ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1102 ถูกโจมตี (2)
“กลับกันเถอะ ที่นี่อยู่ไม่ห่างจากที่อยู่ของพวกเราพอดี” ลั่วเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว
“อืม” ลู่เซิ่งพยักหน้า เพียงแต่เขาเลื่อนสายตาไปด้านในโบสถ์ มองผ่านประตูโถงใหญ่ที่กว้างขวางโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เห็นว่าด้านในเหมือนมีอะไรสักอย่างที่โปร่งใสโผล่แวบแล้วหาย ยไป
ต่อมาทุกคนก็กลับไปพักผ่อนในคฤหาสน์
เดิมทีนึกว่าต้องรออีกสักหนึ่งสัปดาห์ถึงจะมีคนมารับ นึกไม่ถึงว่าพอถึงเวลาบ่ายของวันที่สาม
คนของอีซิสก็มาแล้ว
ลู่เซิ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้บนเนินหญ้า
ช่วงที่สำคัญที่สุดในการฝึกฝนหมัดลอบสังหารคือการทำสมาธิ และการยืนนิ่งๆ ในวิธีทำสมาธิก็เป็นวิธีการหลัก
ในกระบวนการฟังการเต้นของหัวใจ เขาสามารถตัดผลกระทบและการรบกวนจากภายนอกทิ้ง แล้วมองเข้าไปในร่างกายได้
นี่เป็นวิธีการฝึกฝนปรับสภาพที่ดีที่สุดสำหรับระบบหมัดลอบสังหารที่เน้นการควบคุมตัวเอง
สองพี่น้องลั่วเฟยอ่านหนังสือเป็นเพื่อนแอนนีอยู่ในคฤหาสน์
ถังเอินนอนกลางวันอยู่บนพื้นหญ้า
กริ๊งๆๆ…
จู่ๆ ก็มีเสียงกริ่งที่ชัดเจนดังมาจากประตูใหญ่
“มีคนกดกริ่งประตู” ลู่เซิ่งลืมตาแล้วมองไปยังประตูใหญ่ทันที
ถังเอินพลิกตัวลุกขึ้น พวกลั่วเฟยเดินออกมาจากในอาคารแล้วมองไปยังประตูเช่นกัน
ด้านนอกประตูที่ทุกคนมองอยู่ หากมองผ่านประตูเหล็กที่ขึ้นสนิมเล็กน้อย จะเห็นร่างสูงใหญ่ที่สวมเสื้อคลุมสีดำร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่
ร่างนั้นก้มหน้า ใบหน้าครึ่งซีกถูกอำพรางอยู่ใต้หน้ากากผ้าสีดำ ปิดไว้อย่างมิดชิดโดยไม่กลัวร้อน
ลู่เซิ่งเดินไปปลดสลักประตูใหญ่
ประตูเหล็กเลื่อนไปทางซ้ายดังครืดๆ
“คนที่ทิ้งสัญลักษณ์ไว้คือพวกคุณเหรอ” เสียงของผู้ชายที่แหบพร่าดังมาจากใต้หน้ากาก
“ใช่แล้ว” ลั่วเฟยพาแอนนีเข้าใกล้
“แอนนี…” ร่างนั้นกลับรู้จักแอนนี น้ำเสียงพลันอ่อนโยนลง แม้จะไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่ก็จินตนาการออกว่าตอนนี้เขาจะต้องยิ้มอยู่แน่
“คุณลุงเวลลิงตัน!” แอนนี่อุทาน ยิ้มอย่างอ่อนหวาน ดิ้นหลุดจากมือของลั่วเฟย พุ่งเข้าหาอีกฝ่าย
ชายคนนั้นเหมือนกลัวว่าของที่อยู่บนตัวอาจทำให้หญิงสาวบาดเจ็บ จึงถอยหลังก้าวหนึ่ง แล้วใช้มือดึงชิ้นส่วนโลหะบางส่วนบนเสื้อคลุมดำออก ก่อนจะโอบกอดแอนนี
“คุณลุง หนูคิดถึงคุณลุงมากเลยค่ะ!” แอนนีซุกหน้ากับไหล่ของชายคนนั้น
“ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกันแอนนี” ชายคนนั้นเอ่ยเสียงอ่อนโยน หลังจากเขาปลอบเด็กสาวเสร็จจึงค่อยมองพวกลู่เซิ่ง
“พวกคุณ…อยากจะรักษาเพื่อนและครอบครัวของตัวเองเหมือนกันเหรอ”
“ทำได้เหรอครับ” ถังเอินถามอย่างตื่นเต้น
“ไม่รู้สิ แต่ฉันพาพวกคุณไปยังสาขาของโบสถ์ได้ พวกคุณจะได้รับการทดสอบที่นั่น” ชายชื่อเวลลิงตันกล่าวเสียงทุ้ม
“เป็นการทดสอบแบบไหน” ลู่เซิ่งถาม
“ทดสอบการติดเชื้อ” เวลลิงตันกวาดมองลู่เซิ่ง จู่ๆ สายตาก็เปลี่ยนแปลง “คุณไม่ต้องไปแล้ว คุณติดเชื้อรุนแรงมาก คุณก็เหมือนกัน!” เขาชี้ถังเอิน
ถังเอินสีหน้าเปลี่ยนแปลง ยังคิดจะพูดอะไรอีก
