ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1099 รักษา (1)
“เหะ…เหะๆๆ…”
ชายวัยกลางคนเหมือนได้ยินเสียงคนด้านหลังแล้ว
เขาหยุดเคลื่อนไหว ค่อยๆ หันกลับมาขณะโก่งหลัง เผยให้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแสนชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยเมือกเหนียว
“สวัสดีทุกท่าน” เสียงของเขาเป็นมิตร เหมือนกับเป็นศาสตราจารย์แก่ๆ ที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสำนักงานภายใต้ดวงอาทิตย์สนธยา วางหนังสือลงและทักทายกับคนอื่นอย่างจริงจั ง
“แกบ้าไปแล้วเหรอวอลล์!? ” ลั่วหลันถอยหลังสองก้าวด้วยสีหน้าตกใจ พร้อมกับหยิบปืนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“ครั้งก่อนที่ฉันมายังไม่เป็นแบบนี้นี่!” ลั่วเฟยพูดอย่างระวังตัว “ครั้งก่อนที่ฉันมาแลกเปลี่ยน รู้สึกแค่ว่าสภาพจิตใจของวอลล์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนี้ดูเหมือน...”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมองคนสี่คนที่เหลือ คนที่นอนอยู่บนพื้นมีหลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็แค่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ตุ่มหนองขึ้นเต็มตัวพวกเขาเหมือนองุ่น สีหน้าเจ็บปวดทรมาน
คนพวกนี้ขยับตัวยังทำไม่ได้ น่าจะใกล้เสียชีวิตแล้ว
“พวกคุณ ก็มารับการรักษาของผมเหมือนกันเหรอ” ชายวัยกลางคนบนพื้นค่อยๆ ลุกขึ้น จัดเนคไทสีดำที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ระวังตัวด้วย มันผิดปกติอยู่บ้าง คนคนเดียวล้มคนมากมายขนาดนี้ได้ ต่อให้จะลอบกัด คนธรรมดาก็ยากจะทำได้” ถังเอินปลดเซฟตี้ปืนอย่างเงอะๆ งะๆ
“ผมไม่มีเจตนาร้าย” วอลล์แบมือ “ผมก็แค่สร้างวิธีการง่ายๆ ในการยกระดับระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น”
“เสริมภูมิคุ้มกันหรือ” ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนกันว่าคนคนนี้ผิดปกติอยู่บ้าง พวกคนที่อยู่บนพื้นมีสิบกว่าคน นอนนิ่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนคนเดียวจะทำได้ อย่างสบายๆ
“แน่นอน พวกคุณอยากจะลองดูไหมล่ะ” พอวอลล์เดินออกมาด้านหน้าก้าวหนึ่ง ทุกคนค่อยเห็นชัดว่า เสื้อที่เขาสวมใส่มีทั้งคราบเลือดและคราบสกปรกผสมกัน
“ผมพบทางลัดที่มุ่งสู่ความหวังจากความมืดมิด…นั่นก็คือ…วิธีกำจัดเชื้อโรค”
ทันใดนั้นด้านหน้าทุกคนก็พร่ามัว
วอลล์หายไปต่อหน้าต่อตาทุกคนทันที
เปรี้ยง!
ไม่รอเขาตอบสนอง ลู่เซิ่งก็พุ่งไปทางขวาด้วยความเร็วสูง แล้วต่อสู้กับร่างสีเทาอย่างบ้าคลั่ง
ทั้งสองระดมเท้าหมัดใส่กัน ว่องไวอย่างน่าเหลือเชื่อ พวกถังเอินมองไม่เห็นแม้แต่เงาหมัด
ทันใดนั้นลู่เซิ่งก็คลายมือ เอียงตัวไปด้านหน้า กระแทกอีกฝ่ายออกไป
“ไปจากที่นี่!” เขาตะโกน
พวกถังเอินอึ้งสักพัก จากนั้นก็เห็นลู่เซิ่งหมุนตัวกระโจนเข้าใส่ร่างสีเทาที่โจมตีมาใหม่อีกครั้ง
“หนี!”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?” ลั่วเฟยถูกน้องสาวประคองออกจากร้าน ถังเอินตามไปติดๆ พร้อมหันไปมองทางที่เสียงต่อสู้ดังมาเป็นระยะ
แม้ว่าจะมีตู้เย็นสูงเท่าคนบังอยู่ แต่ว่าถังเอินและคนอื่นๆ ก็ยังคงรู้สึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ประทุขึ้นจากการต่อสู้
ทั้งสามช่วยเหลือกันออกจากประตูร้านชั้นสองอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งปัดกำปั้นที่วอลล์ฟาดไปมา ความเร็วและพละกำลังของอีกฝ่ายอยู่ในระดับสูงสุด แต่ไม่มีกระบวนท่า แสดงให้เห็นว่าไม่เคยเรียนวิชาต่อสู้มาก่อน
เปรี้ยงๆๆๆ!
