ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1087 ลงมือ (1)
“ขี้โม้ให้มันน้อยๆ หน่อย”
ลู่เซิ่งข่มความคิดที่อยากฟาดลูกชายจนตาย เป็นคนต้องอยู่กับความเป็นจริง
ความสามารถของตนไม่ได้เรียนไปสักอย่างเดียว กลับไม่รู้ไปเรียนความปากดีมาจากไหน
“พอแล้วๆ ไม่ต้องพูดแล้ว” ลู่เซิ่งกลัวว่าถ้าฟังต่อไปจะอดลงมือไม่ได้
“อีกประเดี๋ยวข้าจะหาวิชาหนึ่งให้เจ้า เจ้าจงเอากลับไปฝึก นอกจากนี้ให้จัดการคนของตระกูลโจวให้ดี อีกไม่นานเท่าไหร่ที่นี่อาจเกิดอันตราย”
“อันตรายหรือ” ลู่หนิงงุนงง “มีท่านพ่ออยู่ด้วย ยังมีอันตรายอะไรอีก”
“ข้าไม่ใช่ไร้เทียมทานนะ” ลู่เซิ่งทอดถอนใจ “ในโลกมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าข้ามากมาย ดังนั้น…”
“ข้าเข้าใจ” ลู่หนิงพยักหน้า “มิน่าท่านต้องรอถึงตอนนี้ค่อยมาหาข้า ที่แท้ก็ต้องการกำจัดผู้เข้มแข็งพวกนั้นก่อนค่อยมาตามหาข้า หมายความว่า ตอนนี้ท่านน่าจะมีพลังเลิศล้ำที่ เอาไว้รับมือผู้เข้มแข็งพวกนั้น…”
“ข้าหาเจ้าไม่เจอแต่แรกต่างหากเล่า!” ในที่สุดลู่เซิ่งก็ทนไม่ไหว ตบหัวลูกชายทีหนึ่ง
“เช่นนั้นพวกเราจะไปไหนขอรับ” แม้จะกะทันหัน แต่ลู่หนิงที่เอามือกุมศีรษะก็ยอมรับความต้องการที่ลู่เซิ่งอยากให้พวกเขาจากไปอย่างรวดเร็ว
“ไปสถานที่ที่ปลอดภัย กาแลคซีแบล็คเชอร์รี่ ไม่ต้องกังวลด้านความปลอดภัย ที่นั่นมีแต่คนของข้า” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงเรียบ
“เข้าใจแล้ว ข้าจะกลับไปเตรียมตัว จริงสิ ท่านพ่อ ท่านจำกัดจำนวนคนหรือไม่” ลู่หนิงรีบถาม
“ไม่เกินหนึ่งร้อยคน” ลู่เซิ่งให้คำตอบ
บทสนทนาง่ายๆ ของสองพ่อลูกหยุดลงเท่านี้ ลู่เซิ่งมอบวิชาแบกภาระให้ลู่หนิงไปฝึกฝนกายเนื้อดูก่อน เจ้าลูกคนนี้พื้นฐานแย่เกินไป ยังมีหน้ามาคุยโวอีก
นึกถึงตอนที่เขาอายุเท่าๆ กัน ก็เป็นผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งไปแล้ว ไหนเลยอ้วนขนาดนี้
นอกจากนี้เขายังได้จัดให้มือดีคอยคุ้มครองลู่หนิงและตระกูลโจว จากนั้นก็ออกจากดาวในตอนกลางคืน มุ่งหน้าไปยังดาวนาเซียร์ ดาวที่อัลโฟเลตติถูกควบคุมตัว
ดาวนาเซียร์เป็นดาวดวงหนึ่งในหนึ่งร้อยเก้าดาวคุมขังของจักวรรดิมอธ และเป็นหนึ่งในดาวชั้นสูง เอาไว้คุมขังนักโทษที่อันตรายและเป็นตัวปัญหาที่สุด
รอบๆ ดาวเคราะห์ติดตั้งสายฟ้ามืดและหอคอยเฝ้าระวังไว้เป็นจำนวนมาก
ลู่เซิ่งได้รับข่าวจากองค์กรมาก่อนว่า ในอีกไม่กี่วันแสงดาวสีครามจะล้อมปราบผู้เข้มแข็งบนดาวนาเซียร์ ส่งคนมารับมือกองทัพแสงสว่าง บริวารสายตรงของตระกูลพาเลออน ส่วนองค์ กรและกลุ่มก้อนอื่นๆ จะคอยช่วยเหลือจากด้านข้าง
