ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1101 ถูกโจมตี (1)
ในคฤหาสน์
ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเหยเกเล็กน้อย มองเมือกสีดำอมเทาที่ขยับขยุกขยิกอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกโล่งอก
“โอ๊ก…”
เขาอาเจียนอีกครั้ง ก้มหน้าคายของเหลวสีดำอมเทาออกมาอีกหย่อม
เมื่อครู่นี้ตอนที่พลังอาวรณ์เสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายถึงระดับที่สาม พลังอาวรณ์จำนวนมากในตัวหายไปอย่างรวดเร็ว ไหลเวียนในตัวด้วยความเร็วสูง เหมือนกำลังขับไล่อะไรบางอย่าง ง
จากนั้นลู่เซิ่งก็รู้สึกว่าทั้งตัวมีคราบสกปรกเล็กๆ จำนวนมากถูกขูดออกจากอวัยวะภายใน
แต่เพิ่งจะอาเจียนออกมา เขาก็รู้สึกผิดปกติทันที
เมือกสีดำอมเทาบนพื้นพวกนี้ให้ความรู้สึกเหมือนมีชีวิต ควันสีดำหลายสายกระจายออกมาจากผิวพวกมัน
‘เข้ามาในร่างตั้งแต่ตอนไหนกัน’ ลู่เซิ่งทบทวน แต่ก็ไม่เจอเนื้อหาเกี่ยวกับเมือกสีดำอมเทาชนิดนี้
‘หรือว่าจะเป็นสิ่งที่ร่างกายร่างนี้เก็บสะสมตอนอยู่คนเดียวมาหลายปี’ เขาขุดค้นช่วงเวลาหลายปีที่ร่างกายหลับไหล
ชายที่ชื่อโทมัสคนนี้หลบซ่อนอย่างหวาดกลัวอยู่ในบ้านตลอดเวลาก่อนที่เขาจะจุติลงมา รอดชีวิตมาได้ด้วยอาหารแห้งที่ตุนไว้ ทั้งยังใช้นมที่ผิดปกติเอามาทำกับข้าวประทังชีวิตไปวั นๆ
อาหารพวกนั้นใช้วัตถุแปลกประหลาดและหายากหลายอย่าง หรือว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารพวกนั้น
ลู่เซิ่งหลับตาสัมผัสสภาพในตัว
การยกระดับถึงระดับที่สามใช้พลังอาวรณ์ไปอย่างน้อยมากกว่าร้อยหน่วย และพลังอาวรณ์มากกว่าร้อยหน่วยในโลกที่สัมผัสพลังงานบริสุทธิ์ใดๆ ไม่ได้ประเภทนี้ หมายถึงสารกาย ปราณ จิต ของยอดฝีมือคนหนึ่งในโลกอื่นๆ
พลังงานขนาดใหญ่แบบนี้กลับใช้เลื่อนถึงหมัดลอบสังหารระดับสามเท่านั้น
ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า พลังอาวรณ์ส่วนใหญ่ถูกใช้กำจัดอันตรายในร่างกาย
‘สมมติว่าเราไม่ได้กำจัดของพวกนี้…ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้…’
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าโลกใบนี้มีเลศนัยยิ่งกว่าเดิม
จากนั้นเขาก็หลับตาทำสมาธิจนถึงเช้า
มีเสียงเคาะประตูดังมา
ก๊อกๆๆ
“เข้ามาเลย” ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นช้าๆ หลังฝึกวิชาหมัดลอบสังหารมาคืนหนึ่ง ในที่สุดก็เลื่อนถึงระดับสี่
และเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ สามระดับแรกเป็นระดับทักษะ พึ่งแค่ตัวเองก็เลื่อนระดับได้ ส่วนใหญ่สิ้นเปลืองพลังอาวรณ์ไปกับการกำจัดเมือกประหลาดในตัว
มีแต่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่เพิ่มความเร็วและความแม่นยำของเขา
แกร๊ก
ประตูเปิดออก ถังเอินและลั่วเฟยเข้ามาด้วยกัน ดูเหมือนทั้งสองจะอาบน้ำแล้ว ตอนนี้อยู่ในชุดว่ายน้ำ
