ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1085 พบหน้า (1)
ลู่หนิงยืนนิ่งอยู่กลางถนน
“พี่คะ…”
ในสายตาที่เดิมหวาดกลัวของโจวผานปรากฏความห่วงใย
เธอสัมผัสได้ว่าคล้ายมีเรื่องที่เธอไม่เข้าใจกำลังเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูง แต่เธอทำความเข้าใจไม่ได้
ซู่…ลมเล็กๆ กลุ่มหนึ่งพัดเข้ามาในบริเวณแล้ววนเวียนรอบตัวลู่หนิง
คนที่ยื่นมือไปจับเขาชะงักทันที เกิดลางสังหรณ์ร้ายในใจ ไม่กล้าขยับตัวอีก
“เจ้าหมอนี่!” กู้เหิงรู้สึกผิดปกติเช่นกัน ส่งสัญญาณให้ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ข้างตัว คนคนนั้นชักปืนพกที่อยู่หลังเอวออกมาเล็งที่ลู่หนิง
ขณะปากกระบอกปืนเล็งไป ลู่หนิงก็เห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน แต่เขาแค่เหลือบมองแล้วก็ไม่สนใจอีก สายตานั้นไร้ความชิงชังและไร้ความเมตตาเหมือนมองดอกไม้ป่าและวัชพืชข้างทาง เพียงแ แค่มองข้ามไป
“เกิดอะไรขึ้น…” หลิวเยอาศัยช่องว่างแอบประคองหลิวเฉินอวิ๋นที่อยู่บนพื้นขึ้น
หลิวเฉินอวิ๋นจับมือน้องสาวแน่น ขณะมองไปทางลู่หนิง เขารู้สึกรำไรว่าเหมือนมีเรื่องสำคัญถึงขีดสุดกำลังจะเกิดขึ้น
ทั้งๆ ที่…ไม่ว่าจะมองลู่หนิงอย่างไร เขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่…!?
หลิวเฉินอวิ๋นจับมือน้องสาวไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัวขณะมองภาพภาพนี้ด้วยความกระวนกระวาย
หลิวเยก็กุมมือพี่ชายไว้อย่างเคร่งเครียดเช่นกัน ลมหายใจกระชั้นขึ้นเล็กน้อย
“ไอ้หมอนี่เล่นตุกติก! กำจัดมันซะ!” กู้เหิงรู้สึกผิดปกติอยู่บ้าง รีบตะโกนอย่างดุดัน
เหล่าลูกน้องรีบชักปืนออกมาเล็งที่ลู่หนิง
พุ่บ
ร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้างลู่หนิงอย่างฉับพลัน ใบหน้าอยู่ใต้เงาของฮู้ด เห็นเพียงคางชรานิดหน่อยเท่านั้น
“อีกสักพักนายท่านจะมาถึงที่นี่ ถ้าหากเห็นคุณ…”
“ฉันต้องการเวลา” ลู่หนิงคำราม
ปังๆๆๆ!
ในที่สุดลูกน้องของตระกูลกู้ก็ทนแรงกดดันไม่ไหว เสียงปืนระเบิดเซ็งแซ่
กระสุนหลายสิบนัดวาดเป็นวิถีอันชัดเจนหลายสาย ตรงดิ่งไปยังลู่หนิง กระสุนทุกนัดถูกยิงออกมาด้วยปืนพลังงานจลน์ผสมผสานพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดเข้ากับพลังงานทางเค คมีเป็นชั้นๆ แล้วระเบิดออกมา อานุภาพแข็งแกร่งกว่าปืนพกที่ตำรวจใช้หนึ่งเท่าตัว
“พวกคนธรรมดาน่าสงสาร”
ร่างสีดำสนิทสะบัดเสื้อคลุมกลายเป็นลูกบอลสีดำ พร้อมดูดกระสุนทั้งหมดเข้าไปรวมกันเป็นก้อน
“แย่แล้ว! ผู้ใช้พลังจิต! หนี!” พอกู้เหิงเห็นภาพนี้ก็ลืมตาโต ปฏิกิริยาแรกไม่ใช่บันดาลโทสะ แต่เป็นการหนี!
เขาไม่สนใจลูกน้องที่ยังอยู่ที่เดิม หมุนตัวเผ่นหนีขึ้นยานทันที
ที่เขาก่อเรื่องมาหลายปีแต่ยังอยู่รอดมาได้อย่างปลอดภัย ไม่ได้อาศัยแค่ฉากหลังของครอบครัวเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นความกล้าและความเด็ดขาดในเวลาสำคัญของเขาต่างหาก!
ปังๆๆๆ!
