ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1093 ความผิดปกติ (1)
“เฮ้ ตื่นสิ ตื่น”
ลู่เซิ่งตบหน้าเด็กหนุ่มหลายที ศีรษะของอีกฝ่ายสะบัดไปมา แต่ก็ยังไม่ฟื้น
เขาทดลองใช้กลเม็ดสำหรับปลุกคนอีกหลายวิธี แต่ก็ไร้ประโยชน์
“ยุ่งล่ะ”
ลู่เซิ่งมองซ้ายมองขวาขณะประคองร่างเด็กหนุ่ม
ที่ว่างหน้าลิฟท์และบนบันไดที่ว่างเปล่าใกล้ๆ ไม่มีเสียงอะไรเลย
ลมพัดแผ่ว ขับความเงียบสงัดให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ที่นี่เหมือนไม่มีใครอื่นอีกนอกจากตัวเองและไอ้หนูคนนี้
ลู่เซิ่งหันไปมองลิฟท์ สองมือลากเด็กหนุ่มเข้าไปในบันได จากนั้นก็เดินออกจากปากบันได
แสงอาทิตย์ด้านนอกมืดสลัว สาดส่องออกมาจากหลังชั้นเมฆอย่างเลือนราง ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นใดๆ
ขยะชิ้นเล็กๆ ในเขตอันโล่งกว้างถูกลมพัดกระจาย
“สถานที่แห่งนี้…” ลู่เซิ่งรู้สึกพิกลอยู่บ้าง แต่เขาเคยไปยังโลกแปลกประหลาดมามากมาย จึงไม่สนใจความผิดปกติเล็กๆ นี้
“ขอดูความทรงจำในร่างนี้หน่อยเถอะ”
เขาหาสถานที่ที่ไม่มีแสง วางเด็กหนุ่มพิงกับมุมกำแพง ตัวเองนั่งขัดสมาธิลง
‘ไหนดูหน่อยซิ…’
ลู่เซิ่งใช้จิตปกคลุมส่วนลึกของสมอง ขุดความทรงจำที่เป็นของร่างกายร่างนี้ออกมาทีละนิดๆ
‘โทมัส จอห์นนี’
นี่คือชื่อของเจ้าของร่างคนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากโลกใบอื่นก็คือ ร่างกายร่างนี้ไม่ใช่ร่างจุติของลู่เซิ่งในโลกใบนี้
นี่เป็นร่างทั่วไปที่ไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ กับเขา
เขาเพียงแค่จุติเข้ามาในร่างหนุ่มร่างนี้ด้วยความบังเอิญ
นั่นคือทั้งหมด
‘ไหนดูหน่อย โทมัส จอห์นนี อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัย บ้านอยู่ที่ซิลเวสซึ่งอยู่ไกลจากที่นี่มาก เช่าห้องอยู่ที่นี่ชั่วคราว…’
ลู่เซิ่งพลิกดูความทรงจำของโทมัส แต่ไม่เจอของมีค่า
ทว่าสิ่งที่สร้างความแปลกใจให้เขามากก็คือ ก่อนที่เขาจะจุติลงมา ความทรงจำของโทมัสเหมือนจะหยุดนิ่งในวันหนึ่งที่ผ่านมานานมากๆ แล้ว
ราวกับความทรงจำขาดตอน ในความทรงจำของเขาไม่มีฉากที่รกร้างและเงียบสงัดเหมือนตอนนี้
หลังดูดซับความทรงจำตลอดยี่สิบปีของโทมัสเสร็จ ลู่เซิ่งก็พักผ่อนเล็กน้อย แล้วเริ่มปรับปรุงสภาพร่างกาย เริ่มตรวจสอบร่างร่างนี้
‘ดูเหมือนร่างกายจะแข็งแรงดี แต่ก็มีแค่กล้ามเนื้อใหญ่บางส่วนเท่านั้นที่มีกล้ามเนื้อ กลุ่มกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่สำคัญหลายกลุ่มไม่ได้รับการฝึกฝน ดูเหมือนก่อนหน้านี้เจ้านี่จะออกกำล ลังเพื่ออยากทำให้ตัวเองดูดีเท่านั้น’ ลู่เซิ่งวิเคราะห์อย่างแม่นยำ