วอลล์น้ำลายหยดลงมาจากคางขณะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เมือกที่ผิดปกติหลายสายซึมออกมาจากผิวหนัง
จุดบนผิวที่เป็นแผลใกล้จะเน่าหลายรอยงอกออกมาบนแขนสองข้าง ดูน่าขยะแขยงกว่าเดิม
‘ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือพละกำลังล้วนเหนือกว่าเรา พลังนี้มัน…’
ลู่เซิ่งหลบอีกครั้ง ผนังโกดังด้านหลังถูกวอลล์กระชากออกมาแถบหนึ่ง
เขาใช้สองมือโจมตีจุดสำคัญของอีกฝ่ายด้วยความเร็วสูง ทำให้การโจมตีของวอลล์พลาดด้วยความว่องไว
“ฉันหายดีแล้ว! ปลอดภัยแล้ว! ฮ่าๆๆๆ!” วอลล์หัวเราะอย่างวิกลจริต ฟาดสองมืออย่างทรงพลังและรวดเร็ว
หากบอกว่าความเร็วก่อนหน้านี้เป็นขีดจำกัดของคนธรรมดา ยังพอจะรับมือได้ อย่างนั้นระดับในตอนนี้ก็ไปถึงขอบเขตที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว
‘ดูเหมือน จะเกิดปัญหาจริงๆ ด้วย’ ลู่เซิ่งกระโดดถอยหลัง ถือโอกาสหยิบขวานดับเพลิงจากบนผนังมาถือไว้ จากนั้นก็จามใส่ทิศทางที่วอลล์พุ่งมา
ตึง!
ใบขวานฟันใส่แขนขวาของวอล์ ละอองเลือดและของเหลวกระจายออกมา
วอลล์กลับชักแขนขวากลับไป เหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวด น้ำลายไหลหยดออกมาขณะคำราม พร้อมฟันแขนซ้ายใส่ทรวงอกของลู่เซิ่ง
“ฉันคือคนแข็งแกร่ง! ฉันต่างหาก!”
ลู่เซิ่งถอยหลังก้าวหนึ่ง ขยับด้ามขวานดับเพลิงป้องกันแขนซ้ายของวอลล์
จากนั้นเขาก็ถีบใส่ท้องอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วง
เปรี้ยง!
วอลล์ถูกถีบล้มหงายลงกับพื้น
ลู่เซิ่งคว้าโอกาสนี้จามขวานลงไปอีกที
ฉัวะ!
คมขวานฝังลึกเข้าไปในลำคอด้านขวาของวอลล์
ทว่าศาสตราจารย์ชรากลับเหมือนไร้ความรู้สึก คว้าแขนใส่ลู่เซิ่งอย่างคลุ้มคลั่ง
เลือดและของเหลวมากมายทะลักออกจากคอของเขา เปรอะเปื้อนเต็มพื้น
ลู่เซิ่งหลบการข่วน จากนั้นก็กระทืบตามอีกรอบ พร้อมถอนขวานออกมาจากบนร่างวอลล์
“ฮ่าๆ…ฮ่าๆๆ!” วอลล์พุ่งล้มลงกับพื้น หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ศีรษะเอียงกะเท่เร่เพราะคอรับน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไป ไร้สติสตังราวกับคนป่วยโรคจิต
แต่ลู่เซิ่งรู้ว่าเขาอันตรายกว่าคนโรคจิตมาก
ลู่เซิ่งที่ถือขวานมองดูวอลล์ที่สูญเสียการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา
ฟ้าว!
ทันใดนั้นเขาก็หลบโดยเอียงตัวกลิ้งไปบนพื้นรอบหนึ่ง
ร่างสีเทาโผพุ่งผ่านตำแหน่งเดิมของเขาไปชนใส่พื้นนอกโกดัง ส่งเสียงทึบผสมเสียงเหนียวเหนอะ
วอลล์นั่นเอง
หัวครึ่งซีกของเขาแขวนอยู่บนคอ ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มลิงโลดคลุ้มคลั่ง กำลังคลานขึ้นจากพื้น พุ่งโซเซมาทางลู่เซิ่ง
“กลายพันธุ์ไปแล้วสินะ!” ลู่เซิ่งถอนใจก่อนจะเงื้อขวานในมือขึ้น
“งั้นก็มาอีกรอบ!”