“ไปว่ายน้ำผ่อนคลายหน่อยไหมครับ อยู่คนเดียวในห้องไม่อึดอัดเหรอ” ถังเอินเดินมาตบไหล่ลู่เซิ่งอย่างคุ้นเคย
“ตอนนี้นายไม่กลัวแล้วเหรอ” ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย
“กลัวสิครับ แต่กลัวไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี ฉวยโอกาสตอนที่ยังปลอดภัยหาความสุขแทนดีกว่า” ถังเอินขยิบตาให้ลั่วเฟยที่อยู่ตรงประตู
ลั่วเฟยสวมชุดว่ายน้ำสีดำแบบวันพีซ ขับผิวที่ขาวนวลและทรวดทรงที่สูงชะลูดแข็งแรงของเธอให้เด่นขึ้น หน้าอกเกือบจะดันชุดว่ายน้ำจนปริ
พอเห็นลู่เซิ่งมองไป เธอก็พลันตอบกลับด้วยสายตาท้าทาย
“มาสิ ก่อนหน้านี้คุณเล่นงานฉันซะเจ็บแสบเลยไม่ใช่เหรอ”
เธอชื่นชมผู้ชายแข็งแกร่ง ความรู้สึกหวาดกลัวเมื่อก่อนหน้านี้หายไปแล้ว หลังจากอยู่ฝ่ายเดียวกัน เธอก็รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยที่ลู่เซิ่งนำมาให้
แม้แต่สัตว์ประหลาดแบบนั้นยังทำอะไรลู่เซิ่งไม่ได้ ถ้าพวกเธอสองพี่น้องมีผู้ชายแบบนี้คอยปกป้อง ความสามารถในการดำรงชีวิตต่อจากนี้จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน
พอนึกถึงความร้ายกาจที่ลู่เซิ่งหลบกระสุนได้ในความมืดกลางห้างสรรพสินค้า ลั่วเฟยก็ตัวร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย
“ดูสิ เธอท้าทายคุณขนาดนี้แล้วนะ ยังจะทนอีกเหรอ” ถังเอินล่อลวง
ลู่เซิ่งส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับยิ้มอย่างอดไม่ได้
เขามองออกว่า จิตใจของสองคนนี้เสียสมดุลแล้ว แรงกดดันที่มากเกินไปเมื่อก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขารีบมองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อระบายอารมณ์
และวิธีการระบายอารมณ์ที่ดีที่สุดเมื่อชายหญิงอยู่ด้วยกันก็มีอยู่วิธีเดียว
แต่รู้ก็ส่วนรู้ พวกเขากดดัน แต่ตัวเขาไม่ ตั้งแต่แรกเริ่มถึงตอนนี้ เขาลู่เซิ่งไม่ใช่คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจ
ยิ่งอย่าว่าแต่ตอนนี้มีหวังจิ้งแล้ว
“ลั่วหลันล่ะ” เขาตามสองคนเดินออกจากห้อง
“พายัยหนูไปพักผ่อนบนเนินหญ้า ยัยหนูนั่นซึมอยู่บ้าง ต้องได้รับคำปลอบสักหน่อย” ลั่วเฟยตอบ “ส่วนลั่วหลันต้องการคนปลอบหรือไม่ นี่ต้องถามถังเอินดู”
ลั่วเฟยยิ้มอย่างไม่ถือสา
แม้เธอจะไม่ได้ชอบถังเอิน แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนมีความรับผิดชอบคนหนึ่ง เธอยินดีให้น้องสาวคบกับเขา
“อาหารอยู่ได้นานเท่าไหร่” ลู่เซิ่งเห็นบนโซฟามีชุดว่ายน้ำที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไหนวางอยู่กองหนึ่งตอนลงบันได จึงเดินเข้าไปเลือกดู
“พวกเราไปหามาจากแถวๆ นี้ เพียงพอสำหรับสองสัปดาห์ครับ ไม่ต้องห่วง พวกเราจะสบายไปอีกสองสามวัน” ถังเอินกล่าวอย่างไม่ยี่หร่ะ
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปเปลี่ยนกางเกงว่ายน้ำในห้องน้ำ แล้วเดินเปลือยท่อนบนออกมา
“ว้าว!”