ในตอนนี้เอง เสื้อคลุมพลันกางออก พลันมีเส้นสายสีดำหลายเส้นพุ่งออกมาจากลูกบอลสีดำ เจาะทะลุยานที่อยู่รอบๆ ในพริบตา
ตูม!
ยานระเบิดติดต่อกัน เกิดเสียงระเบิดเกือบพร้อมกัน
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ แสงไฟและเศษซากที่ระเบิดพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทุกคนเหมือนกันหมด
เหมือนกับที่นี่มีพลังแข็งแกร่งชนิดพิเศษกำลังสะกดทิศทางการระเบิดอยู่
“รีบให้คำตอบผมมาโดยเร็วที่สุด”
คนคนนั้นทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ ก่อนที่ร่างจะพร่ามัวหายไปจากที่เดิม
ลู่หนิงเงยหน้าขึ้น กลับไม่เห็นใครอีก
ชายเสื้อคลุมสีดำไปแล้ว หายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนตอนปรากฏตัว
เขากัดฟัน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เนื้อหาข้อความที่แสดงบนจอยังคงประทับชัดเจนในสายตา
‘ทำไมล่ะ…ท่านพ่อ…ถ้าเป็นท่านจริงๆ ไม่มีทางบังคับให้ข้าเลือกแบบนี้แน่…’ ลู่หนิงกำโทรศัพท์แน่น
“กรี๊ด!”
เวลานี้เสียงกรีดร้องของโจวผานและหลิวเยค่อยดังขึ้น
หลิวเฉินอวิ๋นตะเกียกตะกายลุกขึ้น กวาดตามองรอบๆ ลูกน้องของตระกูลกู้ถูกเส้นสีดำเจาะทะลุจนตายในพริบตาที่คนชุดดำลงมือ
ภาพอันโหดเหี้ยมน่ากลัวนี้ ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่อย่างเขา ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
มีแต่บนสมรภูมิที่อำมหิตที่สุดเท่านั้นถึงจะเกิดฉากเหี้ยมโหดแบบนี้ได้
เพลิงที่เกิดจากการระเบิดลุกไหม้อยู่ไม่ไกลออกไป หลังจากคนชุดดำไป อุณหภูมิที่ร้อนระอุค่อยทะลักมา
หลิวเฉินอวิ๋นเช็ดเลือดตรงมุมปากอย่างยากลำบาก เขานึกไม่ถึงว่ากู้เหิงแห่งตระกูลกู้จะบ้าถึงขนาดส่งคนมาลักพาตัวโดยไม่สนใจสถานะของพวกเขา
เดิมทีถ้าเขาหนีรอดปลอดภัย หลังกลับไป จะต้องเล่นงานตระกูลกู้ให้สาสม
แต่ตอนนี้…
หลิวเฉินอวิ๋นมองศพและคราบเลือดที่กระจายอยู่รอบๆ ร่างกายสั่นเทาโดยสัญชาตญาณ
เขาไม่ใช่ไม่เคยเห็นคนตาย แต่ไม่มีครั้งไหนที่เห็นคนตายมากมายขนาดนี้
หลิวเฉินอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองร่างลู่หนิงที่อยู่ไม่ไกลออกไป
ทุกสิ่งนี้ เป็นเพราะตระกูลกู้หาเรื่องเขา
หลิวเฉินอวิ๋นจิตใจปั่นป่วน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ลู่หนิงเงยหน้าขึ้นมองหลิวเฉินอวิ๋นด้วยสองตาที่เต็มไปด้วยริ้วเลือด ก่อนหันไปมองหลิวเยที่ตกใจจนสลบไสลไป และโจวผานที่ร่างสั่นระริก
“กลับก่อนเถอะ” เขากล่าวอย่างเคร่งขรึม “หลังกลับไป ฉันจะอธิบายให้พวกนายฟังเอง”
…
ในห้องรับแขกของตระกูลโจว
พ่อโจวออกไปเที่ยว ตอนที่พวกลู่หนิงกลับมา ในบ้านก็ไม่มีใครแล้ว
โจวผานพาหลิวเยไปนั่งบนโซฟาโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทั้งสองขดตัวอยู่ด้วยกันเพื่อมอบไออุ่น
หลิวเฉินอวิ๋นนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว หัวคิ้วขมวดมุ่นตลอดเวลา เขามองออกว่าคนคนนั้นมาหาลู่หนิง เรื่องนี้ชัดเจนมาก