…
ที่ชั้น 1
ถังเอินประคองลั่วเฟย ลั่วหลันติดตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสามคนเร่งฝีเท้าลงไปตามบันไดเลื่อนที่หยุดสนิท
“ฉันจอดรถไว้ด้านนอก พวกเรารีบออกไป!” ถังเอินบอก
“แล้วคนคนนั้นล่ะ! จะทิ้งเขาไว้ที่นี่เหรอ” ลั่วหลันถาม
“ไม่แน่นอน! ฉันจะกลับไป! พวกเธอไปก่อนเลย!” ถังเอินรีบสั่ง “คนเยอะรังแต่จะอันตราย! ฉันมีปืน!”
“นายไม่ไหวหรอก ให้ฉัน…” ลั่วเฟยยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าก็แปรเปลี่ยน กระโดดชนถังเอินไปอีกทาง
ตูม ทั้งสองคนกลิ้งออกจากตำแหน่งเดิม
ฟ้าว!
ในเวลาเดียวกันก็มีร่างสีเทาร่างหนึ่งพุ่งผ่านที่ที่สองคนยืนอยู่ก่อนหน้านี้
นั่นเป็นผู้หญิงร่างสูงโปร่งที่มอมแมมคนหนึ่ง
เธอสวมรองเท้าส้นสูงที่ส้นหักไปแล้ว เดินกะโผลกกะเผลก ส่งเสียงหายใจถี่กระชั้นและบาดหูเหมือนกับสุนัข กลิ่นเหม็นฉุนกระจายออกมาจากบนตัว เหมือนกับผสมกลิ่นเน่าๆ หลายกลิ่นจากใ ในท่อน้ำใต้ดิน
สิ่งที่เธอใช้โจมตีคือสองมือของเธอ
ปังๆๆ!
ลั่วหลันตอบสนองอย่างว่องไว ยกปืนขึ้นยิงใส่ทันที
กระสุนถูกยิงใส่ทรวงอกและใบหน้าของหญิงสาวจนเลือดเนื้อเลอะเลือน
แต่แทนที่อีกฝ่ายจะถอยกลับรุกเข้าใส่ คำรามพร้อมกระโจนเข้าหาคนทั้งสาม
“หนี!” ลั่วหลันตะโกน ก่อนหมุนตัวเผ่นทันที
ลั่วเฟยและถังเอินลุกขึ้นหนีไปอีกทาง
ทั้งสามขวัญหนีดีฝ่อ แม้แต่ปืนก็ลืมใช้ คอยหลบการโจมตีของผู้หญิงคนนั้นอย่างทุลักทุเล ไม่นานนักก็แยกย้ายกันหนี
ถังเอินลากลั่วเฟยเข้าไปหลบในร้านขายเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยชุดกระโปรงยาว อาศัยเสื้อผ้าที่แขวนเต็มราวบดบังสายตาของผู้หญิงคนนั้น
ทั้งสองไม่กล้าขยับตัว นั่งซ่อนอยู่หลังเสื้อผ้าตัวหนึ่ง
เพล้ง!
มีเสียงแตกที่บาดหูดังมาแต่ไกล
คล้ายมีอะไรบางอย่างถูกทุบทำลาย
ผู้หญิงประหลาดที่ไล่ตามเขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังต้นเสียง
“รีบไปเร็ว!” ถังเอินลากลั่วเฟยย้ายไปยังมุมมืดที่อยู่ไกลออกไป
“ก่อนหน้านี้ที่นี่ไม่เห็นมีปัญหาเยอะขนาดนี้เลย!” ลั่วเฟยกล่าวเสียงทุ้มขณะหอบหายใจ “ทำไมจู่ๆ ถึงเหมือนโผล่มาพร้อมกันหมดล่ะ”
“คุณถามผมแล้วผมถามใคร คุณออกไปก่อน ผมจะไปหาเพื่อนผม!” ถังเอินพาลั่วเฟยไปถึงมุมหนึ่ง ใกล้ๆ มีเส้นทางปลอดภัยเส้นหนึ่ง กรอบประตูที่อยู่ด้านบนมีไฟสัญญาณสีแดง
“ที่นี่น่าจะใช้ออกไปได้ คุณระวังตัวด้วย ผมจะกลับไป!” เขาผลักลั่วเฟยโดยไม่พูดอะไรมาก จากนั้นก็หมุนตัววิ่งเหยาะๆ ไปยังบันไดเลื่อนขึ้นชั้นสอง
ลั่วเฟยยังไม่ทันตอบสนอง ก็ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าที่ออกห่างไป
เธอโตมาขนาดนี้ ไม่เคยโดนใครดูถูกขนาดนี้มาก่อน นับตั้งแต่กลับจากการฝึกทหาร เธอกับน้องสาวก็ใช้ชีวิตเหมือนตัวเองเป็นผู้ชายมาโดยตลอด