ลั่วเฟยและถังเอินมองท่อนบนของเขาอย่างอึ้งๆ
กล้ามเนื้อที่ล่ำสันเหมือนสลักจากหินอ่อนนั้นมีเค้าโครงชัดเจน แต่ก็เพรียวอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกัน
เพียงแค่มองดู ก็สัมผัสได้ถึงสัญลักษณ์แห่งพละกำลัง ความเร็วและพลังระเบิด
ภายใต้ความชื่นชมจากคนทั้งสอง พวกเขาเดินออกจากห้องโถงใหญ่ มาถึงด้านหน้าสระว่ายน้ำที่สวนด้านหลัง
น้ำในสระว่ายน้ำเป็นน้ำทะเลที่เอามาจากชายหาดใกล้ๆ สระว่ายน้ำสีน้ำเงินเข้มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าดูราวกับไพลินที่บริสุทธิ์ภายใต้แสงอาทิตย์
ซ่า
ถังเอินหัวเราะพลางกระโดดลงไป ละอองน้ำมากมายกระจายขึ้นมา
ลั่วเฟยเข้าใกล้ลู่เซิ่ง แนบมือกับกล้ามอกของลู่เซิ่งอย่างแผ่วเบา แตะอย่างยั่วยวน
ปึก
ลู่เซิ่งผลักมือไปข้างหน้า
เกิดเสียงดังซ่าอีกรอบ ลั่วเฟยกรีดร้องโดยไม่ทันตั้งตัว ถูกผลักตกลงไปในสระว่ายน้ำ คลื่นน้ำกระเพื่อมขึ้น
ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าสงบนิ่ง “ขอโทษที ฉันไม่สนใจไก่อ่อน”
ลั่วเฟยแหวกว่ายอยู่ในน้ำ สีหน้ากลับยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้ม
ลู่เซิ่งเดินลงน้ำจากด้านข้างสระ วักน้ำขึ้นราดร่างกายอย่างแผ่วเบา ชำระล้างสิ่งสกปรก
ถังเอินและลั่วเฟยก็อึ้งไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะควรพูดยังไงดี
หลังจากที่ทั้งสามคนเล่นน้ำกันไปสักพัก ก็ขึ้นจากสระไปใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวที่ห้องรับแขก
ลั่วหลันพาแอนนีกลับมาพอดี แอนนีเปลี่ยนเป็นชุดเจ้าหญิงสีขาว ขาเรียวสวยสวมถุงน่องสีขาวบางๆ ผมยาวถูกหวีเป็นผมแกละสองข้าง ทั้งยังติดกิ๊บติดผมลายการ์ตูน
ดูแล้วเหมือนกับตุ๊กตาที่วางอยู่ในร้าน
แต่ลั่วหลันมีสีหน้าแตกต่างจากคนอื่นๆ
“ฉันน่าจะรู้แล้วว่า ทำไมวอลล์ถึงกลายเป็นแบบนั้น”
“เกิดอะไรขึ้น” ลั่วเฟยถาม มองไปยังแอนนี “ได้ข้อมูลจากเธอเหรอ”
“อื้อ ทุกคนมาฟังพร้อมกันเถอะ” ลั่วหลันพยักหน้า
“ไปห้องอ่านหนังสือกัน”
ถังเอินเสนอ
คนทั้งห้าขึ้นไปยังห้องหนังสือกว้างขวางบนชั้นสองด้วยกัน
มุมหนึ่งของห้องหนังสือมีเก้าอี้บาร์ ได้ไปคนละตัวพอดี ทุกคนนั่งล้อมวงกัน
ลั่วหลันผุดสีหน้าเคร่งขรึม รอคนอื่นๆ เงียบเสียงและเพ่งความสนใจมาที่ตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
“วิธีขจัดพิษที่วอลล์พูดถึง ฉันได้ยินมาจากแอนนี ในกลุ่มคนที่แอนนีอยู่ด้วยก่อนหน้านี้มีบางคนศรัทธาในวิธีการนี้ ว่ากันว่าเป็นทฤษฎีรักษาที่นิกายอีซิสเสนอ”
“นิกายอีซิสหรือ” ลู่เซิ่งทวน
“ใช่ ฉันรู้จากแอนนีว่า พ่อของเธอเคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งในนิกาย เดิมทีนิกายอีซิสเป็นองค์กรศาสนาที่พวกนักคิด ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ และนักวิชาการด้านชีววิทยามากมายสร้างข ขึ้น เพื่อช่วยรักษาเชื้อโรคภูตผีให้กับทุกคน วิธีการขจัดพิษมาจากพวกเขา ตอนแรกพวกเขาฉีดเชื้อโรคเข้าไปในสัตว์จนได้รับตัวอย่างเชื้อโรคที่อ่อนแอลงผ่านระบบภูมิคุ้มกัน จากนั้น นฝังไปในร่างกายมนุษย์ทีละนิดๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน”
“วิธีการนี้ดูเหมือนจะใช้ได้นะ” ถังเอินสอดปาก