‘พูดถึงที่สุด ตระกูลพาเลออนมาช่วยคนเพียงลำพังเท่านั้น ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นนี้แล้วเหรอ’
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงควบคุมหลักของยานบินที่กว้างขวาง มองดูข้อมูลมากมายที่ปรากฏบนจอภาพอย่างหมดคำพูดเล็กน้อย
‘แต่ก็ดี ในเมื่อคนอื่นๆ ไม่ลงมือ พาเลออนบวกกับเราน่าจะพอแล้ว จะได้ทดสอบพอดีว่า เราในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน’
นับตั้งแต่เลื่อนสู่ชีวิตไขสมอง ลู่เซิ่งก็มีความเข้าใจต่อชีวิตที่เจ็ดในช่วงหลังๆ มากกว่าเดิม
หรือควรบอกว่า ชีวิตไขสมองเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของวิชาเกลียวเก้าชีวิต มันมีหน้าที่ต่อยอดจากการระดับก่อนหน้า เสมือนเป็นจุดเชื่อม
ลู่เซิ่งรู้สึกว่า ขอแค่มีพลังอาวรณ์มากพอ ตนก็จะเข้าสู่ชีวิตที่เจ็ดหรือชีวิตอวัยวะภายในได้อย่างง่ายดาย
‘โลกใบนี้น่าจะเป็นหนึ่งในกองกำลังแนวหน้าที่ต่อสู้กับรากแห่งความว่างเปล่า ในเวลาสั้นๆ เราน่าจะไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดของวิชาเกลียวเก้าชีวิตได้’
ถ้าหากฝึกฝนอย่างเดียว อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะไปถึงจุดสูงสุดได้
เป้าหมายที่ลู่เซิ่งมายังโลกใบนี้คือการตามหาลูกชาย ซึ่งตอนนี้ได้หาพบแล้ว ความปรารถนาหลักของเขาสำเร็จแล้ว ถึงเวลาเตรียมตัวจากไปสักที
“ที่นี่อันตรายเกินไป ด้วยพลังของเรา ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของคนรอบตัวได้ทั้งหมด ถ้าหากทำได้ ควรจะโยกย้ายพวกลู่หนิงไปยังโลกใบเล็กๆ ของเรา”
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ สายตาไม่แน่ใจ
โครม
ประตูของโถงใหญ่ถูกเปิดออก
“นายท่าน! สถานการณ์ไม่ดีแล้วครับ! กองทัพจักรวรรดิมอธซุ่มรออยู่ในบริเวณใกล้ๆ แตกต่างจากการคาดการณ์ของเรา ไม่ได้มีเพียงสามกองทัพเหมือนปกติ แต่มีถึงสิบสองกองทัพ!” สมาชิกหลักข ของแสงดาวสีครามเอ่ยเสียงเร่งร้อน
“สิบสองกองทัพเลยหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง ก่อนจะเยือกเย็นลง “ดูเหมือนจะมีคนกระจายข่าวที่พาเลออนจะมาช่วยเหลือออกไป อย่างที่…คิดไว้จริงๆ…”
ลู่เซิ่งเดาไว้แล้วว่าอาจจะเจอการล้อมปราบที่ยุ่งยากมาก แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยขนาดนี้
“มีทูตพลังงานมืดมากี่คน รู้ข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมไหม” เขาถามเสียงทุ้ม