การถูกปฏิบัติแบบผู้หญิงนี้ เธอเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนี้!” เธอหยิบปืนพกกระบอกหนึ่งออกมาจากด้านหลัง ปลดเซฟตี้ กัดฟัน ขณะกำลังจะพุ่งออกไป ความรู้สึกหน้ามืดก็ทำให้เธอเกือบจะเซ
“เวรเอ๊ย!” เธออดสบถด่าไม่ได้
…
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งถอนขวานออกจากกลางหลังของวอลล์ ก่อนจะสะบัดเลือดที่เกาะบนคมทิ้ง
ในร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งนี้เต็มไปด้วยเลือดที่กระจายออกมาตอนเขาสู้กับวอลล์
ชายคนนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย อาการบาดเจ็บที่ถือว่าหนักหนาสำหรับมนุษย์ กลับเหมือนไม่เจ็บไม่คัน
ความบ้าคลั่งและจิตใจแบบนั้นทำให้เขาไม่มีความกลัวแบบคนธรรมดา โจมตีอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ การโจมตีสะเปะสะปะที่ไร้แบบแผนนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆ สำหรับลู่เซิ่ง
ใช้เวลาเพียงห้านาที วอลล์ก็เปลี่ยนจากมนุษย์กลายเป็นก้อนเนื้อที่กำลังขยับขยุกขยิกสิบกว่าก้อน
‘ดูเหมือนสภาพนี้จะเกิดจากเชื้อภูตผีล่ะมั้ง’ ลู่เซิ่งเดินออกจากร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มองลงไปจากรั้วกั้นชั้นสอง
ในโถงใหญ่ของชั้นหนึ่งที่มืดทะมึนด้านล่างมีเสียงฝีเท้าและเสียงคำรามดังเบาๆ
“ยังมีอีกเหรอ”
ลู่เซิ่งเร่งฝีเท้าเดินลงบันไดเลื่อน เพิ่งจะลงมาก็เห็นร่างหลายร่างพุ่งมายังด้านนี้
“ด้านนี้ครับ!” ถังเอินตะโกนมาจากทางขวา
“มาแล้ว!” ลู่เซิ่งโถมตัวหลบร่างร่างหนึ่งที่พุ่งมาจากด้านข้าง ก่อนพลิกมือฟันขวานใส่ใบหน้าของร่างทางขวา จากนั้นก็งอตัวพุ่งออกจากวงล้อมอย่างแผ่วพลิ้ว
ความเร็วของร่างพวกนี้ช้ากว่าวอลล์เล็กน้อย เป็นความเร็วในเวลาที่คนธรรมดาพุ่ง
ลู่เซิ่งเลี้ยวไปเลี้ยวมาสองสามครั้ง ก็สลัดคนทั้งหมดทิ้งได้อย่างง่ายดาย
เขาอ้อมเป็นวง ไม่นานก็สมทบกับถังเอินที่หลบอยู่ข้างประตูใหญ่
ถังเอินเหงื่อแตกพลั่ก เส้นผมแนบติดกับหน้าผาก ทั้งตัวเต็มไปด้วยฝุ่นผง สภาพทุลักทุเลสุดขีด
“ไม่เป็นไรใช่ไหม ด้านล่างยังมีเจ้าพวกนั้นอีกเยอะ พวกมันไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นมนุษย์! แต่ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงกลายเป็นแบบนั้นได้”
“ออกไปก่อนค่อยว่ากัน” ลู่เซิ่งพยักหน้า “สองคนนั่นล่ะ”
“แยกกันหนีน่ะครับ พวกเธอคิดจะมาช่วยคุณ แต่ผมห้ามไว้” ถังเอินตบมีดหั่นผลไม้ยาวหลายเล่มที่มัดไว้บนตัว
“ตอนแรกผมจะขึ้นบันไดเลื่อนไปหาคุณ สุดท้ายเห็นคุณลงมาพอดี”
“ออกไปก่อน”
ลู่เซิ่งตบไหล่เขา ก่อนเดินนำออกจากประตูใหญ่
พอตัดผ่านประตูกระจกบางๆ แสงนอกห้างสรรพสินค้าก็ส่องสว่าง ลั่วหลันประคองลั่วเฟยยืนอยู่กับแอนนี
ทั้งสามพิงอยู่ข้างรถ เมื่อเห็นพวกถังเอินออกมาก็รีบตรงเข้ามาหา