ยอดวิถีแห่งปีศาจ - บทที่ 1103 ความจริง (1)
“เมื่อกี้นี่มันอะไรกันครับ”
ถังเอินก้มตัวยันเข่าพลางหอบหายใจ
“ไม่รู้สิ” ลู่เซิ่งหันไปมองคฤหาสน์ ท่ามกลางความขมุกขมัวตรงนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างที่พร่าเลือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่
“ไม่ว่าจะเป็นอะไร พวกเราก็ต้องหาคนมาถามอย่างละเอียด หรือไม่ก็หาข้อมูลที่ใช้ทำความเข้าใจสิ่งนี้ได้ ให้เจอ” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงแผ่ว
สาเหตุที่เขาหนีออกมาโดยไม่ลังเล ไม่อยู่สู้ที่เดิม เป็นเพราะเขารู้สึกว่ามีดไม่มีผลอะไรต่อสัตว์ประหลาดล่องหนนั่น
“ถ้าเป็นข้อมูล…ดูเหมือนต้องไปนิกายอีซิสแล้วล่ะมั้งครับ” ถังเอินเช็ดเลือดบนใบหน้า
“นายไม่เป็นไรนะ” ลู่เซิ่งเห็นว่าสภาพของชายหนุ่มน่าตกใจอยู่บ้าง
“ไม่เป็นไร แค่มวนๆ ท้องนิดหน่อยครับ” ถังเอินไอสองรอบ
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปจิ้มนิ้วใส่จุดสำคัญสองสามแห่งบนตัวชายหนุ่ม แม้ว่าจะมายังโลกใบนี้ได้ไม่นาน แต่เขาก็รู้จักโครงสร้างร่างกายพื้นฐานของคนดี ตรวจสอบคร่าวๆ ได้ความว่าไม่มีปั ญหา
“ไม่มีปัญหา อวัยวะภายในไม่เป็นไร แค่ดูน่ากลัวเฉยๆ เลือดพวกนี้เกิดจากเส้นเลือดเล็กๆ ถูกบีบอัดจนแตก พักรักษาตัวหน่อยก็จะดีขึ้นเอง”
ลู่เซิ่งสรุป
“ดูเหมือนผมจะยังโชคดีอยู่” ถังเอินกล่าวอย่างโล่งใจ
ทั้งสองเดินไปนั่งพักผ่อนบนม้านั่งสาธารณะริมถนน
ลู่เซิ่งหยิบเครื่องดื่มบางส่วนจากในร้านสะดวกซื้อข้างทางออกมา จากนั้นทั้งสองก็จัดการคนละกระป๋อง
“ตอนนี้ไม่เหลือบ้านแล้ว จะทำยังไงดีครับ ของกินพวกเราอยู่ที่นั่นหมดเลย” ถังเอินกล่าวอย่างจนปัญญา
“พรุ่งนี้ค่อยไปดูว่าสัตว์ประหลาดนั่นยังอยู่ไหม” ลู่เซิ่งตอบ “นอกจากนี้พวกเราก็ต้องตามหาคนของอีซิสให้เจอด้วย”
“คุณว่าจะทำยังไงดี ไม่แน่ว่าอีกสองเดือนพวกเราได้จบสิ้นจริงๆ แน่” ถังเอินพิงเก้าอี้ด้วยใบหน้าท้อแท้
เขาเป็นคนที่จิตใจหยาบกร้านคนหนึ่ง การอาศัยอยู่ในบ้านกับความผิดปกติคนเดียว เปลี่ยนเป็นคนอื่นคงบ้าไปแล้ว
การที่เขาไม่บ้าก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีความทรหดทางจิตใจสูงมาก
“ดูสถานการณ์ สังเกตสิ่งนี้ไปก่อน ครึกโครมขนาดนี้ จะต้องมีคนอื่นๆ มาอีกแน่ เราจะฉวยโอกาสนี้ถามสถานการณ์จากคนที่รู้เรื่อง” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างรวบรัด
ถังเอินคิดจะพูดอะไรอีก กลับเห็นลู่เซิ่งยกนิ้วชี้ไว้ที่ปากส่งเสียงชู่
เขารีบปิดปากแล้วเงี่ยฟังเสียงอย่างตั้งใจทันที
เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ทางขวามือของพวกเขา กำลังวิ่งออกห่างจากคฤหาสน์
ลู่เซิ่งหลับตาตั้งใจฟัง
“ตรงนั้น!” ทันใดนั้นเขาก็พุ่งที่หนึ่งเป็นระยะห่างสิบกว่าเมตร โถมตัวเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าริมทาง
ถังเอินรีบตามไป รอตอนที่เขาเข้าไปจากประตูหลังร้านขายเสื้อ ก็เห็นลู่เซิ่งจับตัวหญิงชราร่างเตี้ยคนหนึ่งไว้แล้ว
“พวกแกทำอะไร! จะทำอะไร! ฉันเป็นมนุษย์! ปล่อยฉันนะ!”