แต่จากนั้นเขาก็กังวลเล็กน้อย
ที่นี่เป็นโลกระดับพลังงานสูงเหมือนกัน อีกทั้งกฎของโลกยังมีความเข้มข้นสูงมาก แตกต่างจากโลกใบก่อนหลายสิบเท่าตัว
ผลลัพธ์แบบนี้ทำให้พลังสะกดของกฎเกณฑ์แข็งแกร่งถึงขั้นอลังการ
พลังของร่างหลัก นอกจากพลังหล่อเลี้ยงเล็กๆ แล้ว ก็ใช้อย่างอื่นไม่ได้อีก อย่างน้อยจำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งปีปรับตัวกับกฎเกณฑ์นี้
“หมายความว่า หนึ่งปีนี้แทบจะต้องพึ่งตัวเองหมดเลยน่ะสิ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญในใจ
“อือ…” เด็กหนุ่มที่เวลานี้อยู่ตรงมุมกำแพงส่งเสียงครางเบาๆ
“ตื่นแล้วเหรอ” ลู่เซิ่งหยุดคิดแล้วมองไป
ถังเอินเริ่มหายมึน ลืมตาขึ้น สมองยังสับสนเล็กน้อย “คุณ…!” ทันใดนั้นเขาก็ยันตัวขึ้นนั่ง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายสั่นเทิ้ม ก่อนจะวิ่งหนีในสภาพล้มลุกคลุกคลาน
“หนีทำไม” ลู่เซิ่งคว้าแขนเขาแล้วกดอีกฝ่ายนั่งกับพื้น
“คุณ…คุณเป็นมนุษย์นี่!?” พอได้ยินเสียง ถังเอินก็ตัวแข็ง ได้สติทันที
เขาหันไปพิจารณาลู่เซิ่งอย่างละเอียด เหมือนนักเดินทางที่เดินอยู่ในทะเลทรายมานานได้เห็นบ่อน้ำที่เย็นฉ่ำตอนที่กระหายถึงขีดสุด
ความลิงโลดที่บังเกิดอย่างกะทันหันนั้นทำให้ลู่เซิ่งงุนงงเล็กน้อย
“ฉันเป็นมนุษย์อยู่แล้ว คำถามนี้นายถามมาสองรอบแล้วนะ” ลู่เซิ่งตอบ
ถังเอินได้รับคำตอบยืนยัน มองดูการเคลื่อนไหวและเสียงที่เป็นของมนุษย์บนตัวลู่เซิ่งอีกรอบ
เขาอึ้งไปพักหนึ่ง ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ความกดดันและสิ้นหวังที่สะสมมาตลอดหกปีระเบิดออกมาเหมือนเขื่อนแตกทันที
“ฮือ…”
เขาปิดปากปิดจมูก แต่น้ำตาและน้ำมูกก็ยังไหลลงมาเป็นสายโดยไม่อาจหยุดยั้ง
ลู่เซิ่งสับสนเล็กน้อย แต่ก็รอให้เขาระบายความรู้สึกของตัวเองอยู่เงียบๆ
เสียงร้องไห้ที่เหมือนการระบายดำเนินอยู่ครึ่งชั่วโมงจึงค่อยๆ เบาลง
ลู่เซิ่งนั่งลงด้านข้าง รออย่างอดทนให้เด็กหนุ่มสงบสติอารมณ์ เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำมูกน้ำตา ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งไปให้
“ประหยัดหน่อย มีแค่แผ่นเดียว”
ถังเอินชะงัก รับกระดาษมาเช็ดหน้าอย่างเปะปะ
“คุณมาตามหาจุดรวมพลเหรอครับ”
เขาร้องไห้เสียงแหบ แต่น้ำเสียงและจิตใจกลับสงบลงมาก