“เปลือกนอกที่รู้แล้วมีสิบเอ็ดคนครับ แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ…” สมาชิกหลักรีบบอก
ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ
ตึงมืออยู่บ้าง
กองยานของจักรวรรดิมอธไม่ใช่ของเล่นๆ หากทูตพลังงานมืดเผชิญกองยานขนาดยักษ์ในสภาพแวดล้อมบางส่วน อาจจะทำลายได้อย่างง่ายๆ
แต่ถ้าเป็นกองยานที่ล้อมปราบทูตพลังงานมืดอย่างเฉพาะเจาะจง ติดตั้งอุปกรณ์ปราบปรามจำนวนมากพอ และพาทูตพลังงานมืดคนอื่นมาด้วย สถานการณ์ก็จะต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ทูตพลังงานมืดของจักรวรรดิมอธไม่ใช่คนโง่ การนำกองยานที่ใหญ่โตขนาดนั้นออกมาเคลื่อนไหวโดยไร้สาเหตุ ถ้าหากไม่ได้ใช้งาน ก็เป็นความสิ้นเปลืองไม่ใช่หรือ
“รู้แล้ว เธอไปก่อน” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงเรียบ
“ครับ!” แม้สมาชิกหลักจะร้อนใจ แต่ก็ทำตามคำสั่ง หมุนตัวจากไปทันที
ประตูโถงใหญ่ปิดลง ไม่นานก็เงียบสงบเหมือนเดิม
ลู่เซิ่งกำหมัดแน่นเล็กน้อย จากนั้นก็คลายอย่างช้าๆ เหมือนจะลังเลอยู่บ้าง
เขาขยับสายตามองไปยังมุมหนึ่งของโถงใหญ่
“ในเมื่อมาแล้ว ท่านมีข้อแนะนำอะไร มาเยี่ยมอย่างกะทันหัน ผมจำไม่ได้ว่าใกล้ๆ นี้มีฐานทัพส่วนตัวของท่านด้วย” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงแผ่ว
ซู่…
ร่างพร่ามัวร่างหนึ่งค่อยๆ จับตัวโผล่ขึ้นตรงมุมโถง
“ฉันมาเตือนเธอ เรื่องนี้ทางที่ดีอย่าเข้ามายุ่ง” ร่างนั้นชัดเจนอย่างรวดเร็ว เป็นชายชราผมขาวที่สีหน้าแดงเรื่อคนหนึ่ง
“ผมจะพิจารณาข้อเสนอของท่าน แต่อัลโฟเลตติมีบุญคุณกับผม ผมจะพิจารณาความเป็นไปได้ของปฏิบัติการณ์ครั้งนี้อย่างละเอียด” ลู่เซิ่งตอบอย่างสงบนิ่ง
“เห็นโอกาสค่อยลงมือ จงอย่ารีบร้อน ฉันไม่อยากจะให้สมาชิกที่เพิ่งผ่านการทดสอบต้อง…”
“ผมรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ท่านศรพิษที่เคารพ” ลู่เซิ่งไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ
“จงรอบคอบ” สมาชิกสภาศรพิษค่อยๆ หายตัวไป
โถงใหญ่กลับมาเงียบเหมือนเดิม
ลู่เซิ่งยืนขึ้น
‘ดูเหมือนพวกเขาไม่อยากจะได้ตัวแปรเพิ่มเติม อุตส่าห์มาเตือนเราตามลำพัง ถือว่าให้ความสำคัญกับเรามากแล้ว’
จะว่าไป แสงดาวสีครามให้ความสนใจเขาจริงๆ แต่น่าเสียดาย การตัดสินใจที่เขาลู่เซิ่งได้ทำลงไปแล้วไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้