“ไม่ต้องอธิบายหรอก พวกคุณสองคนถ้าไม่ใช่กินข้าวที่ภูตผีทำ ก็ต้องอยู่ร่วมกับพวกมันนานเกินไป ผมอยู่ห่างขนาดนี้ยังได้กลิ่นเหม็นเน่ามาจากในตัวพวกคุณ” เวลลิงตันเอ่ยอย่าง งเย็นชา
“ผม…” ถังเอินพูดอะไรไม่ออก เขาไม่ใช่แค่กินข้าว แถมยังกินติดต่อกันมาหกปี
“หลังจากพวกคุณออกห่างจากภูตผีที่ตนติดต่ออย่างใกล้ชิดที่สุด ก็จะกลายเป็นภูตผีในเวลาสองเดือน” เวลลิงตันเอ่ยอย่างสงบ “ผมเห็นตัวอย่างแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน”
“แล้วพวกเราล่ะ…” ลั่วหลันรีบถาม
“พวกคุณไม่มีปัญหา” เวลลิงตันกวาดมองพี่น้องลั่วเฟย “อีกเดี๋ยวให้ตามผมไป”
“แล้วพวกเราจะทำยังไง” ถังเอินอดกล่าวเสียงดังไม่ได้
“รอความตาย” เวลลิงตันตอบอย่างเย็นชา “ขอแนะนำหน่อยก็แล้วกัน อีกสี่วันที่นี่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่อยากตายเร็วให้ไปอยู่ที่อื่น”
ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่พูดอะไรอีก
สองพี่น้องลั่วเฟยและแอนนีติดตามเวลลิงตันจากไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนไปแอนนีแอบขยิบตาให้ลู่เซิ่ง ดูท่าทางเหมือนมีแผนการ
ลู่เซิ่งคิดว่าต่อจากนี้เธออาจแอบมาหาเขา
แต่สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือ เวลลิงตันตัดสินว่าพวกเขาสองคนเป็นผู้ติดเชื้อ
ไม่นานในคฤหาสน์ใหญ่โตก็เหลือแค่ลู่เซิ่งและถังเอิน
“บ้าเอ๊ย ฉันเป็นคนธรรมดาชัดๆ! เจ้านั่นมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าฉันเป็นผู้ติดเชื้อ” ถังเอินเอามือทึ้งผมอย่างขุ่นเคืองอย่างท้อแท้
“พวกเราจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับนิกายนี้มากกว่านี้ ไปค้นหาผู้รอดชีวิตเถอะ” ลู่เซิ่งเสนอ
“หือ ทำไมล่ะครับ ถ้าพวกเรากินกันแค่สองคน จะอยู่ได้นานมาก ถ้ามีคนอื่นเพิ่มมาอีกจะไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” ถังเอินเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย
“นายจะไม่มาก็ได้” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงเรียบ เขาพลันนึกถึงเมือกสีดำอมเทาที่ตนอาเจียนออกมาเมื่อก่อนหน้านี้
บางทีสิ่งที่เวลลิงตันพูดอาจเป็นความจริง
ลู่เซิ่งหมุนตัวเดินเข้าไปในคฤหาสน์
“ไปก็ได้!” ถังเอินหมุนตัวติดตามไปอย่างโมโห
ในเวลาสามสี่วันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งและถังเอินออกค้นหาผู้รอดชีวิตในบริเวณรอบๆ ไปทั่ว น่าเสียดายที่ดูเหมือนคนรอบๆ จะอพยพไปแล้ว ไม่มีคนอื่นอีกนอกจากพวกเขาสองคน
ลู่เซิ่งยกระดับหมัดลอบสังหารสายลวงจิตถึงระดับที่ห้า ระดับที่ห้าเป็นระดับของยอดฝีมือขั้นต้นของสายลวงจิต คุณสมบัติร่างกายซึ่งผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานาน มีการพัฒนาอย่างใหญ่ห หลวงในด้านความเร็ว แรงระเบิด และความแม่นยำแล้ว
ลู่เซิ่งรู้สึกได้มากกว่าเดิมว่า โลกใบนี้เหมือนจะมีปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังแห่งความว่างเปล่าอยู่
ตอนแรกเขานึกว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่ภูตผีที่คงอยู่แต่ก็เท่ากับไม่คงอยู่พวกนั้น
แต่ตอนที่มาถึงวันที่สี่ ในที่สุดการเปลี่ยนแปลงที่เวลลิงตันบอกก็มาถึง เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งต้องการพิสูจน์และสัมผัสด้วยพอดี
