอยไปถึงที่ไหนก็ไม่รู้
จนกระทั่งถึงเช้าตรู่วันต่อมา สองพี่น้องหลิวเฉินอวิ๋นกำลังจะมาเยี่ยมเยือน ลู่หนิงยังคงอยู่ในสภาพสับสน
โจวผานพบความผิดปกติ พอกินข้าวเช้าเสร็จ ก็ผลักประตูเดินเข้าไปในห้องนอนของพี่ชาย
“พี่ ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
ลู่หนิงนั่งหันหลังให้เธออยู่บนเตียง มือถือโทรศัพท์ แสงจากหน้าจอส่องร่างท่อนบนของเขาจนซีดเซียวเล็กน้อย
ผ้าม่านในห้องนอนถูกลากปิดมิดชิด ไม่ปล่อยให้แสงเข้ามา อึมครึมเงียบสงัด
“ไม่เป็นไร…แค่…ของบางอย่างที่ควรมาก็ต้องมา” เขาพึมพำเบาๆ
หวนนึกถึงเนื้อหาของข้อความนั้น หัวใจเขาก็เหมือนถูกมีดทิ่มแทง ทำอะไรไม่ถูก
เมื่อคืนนี้เขาใช้วิธีการของตัวเองพิสูจน์ความจริงของข้อความแล้ว
อย่างนั้นต่อจากนี้ก็ถึงรอบเขาเลือกแล้ว
“โจวผาน” เขาพลันเรียกเสียงทุ้ม
“คะ?” โจวผานมองพี่ชายอย่างสงสัย รู้สึกว่าวันนี้เขาผิดปกติอย่างมาก
“รักพี่ไหม” ลู่หนิงถาม
“แน่นอนสิคะ เกิดอะไรขึ้นกันคะ ใครรังแกพี่เหรอ ฉันจะอัดเขาให้เอง” โจวผานเป็นหัวหน้าแก๊งประจำชั้นปีตั้งแต่ ป.3 คอยปกป้องพี่ชายจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
“เปล่าหรอก...” ลู่หนิงนิ่งไป “เพียงแต่…”
สุดท้ายเขาก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่เงียบเสียงอีกรอบ
…
“เจอตัวแล้วหรือ” ลู่เซิ่งมองน้ำในทะเลสาบที่ไหลเชี่ยวอยู่ไกลออกไปข้ามรั้วกั้น แสงอาทิตย์อัสดงส่องสะท้อนผิวน้ำจนเลื่อมพราย ราวกับเศษอัญมณีสีแดงที่งดงามที่สุด
“ครับ เริ่มติดต่อกับอีกฝ่ายในขั้นเบื้องต้นตามความตั้งใจของท่านแล้วครับ” สมาชิกหลักในท้องถิ่นของแสงดาวสีครามที่อยู่ใกล้ๆ ตอบเบาๆ
แม้ว่าจะอยู่ในเขตดาวส่วนกลางแห่งจักรวรรดิ ขุมกำลังของแสงดาวสีครามจึงไม่นับว่าแข็งแกร่ง ถึงขั้นอ่อนแออยู่บ้าง แต่นั่นเป็นสำหรับขุมกำลังใหญ่โตกลุ่มอื่นเท่านั้น
ความอ่อนแอของแสงดาวสีคราม ต่อให้อ่อนแออย่างไรก็ไม่ใช่ระดับที่คนทั่วไปจะจินตนาการออก
กองกำลังขององค์กรบนดาวเคราะห์ดวงนี้มีสมาชิกหลักชื่อฟูโปลาเป็นคนดูแล
ฟูโปลาเข้าร่วมกับสมาชิกสภากางเขนอีกคน หลังจากสมาชิกคนนั้นรู้ว่าลู่เซิ่งมาถึงกาแลคซีแห่งนี้ ก็มอบกองกำลังให้ลู่เซิ่งใช้สั่งการชั่วคราวอย่างใจกว้าง
นี่เป็นการต้อนรับแขก ลู่เซิ่งรับน้ำใจไว้พร้อมส่งจดหมายขอบคุณไปให้อีกฝ่ายแล้ว
จากนั้นเขาก็ส่งคนออกตามหาที่อยู่ของลู่หนิงบนดาวเคราะห์ดวงนี้
เมื่อระบุพิกัดไว้บนดาวเคราะห์ทั้งดวง อาณาเขตย่อมน้อยลงมาก บวกกับข้อมูลและเบาะแสที่บริษัทเกมตรวจเจอ
ไม่นาน ชายหนุ่มที่ชื่อโจวหนิงก็เข้าสู่สายตาของลู่เซิ่ง
เพียงแต่สถานการณ์ของโจวหนิงทำให้เขารู้สึกซับซ้อนอยู่บ้าง
“เขาตอบสนองยังไง” ลู่เซิ่งถามอีก
“ลังเลมากครับ”
คำตอบของลูกน้องทำให้ลู่เซิ่งหยีตาน้อยๆ
“ลังเล…”
เขาไม่พูดอะไรอีก