“ที่รวมตัวอะไรกัน” ลู่เซิ่งไม่เข้าใจ “ฉันอาศัยอยู่ที่ชั้นสองของตึกนี้มาตลอด” เขาชี้ตึกที่ถังเอินอยู่ กล่าวเสียงแผ่ว
“ชั้นสองหรือ!?” ถังเอินตกใจ เขาอยู่ที่ชั้นสี่มานานหลายปี แต่ไม่เคยเห็นพี่ชายคนนี้มาก่อน
“ไปเถอะ หาที่นั่งคุยกันดีๆ พวกเราจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนสถานการณ์กัน”
ร่างกายของลู่เซิ่งเพิ่งจะตื่นขึ้นจากความทรงจำ ข้อสงสัยที่เขาต้องการคำตอบยังมีมากมาย
“ครับ!” ถังเอินพยักหน้าอย่างจริงจัง
…
ด้านในคาเฟ่ร้างแห่งหนึ่ง
ลู่เซิ่งและถังเอินนั่งหันหน้าเข้าหากัน โต๊ะและเก้าอี้ในคาเฟ่ล้มกระจัดกระจาย บางส่วนถึงขั้นแตกหักโค้งงอ
“หลังจากภัยพิบัติใหญ่เมื่อหกปีก่อน โลกก็เปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์” ถังเอินก้มหน้าถอนใจ
“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่า พอตื่นมา คนรอบๆ ตัวก็หายไปหมดแล้ว”
ถังเอินเอ่ยเสียงทุ้ม
“ทุกคนเลย คุณจินตนาการออกไหม พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนๆ ในโรงเรียนที่เมื่อวานยังคุยกับคุณอยู่….ทุกๆ คน…ต่างก็หายสาบสูญ”
เพียงแต่ บางครั้งบางคราว ก็จะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอยู่บ้าง เจ้าพวกนั้น…เจ้าพวกนั้น พวกมัน…จะโผล่มาเป็นบางครั้ง ทำเรื่องเดิมๆ เหมือนกับในอดีต แต่ถ้าคุณคิดว่าเขาไม่ มีอันตราย…นั่นก็เป็นความผิดมหันต์…”
“เจ้าพวกไหน” ลู่เซิ่งย่นคิ้ว ตอนนี้ร่างกายร่างนี้เป็นเพียงคนธรรมดา เขาไม่อยากเจอสัตว์ประหลาดที่เป็นตัวปัญหา
“คุณยังไม่เคยเจอเหรอครับ” ถังเอินสงสัย
“ใช่ ฉันซ่อนตัวอยู่ในบ้านมาโดยตลอด ในบ้านมีเสบียงอยู่เยอะ เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งกินหมดเลยจำเป็นต้องออกมา…” ลู่เซิ่งหาข้ออ้าง
คิดไม่ถึงว่าเหตุผลที่แม้แต่เขายังเชื่อไม่ลงนี้กลับทำให้ถังเอินเชื่อทันที
เด็กหนุ่มพยักหน้า
“ถูกแล้ว…เป็นตัวเลือกที่ฉลาดมาก คนที่ดูเหมือนยังมีชีวิตพวกนั้น ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไหร่ อย่าไปยุ่งกับพวกมัน ไม่อย่างนั้น…คุณมีปัญหาแน่…”
“ปัญหาแบบไหนกัน” ลู่เซิ่งถามต่อ
ถังเอินหอบหายใจ เหมือนไม่อยากนึกถึงประสบการณ์ในอดีต
เขาเอามือปิดหน้าพร้อมกับหายใจลึกๆ
ผ่านไปสักพัก เขาจึงค่อยสงบลง
“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นโผล่มาจากไหน พวกมันเหมือนกับครอบครัวและเพื่อนๆ ของเรา แต่ผมรู้สึกและแยกแยะได้ว่า พวกมัน…ไม่ใช่มนุษย์!”
