ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1091 โลกอันสิ้นหวัง (1)
ลู่เซิ่งสังเกตการณ์และเตรียมตัวเป็นเวลาหลายเดือน
เขาร่วมมือกับอัลโฟเลตติพ่อลูก ฉวยจังหวะที่จักรวรรดิจัดการสภาพของดาวคุมขัง บุกไปที่กองทัพจักรวรรดิ
ครั้งนี้เมล็ดทำลายจิตของเขาได้แสดงผลงานสำคัญ
ดีน ซีล เบเลียน รวมถึงสองขุนพลที่มาสนับสนุน ถูกข้อมูลปลอมล่อให้แบ่งทัพไว้หลายแห่ง จากนั้นก็โดนลู่เซิ่งและอัลโฟเลตติร่วมมือกันตีแตก
ซีลและเบเลียนได้รับบาดเจ็บสาหัสพร้อมกัน ดีนบาดเจ็บหมดสติ ก่อนจะถูกส่งกลับไปรักษาตัวที่ศูนย์รักษากลางของจักรวรรดิ
ในที่สุดการกระทบกระทั่งกันชั่วขณะระหว่างแสงดาวสีครามและจักรวรรดิก็สงบลง
ต่อจากนี้ควรเป็นการปะทะกันระหว่างจักรพรรดิมังกรและคาฟีลาเดีย
เรื่องนี้ลู่เซิ่งไม่ได้ยุ่งด้วย สิ่งที่เขาทำได้เพียงหนึ่งเดียวคือการพาผู้เข้มแข็งที่ตนควบคุมได้ในแสงดาวสีครามออกจากแสงดาวสีครามในตอนนี้ไปตั้งตัวในกาแล็คซีโดดเดี่ยวแ แห่งหนึ่ง และสร้างองค์กรเฉพาะกิจองค์กรหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับอัลโฟเลตติ
ถึงปัจจุบัน สถานการณ์โดยรวมค่อยนับว่าสงบลงแล้ว ลู่เซิ่งเริ่มแผนการครั้งถัดไปของตัวเอง
…
“เตรียมตัวแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งยืนอยู่ในค่ายกลโลหะทรงรีขนาดยักษ์
พลังจิตไร้รูปร่างกระจายจากบนร่างเขาออกไปรอบๆ เหมือนกับคลื่นน้ำ มอบแรงขับอันมหาศาลให้แก่ค่ายกลทั้งค่าย
“เตรียมตัวแล้วครับ ท่านออกเดินทางได้ทุกเวลา แต่ขออภัยที่ผมขอบอกตามตรงว่า ค่ายกลแบบนี้อาจมีวิธีทำให้ท่านไปยังตำแหน่งที่ท่านต้องการได้ แต่สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้น พวกเ เราไม่มีวิธีรับมือ…”
ต่อให้จะถูกเมล็ดทำลายจิตควบคุมไว้ ที่ปรึกษาการวิจัยวิทยาการที่สามแห่งหน่วยวิจัยของแสงดาวสีครามก็ยังเสนอความเห็นของตนเองให้ลู่เซิ่งฟังด้วยความลังเลและกังวล
“ไม่เป็นไร ฉันเตรียมแผนไว้แล้ว” ลู่เซิ่งสวมเกราะสีดำ เกราะที่ใหญ่โตและหนักอึ้งห่อหุ้มร่างเขาไว้อย่างแน่นหนาเหมือนกับหุ่นยนต์
สถานการณ์ของโลกใบนี้มั่นคงชั่วคราว ในเมื่อหาลู่หนิงเจอแล้ว อย่างนั้นเขาก็จำเป็นต้องตามหาครอบครัวคนอื่นๆ ให้เจอโดยเร็ว
ความขัดแย้งระหว่างความว่างเปล่าและการดำรงอยู่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ลู่เซิ่งนึกเชื่อมโยงถึงโลกมารสวรรค์ และโลกใบนี้ในตอนนี้
เขาสัมผัสได้ว่า ความว่างเปล่าค่อยๆ ไต่ขึ้นมาจากเท้าเหมือนกับของเรียวยาวที่เย็นเยียบและเรียบลื่น
พวกมันคิดจะกลบฝังชีวิตทุกชีวิต
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าตนเหลือเวลาไม่มากแล้ว
ในความว่างเปล่ามีสิ่งมีชีวิตว่างเปล่าที่ตนเคยเจอมาก่อน และมีตัวตนอันแข็งแกร่งที่ดูเหมือนจะมีสติปัญญาเป็นปัจเจก เรียกตัวเองว่าราชาโลก
ทั้งยังมีสภาพพิเศษที่ไม่อาจใคร่ครวญและไม่อาจจินตนาการอีกมากมาย
พลังความว่างเปล่าจะทำให้ระเบียบทั้งหมดกลายเป็นความไม่มี