…
กลางดึก
ลู่เซิ่งนอนหงายอยู่บนเตียง ลมหายใจสม่ำเสมอ สองตาปิดแน่น ดูเหมือนกับหลับ แต่ความจริงทำสมาธิอยู่
การแทนที่การนอนหลับด้วยการทำสมาธิเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็สามารถลดระยะเวลานอนหลับได้อย่างใหญ่หลวง อย่างไรสภาพทำสมาธิบนโลกที่พร้อมจะเกิดวิกฤติการณ์ได้ทุกเวลาใบนี้ก็ รับมือกับอันตรายได้เหมาะกว่า
ในเวลาปกติ เขาจะทำสมาธิเสร็จตอนเวลาราวๆ ตีสี่ จากนั้นก็จะหลับลึกสามชั่วโมงตั้งแต่ตีสี่ถึงเจ็ดโมงเช้า
แต่ครั้งนี้เพิ่งนอนได้ไม่ถึงชั่วโมง ลู่เซิ่งก็รู้สึกว่ามีความง่วงที่บรรยายไม่ถูกบังเกิดขึ้นในใจ
เขาค่อยๆ เข้าสู่ห้วงฝันโดยไม่รู้ตัว หลับลึกขึ้นเรื่อยๆ
ในห้องนอนเงียบสงัด มีแต่เสียงลมหายใจเบาๆ ของเขาเท่านั้น
เวลาเลื่อนไหลเอื่อย ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไหร่
จู่ๆ ก็มีกระแสอากาศสายหนึ่งพัดเข้ามาในกลอนประตู
แกร๊ก
ประตูถูกบิด เปิดออกเบาๆ
ประตูไม้เปิดออกช้าๆ เหมือนกับแค่ถูกลมพัดเปิด และเหมือนมีของที่มองไม่เห็นเข้ามาในห้องนอนของลู่เซิ่งเงียบๆ
ฟิ้ว…
ลมหอบหนึ่งพัดผ่าน
ลู่เซิ่งพลันลืมตา ปลายเตียงมีชายชราหน้าเขียวที่กำลังยิ้มแย้มยืนอยู่
ในสายตาเขาบิดเบี้ยวพร่ามัว เหมือนกับตาลายไปแวบหนึ่ง จากนั้นชายชราก็หายไปอย่างกะทันหัน มองไม่เห็นอีก
พรึ่บ!
เขารีบยันตัวลุกขึ้น ตรวจสอบรอบๆ
พริบตาเมื่อครู่เขาเห็นย่าของโทมัสยืนมองเขาอยู่ที่ปลายเตียง
พุ่บ
ลู่เซิ่งเลิกผ้าห่มลงจากเตียง มองเห็นประตูห้องส่ายไปมาตามลม ไม่รู้ว่าถูกเปิดตอนไหน
เขาลุกขึ้น สีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อครู่เขาไม่ได้ตื่นมาแบบเป็นธรรมชาติ หากแต่ร่างหลักที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจแจ้งเตือนอย่างรุนแรงในตอนที่รู้สึกว่ามีอันตรายอย่างใหญ่หลวงกำลังเข้าใกล้ ทำให้เขาหลุด ดออกมาจากห้วงฝัน
‘ว่าแล้ว เวลลิงตันพูดถูก วันที่สี่มีปัญหาจริงๆ’
เขากวาดตามองรอบๆ แต่ไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆ
เขาย้อนนึกถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่ ตอนนี้หัวใจยังบีบตัวเล็กน้อย ความรู้สึกถึงอันตรายที่บรรยายไม่ถูกนั้นกระตุ้นให้เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
‘ต้องไปดูถังเอินหน่อย!’ เขาสวมเสื้อ เดินออกจากห้องไปยังห้องนอนอีกห้องบนชั้นสอง
ลู่เซิ่งไปถึงประตูและผลักเบาๆ ห้องของถังเอินเปิดออกเองโดยส่งเสียงแผ่วเบา
ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเคร่งขรึมขณะมองไปตามร่องประตูที่แง้มเปิด
ถังเอินยืนหันหลังให้เขาอยู่ข้างหน้าต่างห้องนอน หน้าต่างเปิดกว้าง เขาเหมือนกำลังเงยหน้าชมจันทร์
แสงจันทร์จางๆ ที่เหมือนผ้าเนื้อบางสีขาวสาดลงมา คลุมแสงขาวเล็กๆ ลงบนตัวเขา
“ถังเอิน” ลู่เซิ่งเรียกเบาๆ
ไร้การตอบสนอง
เขาพลันสะดุดใจ เกิดสังหรณ์ร้าย ก่อนเดินเข้าไปสองสามก้าว
เวลานี้ถังเอินค่อยๆ หันมา
ตา หู จมูก ปากของเขามีเลือดไหลออกมา เลือดไหลลงไปตามคางแล้วหยดลงบนทรวงอก ทำให้ร่างกายเปียกชุ่มเป็นบริเวณใหญ่
สองตาที่มองลู่เซิ่งเหมือนกำลังร้องไห้ และเหมือนหลุมว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลยคู่หนึ่ง
“บ้าเอ๊ย!”