รอสักพักใหญ่ๆ ลู่เซิ่งจึงส่งคำสั่งที่ทำให้ลูกน้องมึนงงราวกับพึมพำ
“ไปเถอะ ทุกอย่าง ให้เขาตัดสินใจเอง” ลู่เซิ่งยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย
“ผมเข้าใจแล้ว…” สมาชิกหลักข้างตัวล่าถอยไปอย่างช้าๆ นั่งรถผละไปอย่างเงียบเชียบ
…
เส้นทางสาธารณะเคลื่อนผ่านไปด้านหลัง
“โจวผาน ถ้าโตขึ้น เธออยากจะทำอะไรเหรอ อยากไปเป็นข้าราชการที่ส่วนราชการจริงๆ เหรอ” ลู่หนิงถามอย่างจริงจังเล็กน้อย
“อาจจะนะคะ” โจวผานครุ่นคิดก่อนตอบ เธอกับหลิวเยกำลังถือไอติมรสนมคนละแท่ง ค่อยๆ แลบลิ้นเลีย ใกล้จะกินหมดแล้ว ยังเหลือส่วนกรวยอยู่
“เธอล่ะ ยัยหนูเย เธออยากจะใช้ชีวิตแบบไหนเหรอ” ลู่หนิงพลันหันไปถามหลิวเยที่อยู่ด้านข้าง
หลิวเยแค่นเสียงพลางหันไปทางอื่น
“ฉันอยากจะอยู่กับครอบครัว คำถามแบบนี้จำเป็นต้องตอบเหรอ” พอนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ถูกคนคนนี้จับก้น หน้าเธอพลันแดงก่ำ แก้มร้อนผะผ่าวเล็กน้อย
“ทำไมจู่ๆ พี่หนิงถามเรื่องนี้ล่ะ” หลิวเฉินอวิ๋นที่กำลังขับรถอยู่มองลู่หนิงอย่างประหลาดใจ
“ก็แค่นึกสะท้อนใจเท่านั้น” ลู่หนิงเอ่ยอย่างราบเรียบ “บางครั้ง ยิ่งมีมากก็ไม่แน่ว่าจะยิ่งมีความสุขเสมอไป นายว่างั้นไหม”
หลิวเฉินอวิ๋นงุนง ก่อนจะพยักหน้า
“แล้วพี่หนิงล่ะ ต่อจากนี้พี่มีความคิดอะไร”
ลู่หนิงเซื่องซึม มองดูทิวทัศน์ที่พุ่งผ่านนอกรถไปด้วยความเร็วสูง จิตใจสับสนอยู่ชั่วขณะ
“หาเงินสิ ยิ่งเงินเยอะยิ่งมีความสุข จะกินอะไรก็ได้ ดื่มอะไรก็ได้ เที่ยวที่ไหนก็ได้” หลิวเยเสนอ
“ถ้าไม่อยากทำธุรกิจ ก็ไปเป็นข้าราชการก็ได้นี่ มั่นคง แถมยังมีตำแหน่งทางสังคมด้วย” หลิวเฉินอวิ๋นเสนอด้วย
เพียงแต่เขาเห็นสีหน้าของลู่หนิงไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย จึงนึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“เงินไม่มีความหมายสำหรับฉันหรอก...” ลู่หนิงกล่าวอย่างราบเรียบ “ฉันน่ะ…”
เอี๊ยด!
จู่ๆ รถก็เบรก
ทั้งสี่พุ่งไปด้านหน้าพร้อมกัน ถุงลมนิรภัยดีดดออกมารับศีรษะของทั้งสี่ไว้ ไม่ให้กระแทกใส่ของแข็งบนรถ
ยานขนาดเล็กสีดำสี่ลำจอดอยู่บนเส้นทางตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
มีคนทยอยเดินลงมาจากรถ
คนหนึ่งในนี้เป็นหนุ่มหล่อที่ก่อนหน้านี้ลู่หนิงเคยพบในคาเฟ่
เขาคีบบุหรี่ไว้ในมือ มองดูลู่หนิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาของเขาเลื่อนจากตัวลู่หนิงไปยังสองพี่น้องหลิวเฉินอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
“หวังว่าจะไม่ได้ทำให้พวกคุณตกใจ คนของตระกูลโจวอยู่เฉยๆ พวกคุณสองคนไปได้แล้ว”
หลิวเฉินอวิ๋นหน้าเขียว เขาจำได้เกือบจะทันทีว่าคนพวกนี้เป็นใคร
“กู้เฉวียนตง! แกบ้าไปแล้วเหรอไง! ฉันจะอยู่นี่ มีปัญญาก็แตะต้องพวกเราสิ?!”