หลังจากยานบินเข้าไปในเขตดาวใกล้ๆ ดาวนาเซียร์ ก็ลงจอดลงบนดาวเคราะห์ท่องเที่ยวรอบนอกที่เปล่าเปลี่ยวดวงหนึ่ง
ลู่เซิ่งถือเสียว่ามาท่องเที่ยว อยู่บนดาวสิบกว่าวัน
ระหว่างนี้ยังกลับดาวที่ลู่หนิงอยู่ครั้งหนึ่ง ปลอมตัวเป็นนักธุรกิจธรรมดาไปเยี่ยมตระกูลโจว
ส่วนเวลาอื่นก็ชี้แนะกระบวนการฝึกฝนของลู่หนิงเป็นครั้งคราว ด้านนี้ขึ้นอยู่กับตัวลู่หนิงเอง
เขาไม่สามารถฝังเลือดไว้ในตัวลู่หนิงได้ วิธีการแบบนี้ยกระดับบริวารได้เร็วจริงๆ แต่กลับทำให้สูญเสียศักยภาพส่วนตัวไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อปัจเจกแบบนี้กลายเป็นร่างกาฝากที่พึ่งพาลู่เซิ่งโดยสมบูรณ์ การเติบโตในอนาคตก็จะไร้ความหมาย
เวลาไหลผ่านไปครึ่งเดือนกว่าๆ ในพริบตา
ลู่เซิ่งค้นหาที่อยู่ของหินกิเลนบนดาวเคราะห์อย่างเบื่อหน่ายไปพลาง จับตาดูสถานการณ์ของดาวนาเซียร์ไปพลาง
จักรวรรดิมอธไม่ปล่อยให้เขารอนาน
คำสั่งประหารถูกส่งมาจากดาวจักวรรดิกลางอย่างรวดเร็ว ผู้ที่รับผิดชอบการประหารคือชายผู้แข็งแกร่งนามขุยเตียน ผู้บัญชาการกองพลที่ห้าแห่งจักรวรรดิ
และลู่เซิ่งก็เริ่มสัมผัสได้ผ่านเครือข่ายข้อมูลที่กว้างขวางของตนเองว่า กองกำลังของแสงดาวสีครามกำลังรวมตัว
อดีตนายกเทศมนตรีพาเลออนไม่ได้ติดต่อกับเขาเอง อาจะเพราะไม่อยากลากเขาไปลำบากด้วย หรือไม่ก็คิดว่ากองกำลังของเขาไม่มีประโยชน์อะไรในศึกช่วยเหลือครั้งนี้
แต่ไม่ว่าอย่างไร ลู่เซิ่งก็วางหมากเสร็จในช่วงเวลาหลังจากลู่หนิงพาตระกูลโจวและตระกูลของว่าที่ลูกเขยผละไป
ต่อจากนี้ คือการรอคอยเงียบๆ
เวลาไหลเอื่อย พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนกว่าๆ
…
ตุบ
หมากสีดำถูกวางลงบนกระดานหมาก ส่งเสียงกังวาน
ลู่เซิ่งชักมือกลับขณะมองนักแข่งหมากรุกที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดบนดาว เหงื่อไหลอยู่ตรงหน้า เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ระดับการวางหมากแบบนี้ก็เป็นเพียงรูปแบบอันเรียบง่ายที่สู คนธรรมดาไม่ได้ด้วยซ้ำ
ความยากในการรับมือยังไม่เท่ามือใหม่ที่วางหมากมั่วๆ
แม้ว่านักแข่งหมากรุกที่เก่งที่สุดคนนี้จะดูเหมือนคนธรรมดา แต่ความจริงเป็นคนในแสงดาวสีคราม
“ความสามารถในการวางหมากของนายท่าน ในชีวิตกระผมเคยเห็นแค่ไม่กี่ครั้ง สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้จริงๆ!” นักแข่งหมากรุกเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางก้มหน้าลง
“คุณไปได้แล้ว” ลู่เซิ่งโบกมืออย่างเบื่อหน่าย
“ครับ…”