“เริ่มกันเลย…” ลู่เซิ่งได้สติกลับมา สิ่งมีชีวิตความว่างเปล่าก็ดี ราชาโลกก็ดี ตัวตนนอกธารมารดาก็ดี ความจริงแก่นสารของพวกมันไม่ใช่ความว่างเปล่า
พวกมันเป็นเพียงทาสที่ถือกำเนิดจากความว่างเปล่า
การดำรงอยู่เหล่านี้เกิดขึ้นมาก็เพราะ การทำลายล้างคือเงื่อนไขของความว่างเปล่า
เขาตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างกะทันหัน
“ขอให้โชคดีครับ นี่เป็นคำพูดเดียวที่ผมอธิษฐานแทนท่านได้”
ที่ปรึกษาอันดับสามซึ่งเป็นผู้ควบคุมค่ายกลจุติกล่าวเสียงขรึม
“ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่นานฉันก็กลับ” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ร่างกายกำยำดั่งเหล็กกล้าของเขาค่อยๆ จางลง โปร่งใส และหายไปในเกราะที่ห่อหุ้ม
โดยไร้สุ้มไร้เสียง เหมือนกับไม่คงอยู่ในเกราะมาตั้งแต่ต้น
ที่ปรึกษาที่สามมองดูลู่เซิ่งที่หายไปช้าๆ ด้วยความกังวล จนกระทั่งกลางค่ายกลเหลือเกราะขนาดยักษ์ชุดเดียว
“อย่างนั้น ได้แต่อวยพรให้ท่านเท่านี้แล้ว”
…
ลู่เซิ่งแหวกว่ายอยู่ในธารมารดา
สายน้ำสีรุ้งไหลเอื่อยผ่านเขาไป แทรกด้วยก้อนหินและสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กๆ ที่เค้าโครงไม่ชัดบางส่วน
เขาเงยหน้าขึ้นจากน้ำ เห็นว่าบนผิวธารมีวัตถุลอยได้ขนาดเล็กๆ อยู่
นี่เป็นฉากที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
‘ในธารมารดามีวัตถุลอยได้ด้วยเหรอ’ ลู่เซิ่งยื่นมือออกไปหมายจะคว้าของเล็กๆ เหล่านี้ไว้
แต่ด้วยพลังของเขาในตอนนี้กลับไม่อาจคว้าสิ่งของพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย
บุ๋งๆๆ…
ฟองลอยออกมาจากปากและจมูกของเขาขึ้นไปยังผิวธาร
ลู่เซิ่งมองผ่านสายน้ำสีรุ้งไป เห็นผนังด้านในรอบๆ ธารมารดาที่คล้ายแข็งแกร่ง ราวกับมีเงายักษ์มืดครึ้มเลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ พวกมันเกาะติดอยู่ด้านนอกผนังด้านใน พวกนี้เหมือนก กาฝาก รอคอยและจับตาดูอย่างตั้งใจเหมือนกับงูลายเถาวัลย์
‘ก่อนหน้านี้ไม่สังเกตเห็นของพวกนี้เลย ตอนนี้ถึงค่อยค้นพบ น่าอัศจรรย์จริงๆ บางทีพวกมันอาจจะเป็นตัวตนด้านนอกธารมารดาที่ราชาโลกนั่นพูดถึงก็ได้’
ลู่เซิ่งพิจารณาเงาที่ทอดเข้ามาจากด้านนอกผนังด้านใน
ในการรับรู้ของเขา บางทีเงาเหล่านี้อาจจะอยู่ในสภาพนี้ แต่สำหรับการรับรู้ของคนอื่น ของสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนหวาดกลัวกว่าเดิมก็ได้
เขาไม่ใคร่ครวญเรื่องพวกนี้อีก ตามหาครอบครัวให้เจอก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เขาไม่ใช่คนที่ยินดีจะยอมเสียสละตัวเองเพื่อเรื่องยิ่งใหญ่ ไม่ได้ประเสริฐ และไม่ได้ชั่วช้า แต่แค่ต้องการตามหาครอบครัวของตัวเองเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
ครอบครัวของลู่เซิ่ง รวมถึงครอบครัวของตนสมัยอยู่บนโลกใบเดิม
‘พอลองคิดๆ ดู มีชีวิตอยู่มาตั้งนาน เราแค่ถูกผลักให้เดินไปด้านหน้าเท่านั้น’
ลู่เซิ่งถอนใจ มองลมหายใจของตัวเองกลายเป็นฟองอากาศลอยขึ้นไปด้านบน
เขาแหวกว่ายไปด้านหน้าต่อ
ซู่…