หญิงชราตะโกนด้วยสำเนียงแปร่งหู
“หุบปาก! พวกเรารู้ว่าคุณเป็นมนุษย์!”
ลู่เซิ่งตบหน้าหญิงชรา เสียงร้องหยุดทันที
หญิงชราถูกตบจนมึน เหมือนจะสับสนอยู่บ้าง
“คุณกำลังวิ่งหนีอะไร คุณรู้เหรอว่าตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น” ลู่เซิ่งถามเสียงทุ้ม
“สัตว์ประหลาด! สัตว์ประหลาดที่มองไม่เห็นมาแล้ว พวกแกจะรอความตายอยู่ตรงนี้เหรอไง!?” พอหญิงชราได้ยินคำถามก็พลันได้สติ เริ่มกรีดร้องอีกครั้ง
เธอสวมเสื้อคลุมสีดำอมเทา เนื้อตัวมอมแมม ไม่รู้ว่าไม่ได้อาบน้ำมานานขนาดไหน ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
“หาที่ปลอดภัยคุยกัน” ลู่เซิ่งว่า จากนั้นก็หิ้วหญิงชราด้วยมือข้างเดียวพร้อมวิ่งออกห่างจากคฤหาสน์
ถังเอินรีบตามไปติดๆ
ทั้งสามวิ่งตะบึงตลอดทาง บนถนนตอนกลางคืนไม่รู้ว่ามีร่างดำทะมึนโผล่มากี่ร่าง
ร่างเหล่านี้กำลังวิ่งหนีจากคฤหาสน์
ก่อนจะเกิดเรื่อง ไม่รู้เลยว่าที่นี่มีคนซ่อนตัวอยู่มากมายขนาดนี้
ลู่เซิ่งลองนับดู แค่คนที่เขาเห็นจากรอบๆ ก็มีมนุษย์อยู่สามคนแล้ว
เขาสะดุดใจ รีบหักเลี้ยววิ่งไปหามนุษย์คนหนึ่ง คิดจะจับคนมาถามสถานการณ์
“บ้าไปแล้วเหรอไง!” จู่ๆ หญิงชราในมือก็สบถ “นั่นเป็นนักวิ่ง! แกวิ่งตามมันไปไม่รู้จะถูกพาไปไหน! คนที่ตามนักวิ่งทุกคนหายตัวไปแล้ว! ไม่มีข้อยกเว้น!”
“นักวิ่งหรือ”
“พวกมันวิ่งตลอดตอนที่โผล่มา ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน แล้วหายไปอย่างฉับพลัน แต่ว่ากันว่าหากวิ่งตามพวกมันไป จะเข้าไปในโลกแปลกหน้าโดยไม่รู้ตัว บางทีที่นั่นอาจเป็นส่วนลึกอัน มืดมิดของโลก และอาจเป็นนรกที่ไม่รู้จักชื่อ”
หญิงชราพูดจาฉอดๆ
“อย่างไรคนที่ตามพวกมันก็ไม่มีจุดจบที่ดี นักวิ่งจะวิ่งชั่วนิรันดร์ คนที่เห็นพวกมันจะเห็นพวกมันวิ่งอย่างเดียว”
ลู่เซิ่งพิจารณาคนตรงหน้านั้นอย่างละเอียด เป็นอย่างที่หญิงชราเล่าให้ฟัง คนคนนั้นไม่มีจังหวะการเคลื่อนไหวแบบมนุษย์ มีจังหวะเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
แม้จะสัมผัสการหายใจและการเต้นของหัวใจได้ แต่ความรู้สึกนี้ปลอมเกินไป สมจริงจนปลอมเกินไป
ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่เงา
“ไปจากที่นี่ซะ เร็วสิ! กลิ่นอายของมนุษย์จะชักนำสัตว์ประหลาดมา!” หญิงชราร้องอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เซิ่งหิ้วนางวิ่งเป็นเวลาราวสิบนาที ทั้งสามค่อยไปนั่งพักผ่อนในคาเฟ่แห่งหนึ่ง
พอถังเอินและหญิงชราเห็นลู่เซิ่งที่หิ้วคนวิ่งมาตลอดทางแค่หอบหายใจเล็กน้อย ก็รู้สึกเหลือเชื่อ
“ไม่ต้องแปลกใจ ฉันแค่มีพลังกายอึดหน่อยแค่นั้น ตอนนี้ คุณเล่ามาที ว่าคุณวิ่งหนีอะไรกันแน่ และคุณรู้อะไรบ้าง” ลู่เซิ่งไม่สนใจสายตาตกตะลึงของทั้งสองคน จ้องมองไปยังหญิง ชราที่สวมเสื้อคลุมสีดำคนนั้น
“พวกแกทำกับคนแก่แบบนี้เหรอ นี่เป็นท่าทีที่ปฏิบัติต่อผู้อาวุโสกว่าหรือไง” หญิงชราร้องเสียงแหลม
“พอแล้วๆ พล่ามน้อยๆ หน่อย” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเหลืออด “ถ้าคุณไม่อยากถูกฉันกระทืบพิการ ก็จงให้ความร่วมมืออย่างเชื่อฟังเสีย”
“ฉันต้องการของกิน น้ำ อยากจะอาบน้ำ อยากหลับพักผ่อน ฉันอยากจะ…” ตูม!