หนุ่มหล่อใช้นิ้วดับบุหรี่แล้วชี้โจวผาน
“คุณชายใหญ่ต้องการเธอ ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“แกให้กู้เหิงมาคุยกับฉัน!” หลิวเฉินอวิ๋นผลักประตูรถออกแล้วกล่าวเสียงโมโห
“ครั้งก่อนผู้หญิงคนนี้ตบหน้าคุณชายใหญ่ บัญชีนี้ จำเป็นต้องชำระ” หนุ่มหล่อเอ่ยเสียงราบเรียบ
โจวผานหน้าซีด เธอรู้แล้วว่าใครส่งคนพวกนี้มา
ฟิ้ว
ไม่นานนักก็มียานอีกลำลงจอดอย่างช้าๆ ประตูเปิดออก หนุ่มหล่อผมทองที่มีหน้าตาชั่วร้ายคนหนึ่งเดินออกมา
เพียงแต่สายตาที่เขามองไปยังโจวผานและหลิวเยผิดปกติอยู่บ้าง มีทั้งความลามกและความละโมบ
“อะไรกัน หลิวเฉินอวิ๋น แกไม่อยากไปเหรอ งั้นก็ให้น้องสาวแกอยู่เล่นสนุกกับฉันก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเดินเข้าหาหลิวเฉินอวิ๋น
“กู้เหิง! แกบ้าไปแล้ว!” หลิวเฉินอวิ๋นตวาดเสียงเฉียบ “แกรู้ไหมว่าแกกำลังทำอะไรอยู่”
“รู้อยู่แล้ว ตระกูลหลิวไม่เลวจริงๆ พอมีอำนาจอยู่บ้าง คงจัดการลำบากสักหน่อย จากนั้นล่ะ” กู้เหิงเลียริมฝีปาก
เปรี้ยง!
เขาเดินเข้าไปก้าวหนึ่งก่อนจะต่อยหมัดขวาใส่ท้องของหลิวเฉินอวิ๋นอย่างแม่นยำ
หลิวเฉินอวิ๋นร้องโอย ก้มตัวถอยหลังหลายก้าวพร้อมกระอักกระไอ
ในรถ
ลู่หนิงเงียบงัน สองตาเหมือนกำลังเหม่อลอย
โจวผานที่อยู่ด้านข้างหน้าซีด เธอไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน
หลิวเฉินอวิ๋นถูกอัดอยู่ด้านข้าง หลิวเยคิดเข้าไปช่วย แต่กลับถูกกันออกมาหลายรอบ เสียขวัญจนร้องไห้
โจวผานทั้งตกใจทั้งกลัว ฉุดลู่หนิงจะลงจากรถ แต่ลู่หนิงไม่ขยับตัว เธอจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร แต่โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ
“พี่คะ!” เสียงร้องไห้ของโจวผานดังขึ้นข้างหูลู่หนิง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีกะใจใคร่ครวญเรื่องเหล่านี้
แกร๊ก
จู่ๆ เขาก็ดึงเปิดประตูรถแล้วเดินลงไป
ลูกน้องตระกูลกู้ที่อยู่รอบๆ กำลังรุมหลิวเฉินอวิ๋นกับสองสาวอยู่ ไม่ได้สนใจเขาเลย
เพียงแต่พอเขาลงรถอย่างกะทันหัน ก็สร้างความระวังตัวให้แก่คนรอบๆ ทันที
“กลับขึ้นรถไปซะ!” ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้าไปจะจับเสื้อของลู่หนิง
“การละทิ้ง เป็นความกล้า”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มที่ทรงพลังเสียงหนึ่งก็สะท้อนเหนือถนนเส้นเล็กๆ เส้นนี้
“แต่ผมไม่อยากละทิ้ง” ลู่หนิงก้มหน้าลง ผมปกคลุมสองตา
“นายท่านไม่อนุญาตให้คุณตัดสินใจแบบนี้แน่” เสียงนั้นตอบกลับ