“ใช่ วิธีการอย่างเป็นรูปธรรมไม่น่าจะซับซ้อนมาก แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือพวกเขาต่อสู้กับเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่งจริงๆ แต่ก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงด้วย คนที่ถูกกระตุ้นร ระบบภูมิคุ้มกันจะไม่ติดเชื้ออีก แต่มีคนจำนวนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ปรากฏปัญหาทางจิตที่ร้ายแรง เพราะเรื่องนี้ พ่อของแอนนีก็เลย…” ลั่วหลันไม่ได้กล่าวต่อ
“แล้วนิกายนี้เกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะ” ถังเอินถาม
“เกี่ยว” ลั่วหลันเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เพราะตอนนี้พวกเขาเป็นกำลังหลักในการสู้กับเชื้อภูตผี เป็นกองกำลังแนวหน้าสุด ขณะเดียวกันก็ยึดครององค์กรติดอาวุธทั้งหมดในศูนย์ใหญ่ข ของบริษัทไอแฮร์ด้วย นอกจากนี้ พวกเขาได้สร้างองค์กรขนาดใหญ่ที่มีคนมีความสามารถอยู่เยอะที่สุด นักวิทยาศาสตร์ที่รอดชีวิตถูกพวกเขารวบรวมเอาไว้เกือบหมด”
“พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าพวกเราคิดจะทำความเข้าใจว่าเชื้อภูตผีรักษายังไง ก็จำเป็นต้องติดต่อกับพวกเขา” ลั่วเฟยว่า
“ไม่เลว”
“ติดต่อกับคนของพวกเขาได้ไหม” ลู่เซิ่งถาม
“แอนนีบอกว่าได้ ก่อนหน้านี้เพื่อนของพ่อเธอคนหนึ่งมาตามหาเธอ ตอนแรกคิดจะรับเธอไป แต่เธอปฏิเสธ ต่อมานึกไม่ถึงว่าจุดรวมพลที่เธออยู่จะเกิดปัญหา จากนั้นค่อยได้รับการช่วย ยเหลือจากพวกเรา” ลั่วหลันว่า
“ฉันติดต่อคุณลุงได้ เขาบอกว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือ ให้ไปทิ้งสัญลักษณ์ไว้ที่จุดติดต่อแห่งหนึ่งในเมือง ทุกๆ หนึ่งสัปดาห์คนของอีซิสจะไปติดต่อตรงนั้น” แอนนีตอบอย่างจริ งจัง
“จะมีผู้มีภูมิคุ้มกันในหมู่พวกเขามาตรวจสอบสภาพของพวกเรา ดูว่าพวกเรามีผู้ติดเชื้อหรือไม่”
“ผู้มีภูมิคุ้มกัน…ผู้ติดเชื้อ…” ลู่เซิ่งหยีตา รู้สึกว่าเขาน่าจะได้รับอะไรสักอย่างจากนิกายอีซิสนี้
ความรู้สึกนี้ยากบรรยายอย่างยิ่ง ลางสังหรณ์จะเกิดขึ้นน้อยมากๆ เมื่อมาถึงระดับของเขา
“จะช้าไม่ได้แล้ว ไปทิ้งสัญลักษณ์ตอนนี้เลย”
ลั่วเฟยเสนอ
“ได้”
“ตกลง”
ทุกคนทยอยเห็นด้วย
พวกเขารีบกินอาหารแห้ง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ขับรถออกจากคฤหาสน์ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่แอนนีบอก
…
ณ โบสถ์เอินส์
รูปแกะสลักเทวทูตสีดำที่สยายสองปีกตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าอย่างเงียบๆ
เทวทูตกอดอก ขดตัวกับพื้นเหมือนกับอธิษฐาน และเหมือนกับร้องไห้
แอนนีใช้ชอล์กวาดสัญลักษณ์เล็กๆ ไว้ที่ฐานรูปสลักอย่างระมัดระวัง
คนอื่นๆ รอคอยเธออยู่ด้านหลัง
“เรียบร้อย” แอนนีเติมขีดสุดท้ายเข้าไป ก่อนจะโยนชอล์กทิ้งพร้อมปัดมือ
“ไปเถอะ กลับได้แล้ว จริงสิ ไม่ต้องทิ้งที่อยู่ไว้เหรอ” ลั่วเฟยเอ่ยอย่างประหลาดใจ
“ไม่ต้อง ฉันเคยถามคุณลุงมาก่อน เขาบอกว่าพวกเขาหาพวกเราเจอได้ ขอแค่มีสัญลักษณ์” แอนนีตอบเสียงเพราะพริ้ง
“งั้นเหรอ” ลู่เซิ่งเพ่งมองเทวทูตสีดำตรงหน้า เขาเคยเห็นเทวทูตมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นสีขาวบริสุทธิ์ เขาเพิ่งจะเคยเห็นเทวทูตที่หน้าดำขนาดนี้เป็นครั้งแรก