เส้นสีดำเล็กๆ เส้นหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือศีรษะของเขาอย่างช้าๆ
“นายท่าน นายท่าน ได้ยินไหม” เสียงของบันไซดังมาจากเส้นสีดำ มุดเข้าหูลู่เซิ่ง
“ได้ยิน” ลู่เซิ่งตอบ “ตอนนี้ข้ากำลังว่ายน้ำอยู่ มีอะไรรีบบอก”
“เจอลู่หนิงแล้วหรือขอรับ” บันไซถาม
“เจอตัวแล้ว แต่ยังพาเขากลับมาไม่ได้ ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งอีกสักระยะ” ลู่เซิ่งตอบ
“ข้าก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับหมีก่วงอิงและคนอื่นๆ ของตระกูลลู่แล้วเหมือนกันขอรับ” บันไซรีบบอก
“หือ ว่ามาซิ” สีหน้าของลู่เซิ่งเปลี่ยนแปลง เขาเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีจากน้ำเสียงของเด็กน้อยนี่
บันไซลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังใช้น้ำเสียงเนิบนาบและแน่วแน่อธิบายว่า
“ข้าคำนวณซ้ำไปซ้ำมามากว่าพันครั้ง ความเป็นจริงของเบาะแสสายนี้เชื่อถือได้ เพียงแต่ ถ้าไม่ใช่หมดวิธีจริงๆ ข้าก็ไม่คิดจะส่งมันให้ท่าน”
“ไม่เป็นไร ส่งมาเลย” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงเรียบ พละกำลัง พลัง และขอบเขตของเขาในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลและเกรงกลัวอะไรอีกแล้ว
“ระวังตัวด้วยนะขอรับ” เสียงค่อยๆ เงียบลง
ไม่นานนัก ลู่เซิ่งก็รู้สึกว่ามีข้อมูล ภาพวาด เสียง และตัวหนังสือถูกส่งเข้ามาในสมองของตัวเองผ่านเส้นสีดำ
เขาปลดกลไกป้องกันตัวเองออกพร้อมสัมผัสการไหลบ่าของความทรงจำพวกนี้
แต่ความสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เขาคิดไว้ตอนแรก
ลู่เซิ่งลดความเร็วในการว่ายลง พลางแยกแยะข้อมูลในสมองอย่างละเอียด ทั้งยังเชื่อมต่อมันกับประสบการณ์ที่ตนเคยเจอมาก่อนหน้า
ทว่าน่าเสียดาย…
เขาไม่เคยไปยังตำแหน่งที่ข้อมูลแสดงให้เห็นมาก่อน
“มีแรงดึงดูดที่ไม่รู้จักชื่อชนิดหนึ่ง จะต้องมีแน่” บันไซกล่าวอย่างมั่นใจ “ในโลกส่วนใหญ่ท่ามกลางโลกที่คำนวณออกมาได้ เป็นโลกระดับพลังงานสุดยอดที่ตึงมือมาก โลกที่แข็งแกร ร่งพวกนี้ ต่อให้พวกเราใส่แหล่งพลังงานไปเท่าไหร่ ก็ไม่อาจวิเคราะห์ได้”
“อาศัยแค่พลังในกระแสวังวนมิติเวลา ครอบครัวของท่านไม่น่าจะเข้าไปในโลกแบบนี้ได้เลย” บันไซกล่าวเสียงจริงจัง
ลู่เซิ่งนิ่งไปเล็กน้อย
“เจ้ารีบตรวจสอบให้เร็วที่สุดว่าอะไรทำให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้ขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
บันไซทราบความหมายของเขา
“พันธมิตรดาวและสัตว์โบราณสงบศึกกันอย่างสมบูรณ์ พวกเขายังมีพันธมิตรในที่ลับอีก ข้าไม่เข้าใจเลยว่าสองขุมกำลังที่มีความแค้นใหญ่ขนาดนี้ถึงกับร่วมมือกันเพราะเหตุผลบางอย่าง ง ข้าว่าการร่วมมือนี้จะต้องเกิดขึ้นเพราะขุมกำลังภายนอกที่ใหญ่กว่าแน่นอน ตอนนี้ข้ากำลังรีบตรวจสอบผ่านช่องทางอยู่”
“เร่งมือเข้า เน้นที่รากแห่งความเจ็บปวด ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดีนัก” ลู่เซิ่งเว้นเล็กน้อย “ข้าจะให้พิกัดหนึ่งกับเจ้า เจ้ารีบติดต่อทางนั้นให้เร็วที่สุด” เขารีบส่งพิกัดของโลก ที่โถงเก้าชิตอยู่ไปให้