ลู่เซิ่งมองดูนักแข่งหมากรุกเผ่นหนีด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แทบไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเอง ขัดกันอย่างชัดเจนกับความสงบเยือกเย็นในตอนแรก
ลู่เซิ่งส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้
ครืน…
ทันใดนั้นก็มีความปรวนแปรเล็กๆ ส่งมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะไกลออกไป
ความปรวนแปรนี้ทอดยาว ทั้งยังทึบหนักและทรงพลังเหมือนคลื่นแผ่นดินไหว
ท่าทางที่เกียจคร้านในตอนแรกของลู่เซิ่งหายไปในทันทีที่สัมผัสได้ถึงความปรวนแปรนี้
เขายืดตัวขึ้น นิ้วกดลงบนที่พักแขนด้านขวาเบาๆ
ภาพโฮโลแกรมโปร่งแสงพลันโผล่ขึ้นด้านหน้าเขาห่างไปสิบเมตร
ตรงกลางโฮโลแกรมคือดาวสีม่วงขนาดยักษ์ที่กำลังหมุนอย่างช้าๆ ดวงหนึ่ง รอบๆ มีสิ่งที่เหมือนโซ่สีดำหลายเส้น เชื่อมต่อกับยานบินยักษ์สิบกว่าลำ กำลังล้อมรอบดวงดาวเอาไว้
ดาวเคราะห์ทั้งดวงให้ความรู้สึกกดดันและพิศวงราวกับกล่องของขวัญที่ถูกปิดมัด
‘ในที่สุดก็มาแล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งมองโซ่เส้นหนึ่งด้านนอกดวงดาว
ในช่วงนี้เขาไม่ได้ฆ่าเวลาอย่างเบื่อหน่ายอยู่ที่นี่เท่านั้น
ภาพเสมือนเลียนแบบดาวเคราะห์ที่แสดงผลอย่างละเอียดนี้ไม่ใช่เนื้อหาที่แสงดาวสีครามมอบให้ได้
ตูม
ทันใดนั้นยานรบลำหนึ่งด้านข้างดวงดาวก็ระเบิด ตัวยานซีกหลังกลายเป็นไฟสีทอง ราวกับม้วนกระดาษเรียวยาวลุกไหม้
การลุกไหม้ของยานรบเหมือนเป็นสัญญาณเริ่มต้น
ไม่นานนัก ความบิดเบี้ยวหลายกลุ่มก็ปรากฏขึ้นรอบๆ อย่างต่อเนื่อง ยานบินหลายลำที่มีสัญลักษณ์ของแสงดาวสีครามโผล่ออกมาและพุ่งไปหาดาวนาเซียร์
ข้างใต้ยานบินมีกระสุนขนาดเล็กนับไม่ถ้วนลอยออกมาอย่างต่อเนื่องเหมือนกับปลา
สิ่งที่โผล่มาพร้อมกันคือกลุ่มแสงสีเงินหลายกลุ่ม
กลุ่มแสงพวกนี้คือผู้ใช้พลังจิต ทั้งยังเป็นผู้ใช้พลังจิตระดับวีนาเกียร์ทั้งหมด
ลู่เซิ่งกวาดตามองดู มีคนอยู่ราวสิบกว่าคน แต่ไม่มีร่างของอดีตนายกเทศมนตรีพาเลออน ดูเหมือนนี่จะเป็นแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น
ไม่นานนัก ในเวลาเดียวกัน บนพื้นผิวของดาวนาเซียร์ก็เริ่มปรากฏกลุ่มแสงสีเงินเล็กๆ ขึ้น
กลุ่มแสงของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น กองยานรอบๆ เริ่มโจมตีกัน แต่สิ่งที่ยิงใส่กันในครั้งนี้ไม่ใช่ปืนใหญ่ แต่เป็นลำแสงพิเศษสีทองอ่อนชนิดหนึ่ง
“ถึงเวลาแล้ว…” ลู่เซิ่งลุกขึ้นก้าวไปด้านหน้า
ซู่มๆๆ
เขาลากเงาหลงเหลือไปปรากฏที่ประตูโถงใหญ่