ลู่เซิ่งพุ่งเข้าไปคว้าไหล่ของถังเอิน
โครม!
ทันใดนั้นก็มีพละกำลังมหาศาลกระแทกใส่ช่องท้องเขาอย่างหนักหน่วง
ลู่เซิ่งแค่นเสียง ปลิวออกไปชนกับประตูไม้ของห้องนอน ทำบานประตูแตกหัก
“อะไรกัน!” เขารีบลุกขึ้น แล้วฉากหลบออกจากตำแหน่งเดิม มีเสียงดังเปรี้ยงบนตำแหน่งที่เขาเพิ่งออกห่างมา
เหมือนกับมีของหนักอึ้งสักอย่างฟาดใส่ประตูไม้ที่กำลังแตกร้าว บดขยี้ไม้จนกลายเป็นซาก
ในอากาศเหมือนมีบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังหมุนวนพลางส่งเสียงแหวกลม
เขาอาศัยสัมผัสต่อกระแสอากาศหลบซ้ายหลบขวาอย่างรวดเร็ว
ศัตรูที่มองไม่เห็นนั้นเหมือนมีร่างกายใหญ่โต พื้นที่เกือบทั้งหมดในห้องนอนเป็นอาณาเขตโจมตีของอีกฝ่าย
ลู่เซิ่งไม่กล้าหยุดแม้สักวินาทีเดียว เขาได้ยินเสียงแหวกอากาศดังหวีดหวิวตลอดเวลา
ยังดีที่เป็นร่างกายของหมัดลอบสังหารระดับห้า จึงแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้าเยอะมาก
หลังจากกลิ้งไปหลายรอบ เขาก็ออกจากห้องนอนมาถึงโถงเล็กบนชั้นสอง
ลู่เซิ่งหยิบมีดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากมุมโถง ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบแล้วฟันไปทางขวาอย่างแรง
ฉัวะ!
เหมือนมีอะไรสักอย่างกลางอากาศถูกฟันขาดแล้วตกลงมา
ฟ้าว!
อากาศหดตัวด้วยความเร็วสูง เหมือนถูกพลังอันมหาศาลชักนำไป
ลู่เซิ่งก้าวไปด้านหน้าพร้อมฟันมีดใส่จากบนลงล่าง
ฉัวะ!
สัมผัสที่ฟันโดนของแข็งส่งกลับมาจากบนตัวมีด
ฟ้าว!
ลมพัดโหม ในอากาศเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังคำรามสั่นสะเทือน
เวลานี้ถังเอินที่ร่างโซมเลือดฉวยโอกาสพุ่งออกจากห้อง วิ่งโซเซไปยังชั้นล่าง
“รีบหนี!” เขาตะโกนใส่ลู่เซิ่งสุดกำลัง
ลู่เซิ่งพลิกตัวกระโดดลงจากชั้นสองโดยไม่ชักช้า จากนั้นก็พุ่งไปถึงด้านหน้าถังเอิน
ทั้งสองรีบออกจากคฤหาสน์ ออกห่างจากเนินหญ้าใต้ม่านวิกาล วิ่งไปถึงถนนร้านค้าที่อยู่ห่างจากคฤหาสน์หลายร้อยเมตร จากนั้นพอไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆ อีก จึงค่อยหยุดลง