เพียงแต่ ถ้าเป็นเรื่องดี แล้วทำไมโจวหนิงถึงได้ลังเลตลอดเวลาอย่างนี้ล่ะ หมายความว่า เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องแย่ก็ได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องแย่ แล้วทำไมอีกฝ่ายจึงลงมือช่วยเขา
นอกจากนั้น อีกด้านหนึ่ง เวลานี้หลิวเฉินอวิ๋นได้เตรียมตัวเผื่อว่าตระกูลกู้มาสอบถามไว้แล้ว
กู้เหิงตายแล้ว แม้เขาจะเป็นตัวเลือกผู้สืบทอดอันดับหลังๆ ของตระกูลกู้ แต่อย่างไรก็เป็นนายน้อยแห่งตระกูลกู้
ความเป็นความตายของเขาเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลกู้ ต่อจากนี้ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะแก้ไขอย่างไร
ทุกคนเงียบกันอยู่ชั่วขณะ ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศในห้องเคร่งเครียดกว่าเดิม
ลู่หนิงนั่งบนโซฟาพลางเล่นที่เขี่ยบุหรี่ในมือ รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องอึมครึมจนน่าตกใจอยู่บ้าง
โจวผานกอดหลิวเยอย่างแผ่วเบาพร้อมกับคอยปลอบประโลม คำพูดเหล่านี้ใช้ปลอบตัวเธอเองเช่นกัน
“อธิบายเถอะครับ พี่หนิง” หลิวเฉินอวิ๋นส่งเสียง
ที่เขี่ยบุหรี่ในมือลู่หนิงพลันชะงัก
เขาลุกขึ้น อ้าปาก แต่กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
“เล่าหน่อยสิครับว่าเรื่องที่เกิดในวันนี้เป็นเรื่องอะไรกันแน่” หลิวเฉินอวิ๋นเตือน
ลู่หนิงนิ่งไปสักพัก จัดระเบียบความคิดอย่างละเอียด
ในที่สุดเขาก็เอ่ยปาก
“มีคนมา…ตามหาฉัน…” ลู่หนิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ฉับพลันนั้น สายตาของโจวผาน หลิวเฉินอวิ๋น และหลิวเยก็รวมตัวกันบนตัวเขา
“ใครกัน คุณไปหาเรื่องใครเข้า ผู้ใช้พลังจิตฝีมือระดับนั่น ผมจินตนาการไม่ออกเลย…ว่าต้องฆ่าคนสักกี่คนถึงจะทำได้ง่ายๆ…เหมือนอย่างเขา”
หลิวเฉินอวิ๋นสูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมไม่ให้เส้นเสียงของตัวเองสั่น
เขาใคร่ครวญมาตลอดทางตอนขากลับ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้พลังจิตในตระกูลเขา หรือคนทั้งหมดที่เขาเคยเห็นจากโลกอื่น ต่างก็ไม่มีบุคลิกเหี้ยมโหดที่น่าพรั่นพรึงอย่างคนชุดดำคนน นั้น
ลู่หนิงก้มหน้า เงียบไปครู่หนึ่ง
“พ่อฉันเอง…เขามาตามหาฉันแล้ว…”
พ่อคุณหรือ
ความคิดของทุกคนสะดุดไปชั่วขณะ
พวกหลิวเฉินอวิ๋นต่างงุนงง
พ่อของโจวหนิงไม่ใช่พ่อโจวเหรอ จู่ๆ โจวผานก็นึกถึงความจริงที่ยากจะเชื่อ
“พวกนายคิดถูกแล้ว คนที่มาหาฉันเป็นพ่อแท้ๆ ของฉันเอง” ลู่หนิงผงกศีรษะ
“พี่คะ…” โจวผานพลันลืมตาโต นึกถึงคำพูดแปลกๆ ซึ่งโจวหนิงมักพูดตอนเป็นเด็ก ดูจากตอนนี้…
ต่างคนต่างเงียบไปชั่วขณะ กำลังย่อยสลายข้อมูลหนักหน่วงที่มาอย่างกะทันหันนี้
ผ่านไปสักพัก
“แล้วตอนนี้พี่…” หลิวเฉินอวิ๋นไม่เข้าใจ นี่มันเรื่องดีไม่ใช่หรือไง มีพ่อที่แข็งแกร่งแบบนี้ หรือไม่ควรจะดีใจกัน
ลู่หนิงหัวเราะฝาด
“พวกนายไม่เข้าใจ…พ่อฉันเขา…ไม่ยอมให้ใครปฏิเสธคำพูดของเขา เขาแข็งแกร่งเกินไป…”
“พี่หนิง…พี่คิดยังไงล่ะ” พอใจเย็นลง หลิวเฉินอวิ๋นก็แสดงความเยือกเย็นของลูกหลานตระกูลใหญ่ออกมา ถามอย่างรวดเร็ว