ลู่เซิ่งตบลงบนโต๊ะด้านหน้านาง โต๊ะไม้ส่งเสียงแกร๊กและแตกร้าว
“ฉัน…ขอเรียบเรียงความคิดก่อน...”
หญิงชราอ้าปากตาค้างก่อนเสริมประโยคสุดท้ายอย่างอึ้งๆ
สองนาทีต่อมา ถังเอินที่ทนมองไม่ไหวก็หาคุกกี้ที่กินได้บางส่วนจากในคาเฟ่มาโยนให้หญิงชรา
หญิงชรากินอย่างตะกละตะกลาม ส่งเสียงโห่ร้องอย่างพอใจ
“คุณไม่ได้กินมานานขนาดไหนกันแน่” ถังเอินถามอย่างระอา
“ฉันซ่อนในห้องใต้ดินมาสิบสี่วัน! ทุกๆ วันกินแต่คุกกี้ไม่กี่ชิ้น และอาหารแห้งมื้อสุดท้ายของฉันก็หมดไปตั้งแต่เมื่อวาน ฉันไม่ได้กินอะไรมายี่สิบเจ็ดชั่วโมงแล้ว!”
หญิงชราตอบขณะเคี้ยว
“เล่ามาหน่อยว่าคุณรู้อะไรบ้าง เมื่อกี้คุณซ่อนอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งถามเสียงทุ้ม
หญิงชราได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเหะๆ
“ซ่อนอะไร พวกแกก็เจอมาแล้วไม่ใช่เหรอ สัตว์ประหลาดล่องหนนั่นน่ะ”
“สัตว์ประหลาดล่องหนอะไร คุณรู้ได้ไง” ลู่เซิ่งถามต่อ
“คนของอีซิสชอบเรียกมันว่า ฟาเตียน” หญิงชราหัวเราะเสียงแหลม “พวกแกอยากรู้ข้อมูลใช่ไหมล่ะ เอาอาหารกับยาแก้ปวดมาแลกสิ! ขอบอกเลยนะ ฉันรู้เยอะกว่าที่พวกแกจินตนาการไว้ อีก ก่อนหน้านี้ฉันเป็นคนที่เคยเข้าร่วมนิกายอีซิสมาก่อน แถมยังเคยคุยกับสันตะปาปาแก่ๆ ของพวกมันมาก่อนด้วย จงรับรู้ไว้ด้วยว่า นั่นมันบุคคลยิ่งใหญ่ของจริง!”