ดวงตาของเขาฉายแววดิ้นรนที่น่าตกใจ ต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็ยังตกใจเพราะความคลุ้มคลั่งในดวงตาของเด็กหนุ่ม
นั่นเป็นความหวาดกลัวที่พร้อมจะพังทลายได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นความบ้าคลั่งที่กำลังจะแหลกสลาย
“ใจเย็นหน่อย เฮ้ ใจเย็นๆ ไม่ต้องตื่นเต้น!” ลู่เซิ่งรีบกดไหล่ถังเอินไว้ เขารู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังสั่นและหวาดกลัว
สายตาของเขาตึงเครียดถึงขีดสุด
ถังเอินเนื้อตัวเดี่ยวเกร็งเดี๋ยวสั่น อยู่ในสภาพนี้เกือบสิบกว่านาทีจึงค่อยๆ สงบลง
“ขอบคุณครับ!” เขาก้มหน้าลง กล่าวกับลู่เซิ่งด้วยความจริงใจ
“ขอบคุณที่คุณ…ยังมีชีวิต...และโผล่มาด้านหน้าผม”
ลู่เซิ่งส่ายหน้าแล้วยื่นมือไปตบไหล่ถังเอิน
“นายต้องพักผ่อน”
“ผมก็รู้สึกอย่างงั้น” ถังเอินกล่าวเสียงแหบ
ทั้งสองเงียบไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นก็มีเสียงน้ำดังมาจากในห้องครัวด้านหลังโถงคาเฟ่
จากนั้นก็เป็นเสียงเครื่องครัว และเสียงมีดส้อมชนกัน
ราวกับมีใครกำลังล้างเครื่องครัวของที่นี่อยู่ตรงก๊อกน้ำ
ถังเอินสีหน้าแข็งทื่อ ไม่ได้ขยับเขยื้อน
ลู่เซิ่งมองเขา ไม่ได้ขยับตัวเช่นกัน
“อยากไปดูด้วยตาตัวเองไหม ไอ้พวกนั้น…” เด็กหนุ่มกดเสียง กล่าวอย่างสั่นๆ เล็กน้อย
ลู่เซิ่งพยักหน้า แม้เขาจะเพิ่งจุติมาในร่างกายร่างนี้ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ของที่นี่ดีนัก ตอนนี้ไปสัมผัสได้พอดีว่าอะไรที่ทำให้ถังเอินกลัวนักกลัวหนา
ถังเอินใช้สองมือนวดใบหน้า ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น
ลู่เซิ่งเดินตามเขาไปยังประตูห้องครัวด้านหลังอย่างเงียบเชียบ แล้วมองไปด้านใน
คาเฟ่แห่งนี้เป็นร้านเบเกอรีในตัว ประตูของครัวหลังสร้างจากกระจก จึงมองเข้าไปเห็นทุกๆ การเคลื่อนไหวและสภาพความสะอาดด้านในได้อย่างชัดเจน
นี่เป็นประตูกระจกที่ให้ลูกค้ามองดูพ่อครัวแม่ครัวทำงานได้อย่างสะดวก
เวลานี้ทั้งสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตูกระจก มองผ่านประตูที่อ้าครึ่งหนึ่งเข้าไปเห็นก๊อกน้ำถูกเปิด
ชายร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดพ่อครัวคนหนึ่งยืนหันหลังให้พวกเขาอยู่หน้าก๊อกน้ำ ไม่ขยับเขยื้อน
พ่อครัวคนนี้ก้มมองน้ำไหลออกมาจากหัวก๊อกอย่างเงียบๆ ราวกับเหม่อลอย
“อย่าคิดจะไปดูหน้าพวกมัน เป็นเพราะไม่ว่าจะเป็นตอนไหน คุณก็ไม่มีทางเห็นใบหน้าพวกมันได้ แต่เกิดคุณเห็นหน้าพวกมันเข้าในวันใดวันหนึ่ง ให้รีบหลับตาทันที!”
ถังเอินอาศัยการอำพรางจากเสียงน้ำพูดกระซิบ
เขาลากลู่เซิ่งออกจากโถงคาเฟ่อย่างเงียบเชียบขณะพูด
“ทำไมกัน” ลู่เซิ่งถามอย่างไม่เข้าใจ การถามคำถามอย่างไม่กลัวอายเป็นหนึ่งในหลักการที่เขาถนัดที่สุด
“ผมก็ไม่รู้…” ถังเอินเดินไปตามถนนอย่างช้าๆ “หนึ่งปีหลังเกิดภัยพิบัติใหญ่ ผมเคยเจอคนปกติคนหนึ่ง”
“เขาบอกนายเหรอ”
“…เปล่าครับ”
ถังเอินนิ่งไป
“อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็บอกผมว่า เขาเห็นใบหน้าของมัน…”
พูดจบ เด็กหนุ่มก็ไม่พูดอะไรอีก เงียบเสียงอีกครั้ง
ลู่เซิ่งนึกว่าเขากำลังจัดระเบียบความคิด กลับนึกไม่ถึงว่ารออยู่นานก็ไม่มีคำพูดตามมา
“จากนั้นล่ะ” เขาซักอีก
“ไม่มีจากนั้น” ถังเอินตอบ “เช้าตรู่วันต่อมา ผมก็เห็นเขาออกจากห้องนอน เรียกก็ไม่หัน จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่เคยเห็นเขาอีก”
ลู่เซิ่งนิ่วหน้า
“ติดเชื้องั้นเหรอ เหมือนไวรัสรึเปล่า”
“ไม่รู้สิครับ…อาจเป็นไปได้…” ถังเอินเศร้าใจ