“ถ้าพี่อยากจะยอมรับจริงๆ ความจริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องดีนะ โจวผานก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกับพ่อพี่ใช่ไหมล่ะ”
ได้ยินดังนั้นลู่หนิงก็เงียบเสียง…
“นอกจากนั้น แม้พ่อของพี่หนิงจะเป็นคนที่โหดมาก แต่อย่างไรเขาก็ได้ช่วยเราไว้ ผมรู้สึกว่าไม่เหมือนคนเลวนะ! บางทีพี่อาจลองติดต่อได้” หลิวเฉินอวิ๋นว่าต่อ
โจวผานที่อยู่ด้านข้างผุดสีหน้าซับซ้อนและตกตะลึง ยังคงไม่ได้สติกลับมา หลังรับรู้ว่าลู่หนิงไม่ใช่พี่แท้ๆ ของตัวเอง
“แต่เขาฆ่าคนไปตั้งเยอะแยะ…!” หลิวเยกอดเข่าพลางกล่าวเสียงสั่น
คำพูดนี้พลันทำให้หลิวเฉินอวิ๋นย่นคิ้ว
หลังฆ่าคนมากมายขนาดนี้ในจักรวรรดิมอธ ก็แน่ใจได้ว่าจะต้องรับบทลงโทษทางกฎหมายแน่ แตกต่างกันที่ระดับความหนักเบาเท่านั้น
“ไม่ต้องเป็นห่วง ตำรวจไม่มีความหมายสำหรับพ่อฉันหรอก” ลู่หนิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มหนักใจ
“ตำรวจเพียงแค่รักษาการปกครองพื้นฐาน พวกที่ผมเป็นห่วงคือหน่วยรบพิเศษในภาวะฉุกเฉินของเมือง ยังมีกองหนุนจากกองทหารรักษาการ บวกกับผู้ใช้พลังจิตประจำการหลายคน…” หลิวเฉินอว วิ๋นอธิบาย
“ไม่มีประโยชน์หรอก...” ลู่หนิงส่ายหน้าน้อยๆ “พวกเขาสู้พ่อฉันไม่ได้”
“เบื้องหลังกองทัพอาจมีหน่วยตรวจสอบพลังจิตแห่งจักรวรรดิด้วย ไม่ใช่องค์กรต่อสู้ทั่วไปนะครับ!” หลิวเฉินอวิ๋นอธิบาย
“พวกนายไม่รู้จัก พลังของพ่อฉัน…” ลู่หนิงยิ้มขื่น
หลิวเฉินอวิ๋นขมวดคิ้ว เขาไม่เชื่อคำพูดของโจวหนิง อย่างไรคนจะใช้ภาพความทรงจำในสมองของตัวเองมาสร้างเป็นแนวคิดที่สุดโต่งในหลายๆ ครั้งอยู่แล้ว
“ไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้ก็แล้วกัน สิ่งสำคัญในตอนนี้คือความคิดของพี่หนิง การได้เจอพ่อของตัวเองอาจเป็นเรื่องที่ไม่เลวก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าเป็นไปได้มากที่พ่อของคุณจะไม่ใช ช่คนธรรมดาแบบทั่วไป ถ้าคุณคิดจะใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข ก็ควรไตร่ตรองดีๆ…”
ความหมายของเขาชัดเจนมาก เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่พ่อของลู่หนิงจะมาจากองค์กรพิเศษที่เลวร้ายมาก ถ้าเจอกัน ก็เป็นไปได้ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย
“ถ้าพี่หนิงไม่ต้องการ ผมช่วยพี่ติดต่อหน่วยรบแนวร่วมบนดาวได้นะ”
“ไม่มีประโยชน์หรอก นายไม่เข้าใจ…คนที่ไม่เคยเจอพ่อฉัน ไม่มีทางเข้าใจพลังของเขา” ลู่หนิงส่ายหน้าและกล่าวอย่างจนปัญญา
“ไม่ว่าจะยังไง เขาก็ช่วยพวกเราไว้” ในที่สุดโจวผานที่อยู่ในสภาพสับสนก็เยือกเย็นลง แล้วกล่าวออกมาประโยคหนึ่ง
“ไม่ว่าจะเพราะเป้าหมายอะไร พ่อของพี่หนิง คุณลุงที่ไม่รู้จักชื่อคนนั้นก็เป็นคนช่วยเหลือพวกเราไว้”
พอเธอพูดประโยคนี้ออกมา หลิวเฉินอวิ๋นก็เงียบลง ถูกต้อง ไม่ว่าจะมองจากมุมใด พ่อของพี่โจวหนิงก็น่าจะยืนอยู่ฝั่งพวกเขา
“ถูกแล้ว…อย่างนั้น ได้แต่หวังให้พี่หนิงไปเจอกับเขาอย่างราบรื่นก็แล้วกัน” หลิวเฉินอวิ๋นกล่าวเนิบนาบ