หญิงชราแสดงสีหน้าเชื่อมั่น
“ไม่กลัวตายเหรอไง” ลู่เซิ่งกำหมัดส่งเสียงข้อต่อหักดังกร๊อบๆ
“ฉันต้องการของกิน! และยาแก้ปวด! ไม่อย่างนั้นให้ตายฉันก็ไม่ยอมพูด!” หญิงชรากรีดร้อง
ต่อมา ไม่ว่าลู่เซิ่งจะขู่อย่างไร ยายแก่ผู้นี้ก็ทำท่าเหมือนหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก
ทั้งสองจนปัญญา ลู่เซิ่งจึงให้ถังเอินเฝ้าคนไว้ ตนเองออกไปรวบรวมของกินและยาจากบริเวณรอบๆ
อาหารยังพอหาได้บางส่วน แต่ยาแก้ปวดกลับไม่มีจริงๆ
อาหารถูกกองไว้ด้านหน้าหญิงชราอย่างต่อเนื่อง แต่นางก็เอาแต่บอกว่าไม่พอ ต้องการยาแก้ปวด ถึงจะยอมเล่าให้ฟัง
แต่ถังเอินไปตรวจสอบในร้ายขายยาหลายแห่งที่อยู่ใกล้ๆ มาแล้ว ยาแก้ปวดด้านในถูกคนขนไปเกลี้ยง
หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่คืนหนึ่ง ในที่สุดฟ้าก็เริ่มสางโดยไม่รู้ตัว
“เวลาน่าจะผ่านไปแล้ว สัตว์ประหลาดพวกนั้นน่าจะไม่อยู่แล้ว สถานที่ที่พวกแกอยู่มียาหรือเปล่า ฉันขอบอกให้ชัดก่อนนะว่า ถ้าไม่ยาแก้ปวด ฉันก็จะไม่ยอมพูดสักคำเดียว!” หญิงชรา าเหมือนจะดูออกว่าพวกลู่เซิ่งต้องการข้อมูลของนาง จึงทำท่าไม่เกรงกลัว
ลู่เซิ่งคิดไว้ว่ารอไม่ร่วมมืออีก จะใช้วิชาจิตโน้มนำกับยายแก่นี่ดู แม้โครงสร้างทางชีววิทยาจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมีประโยชน์
จากนั้นทั้งสามก็แอบกลับคฤหาสน์
ในคฤหาสน์ยังคงเละเทะ แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดจะกลับมาตอนไหน ถังเอินจึงรีบอุ้มยาที่เอาไปได้ทั้งหมดออกมา
ยาทั้งหมดใส่ในกระเป๋าถือใบหนึ่งก็หมด
ต่อมาทั้งสามออกจากคฤหาสน์ แล้วไปยังห้องใต้ดินใกล้ๆ ตอนนี้พวกเขาค่อยโล่งใจ สามารถพักผ่อนได้แล้ว
ห้องใต้ดินเป็นโกดังใต้ดินของร้านร้านหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเอาไว้เก็บอะไร
มันกินพื้นที่ใหญ่มาก ขนาดเกือบมากกว่าร้อยตารางเมตร กล่องไม้กองระเกะระกะอยู่ด้านใน จะเห็นจากด้านนอกกล่องได้ว่ามีชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์บางส่วนกระจายอยู่บนพื้น
ตึง
กระเป๋าที่บรรจุยาถูกวางบนโต๊ะด้านหน้าหญิงชรา
“เอาล่ะยาย ครั้งนี้พอแล้วใช่ไหม” ถังเอินเอ่ยอย่างหงุดหงิด
“อย่ามาเรียกยงเรียกยายนะยะ ฉันแองเจลา! เหอะๆ พอก็พออยู่หรอก ถ้าเยอะกว่านี้หน่อย บางทีฉันอาจให้คำแนะนำข้อหนึ่งแก่พวกแกได้” หญิงชรายิ้มอย่างละโมบ
“หยุดพล่ามสักที เล่ามาว่าคุณรู้อะไรบ้าง” ลู่เซิ่งกล่าวพลางย่นคิ้ว
“เหอะๆๆ…พวกแกอยากรู้เรื่องฟาเตียน หรือเรื่องอื่นล่ะ” หญิงชราแองเจลากอดกระเป๋าใส่ยาไว้ เริ่มตรวจสอบของด้านในอย่างคุ้นเคย
“พูดถึงฟาเตียนอะไรนั่นก่อน” ลู่เซิ่งบอก
“ขอบอกไว้ก่อนนะว่า ตอนฉันยังอยู่ที่อีซิส เคยติดต่อกับอัศวินขาวที่ทำหน้าที่กู้ภัย พวกเขาเตือนฉันว่า ฟาเตียนเป็นสิ่งที่ไม่อาจฆ่า ไม่อาจมองเห็น พวกมันมีร่างกายล่องหน พล ละกำลังช้างสาร มีความอึดที่ไม่มีวันหมด…”
รอยยิ้มบนใบหน้าแองเจลาค่อยๆ หายไป ก้มน้ำใช้น้ำเสียงอึมครึมเล่าอย่างช้าๆ
“ดังนั้น ฟาเตียนจึงเป็นสิ่งที่สู้ด้วยไม่ได้ มันเหมือนกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจป้องกัน”
“ประเด็นสำคัญคือพวกมันโผล่มาจากไหน” ถังเอินกล่าวอย่างหมดคำพูด