ถ้าผู้เข้มแข็งของโลกระดับพลังงานสุดยอดจุติไปยังโลกระดับต่ำ พลังไม่แน่ว่าจะเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ไม่มีทางลดลงมากเกินไป
อย่างไรก็ไม่ใช่ว่าโลกทุกใบจะมีกลไกลดพลังงาน อย่างมากสุดก็ไม่สามารถใช้พลังได้อย่างสมบูรณ์เพราะกฎบกพร่องเท่านั้น
“รับทราบ!” พอบันไซได้ยินก็รู้ทันทีว่านายท่านสร้างขุมกำลังใหญ่ไว้ในโลกใบใดใบหนึ่งขึ้นอีกครั้ง
เขารับขุมกำลังแบบนี้มาแล้วหลายรอบ เป็นเพราะพวกเขาต่างมีจุดร่วม ดังนั้นจึงหลอมรวมกันได้อย่างสบายๆ
สมาคมวิจัยความประหลาดลี้ลับแยกตัวจากขุมกำลังพวกนี้ ตั้งตัวเป็นเอกเทศ แต่ก็เชื่อมต่อกับขุมกำลังทั้งหมดเหมือนปลาหมึก
“ตอนนี้ข้าจะส่งทิศทางการคำนวณที่ชัดเจนให้ท่าน ตำแหน่งนั่นอยู่ไกลอยู่บ้าง อีกทั้งอุปสรรคที่จะเจอตอนเข้าไปอาจมีจำนวนมากกว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะส่งผลต่อการส่งสัญญาณ ถึ งเวลานั้นท่านได้แต่พึ่งตัวเองแล้ว” บันไซอธิบายไว้ก่อน
“ได้ เริ่มเลย” ลู่เซิ่งผุดสีหน้าสงบนิ่ง มาถึงตอนนี้ โลกที่เขาเคยพบมาไม่ทราบมีอยู่กี่ใบ
ยังมีสิ่งไหนที่มีค่าทำให้เขาตื่นเต้นอีกเหรอ
“รับทราบ”
…
ถังเอินตื่นจากห้วงความฝัน
ประตูไม้สีเหลืองอ่อนและพื้นสีแดงเข้มถูกย้อมเป็นสีสันสบายตา
เขานวดศีรษะที่ปวดเล็กน้อย นั่งตัวตรงแล้วกวาดตามองรอบๆ
บนตัวยังสวมสูทสีเทาและเชิ้ตสีขาวที่เป็นระเบียบ สูทสีเทายับเล็กน้อยเพราะนอนหลับ
ข้างๆ มือคือยันต์ป้องกันตัวที่เหมือนกับปมเชือก นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่อาหยินมอบให้เขา
กลิ่นหอมของแกงเนื้ออันอ่อนจางกระจายอยู่ในอากาศ
ถังเอินลุกขึ้น ขยับมือขวาที่ชาเพราะนอนทับนาน
เอี๊ยด
เขาผลักประตูไม้เปิด เดินเท้าเปล่าออกไป ก้าวไปตามพื้นระเบียงไม้ทีละก้าวๆ
ไม่นานเขาก็เดินไปถึงปลายระเบียง หยุดยืนอยู่ที่ประตูห้องครัวทางขวามือ
มองดูแม่ที่กำลังทำกับข้าวด้านใน
“หิวแล้วเหรอ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” แม่หันหลังให้เขา ส่งเสียงอ่อนโยน ตามมาด้วยเสียงน้ำที่กำลังเดือด ยังมีเสียงหั่นผักดังฉับๆ
เสียงมากมายผสมผสานกัน ชวนให้นึกถึงความรู้สึกสงบที่มีจังหวะจะโคน
ถังเอินผุดสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องครัวเงียบๆ
เขาเดินเข้าไปในประตูด้านตรงข้ามห้องครัว เข้าไปในห้องรับแขก หยิบน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งออกมาจากในตู้เย็น เปิดกระป๋องเบาๆ จากนั้นก็นั่งลงรอคอยบนโซฟาเงียบๆ
ขณะดื่มเครื่องดื่ม เขาก็รู้สึกง่วงอยู่บ้าง จึงถือโอกาสหลับตาพักผ่อน
ในชั่วขณะที่เลือนราง ถังเอินรู้สึกว่ามีคนเข้ามาในโถงรับแขก อีกฝ่ายเหมือนยืนมองตนอยู่ที่ประตูเงียบๆ
ไม่ส่งเสียง และไม่ขยับเขยื้อน
นี่ทำให้เขาขนลุกเล็กน้อย
เขารีบลืมตาขึ้น แต่สิ่งที่เห็น กลับเป็นกับข้าวสองอย่างและแกงหนึ่งอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยตรงหน้า