ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 1727 มาดูกัน
ตอนที่ 1727 มาดูกัน
………………..
แม้ว่าจะไม่มีการเอ่ยนาม แต่ลั่วเหยี่ยนก็สามารถสัมผัสได้ทันทีว่า…เสียงนั้นกำลังเรียกพวกเขาอยู่!
การกระทำของเขาหยุดชะงักและหันกลับไปมอง
ใบหน้าของเขามีประกายระแวดระวังและหมดความอดทน
“เจ้าคิดจะทำอันใดอีก? ยังทำร้ายหนานอีอีไม่พออีกหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นมา เหมือนกับว่าได้ยินเรื่องน่าขันอันใดบางอย่าง นางหัวเราะขึ้นเสียงเบา
“เหตุใดผู้อาวุโสลั่วเหยี่ยนพูดเช่นนี้เล่า? ข้าทำร้ายหนานอีอีตั้งแต่เมื่อใดกัน? ตั้งแต่ต้นจนจบ…ก็เป็นพวกเจ้าที่ไล่ตามพวกเราไม่เลิกราและยังคิดที่จะสังหารพวกเราไม่ใช่หรือ?”
พวกเขาก็แค่ตอบโต้และป้องกันตัวเท่านั้น แล้วเหตุใดอีกฝ่ายถึงไม่ยอมแพ้และยอมจำนนเสียที?
“หรือว่า อนุญาตให้แก่พวกเจ้าที่สามารถชนะได้อย่างเดียว สามารถรังแกผู้อื่นได้ ผู้อื่นห้ามตอบโต้ ห้ามป้องกันตนเองใช่หรือไม่ ถ้าไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินพวกเจ้า?”
ลั่วเหยี่ยนพูดอันใดไม่ออก
เขาเป็นคนที่มากลางทาง ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอย่างชัดเจน หลังจากฟังคำพูดของหนานอีอีแล้วเขาก็ตัดสินว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของอีกฝ่าย
แต่เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งได้ยินคำพูดจากปากของผู้อาวุโสอูเผิง ในที่สุดเขาถึงเพิ่งได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างใด
แน่นอนว่าเขารู้ว่า ที่เรื่องมาถึงตรงนี้ได้ ความผิดส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่หนานอีอีก่อ
แต่เขาก็รักและเอ็นดูหนานอีอีมาโดยตลอด ดังนั้นจึงแก้ต่างให้นางภายในใจโดยไม่รู้ตัว
กอปรกับสถานการณ์ตอนนี้ของหนานอีอีก็น่าสลดเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ดังนั้นจึงนำความโกรธและเคียดแค้นไปลงที่คนอื่นทั้งสิ้น
สายตาของฉู่หลิวเยว่จดจ้องที่หนานอีอี
เหมือนว่าหนานอีอีจะสามารถสัมผัสได้ ดังนั้นจึงหันกลับมามองนาง
คนสองคน สายตาทั้งสี่ประสานกัน
ทันใดนั้นหัวใจของหนานอีอีก็เย็นยะเยือกขึ้นมาในทันที! ร่างทั้งร่างเหมือนตกลงไปในถังน้ำแข็ง ความหนาวเย็นเสียดแทงกระดูก!
ภายในสมองของนางตอนนี้ มีความคิดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
ซั่งกวนเยว่…น่ากลัวจริงๆ!
เสียงครวญครางในลำคอของนางหยุดลงอย่างกะทันหัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาเหล่านี้ก็ทำให้นางร้องไห้ไม่ออกเลย!
ซั่งกวนเยว่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ดูเหมือนว่าจะร้องไห้จนพอแล้ว”
หนานอีอีผู้นี้เป็นคนที่แปลกประหลาดน่าดู
ก่อนหน้านี้เพราะนางพูดจาให้คนแตกกัน กลับดำเป็นขาว จึงถูกหรงซิวตัดลิ้น
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้นางก็ยังไม่สำนึก และยังกล้ากรีดร้องเสียงครวญครางต่อหน้าผู้คน
นี่นางคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่…
แต่ในที่สุดนางก็เงียบลงแล้ว
ฉู่หลิวเยว่หันหน้ากลับมามอง
ว่างเปล่า
ความดำมืดที่อยู่โดยรอบถูกนางดูดกลืนพลังแห่งสวรรค์และโลกไปตั้งนานแล้ว ตอนที่กำลังซ่อมแซมเนื้อเพลงฉินความมืดเหล่านั้นก็ค่อยๆ จางหายไปแล้ว
ตอนที่นางซ่อมแซมเนื้อเพลงฉินสำเร็จ ความมืดสายสุดท้ายก็ถูกแสงสว่างเจิดจ้าส่องสะท้อน
และผู้อาวุโสอาจิ่งก็ได้หายตัวไปด้วยเช่นเดียวกัน
ฉู่หลิวเยว่กวาดสายตามองรอบด้าน
นางอยู่บริเวณศูนย์กลางของพื้นที่พิเศษในกำแพงแห่งนี้
กำแพงแห่งนี้เปลี่ยนเป็นความโปร่งแสงแล้ว ดังนั้นคนภายนอกจึงมองเห็นตัวของนางได้อย่างชัดเจน อีกทั้งนางก็ยังสามารถมองเห็นด้านนอกได้ทั้งหมด
ดูจากปฏิกิริยาของพวกเขา พวกเขาน่าจะมองไม่เห็นผู้อาวุโสอาจิ่ง และยิ่งไม่รู้ถึงการมีตัวตนของเขา
ฉู่หลิวเยว่จึงเกิดความรู้สึกเสียใจอยู่หลายส่วน
นางรู้ว่าผู้อาวุโสอาจิ่งช่วยเหลือนางมามาก
จนกระทั่งตอนนี้ แม้คำพูดขอบคุณนางก็ยังไม่ทันได้พูดออกไป แต่ก็ต้องจากกันแล้ว…
เป็นเรื่องน่าเสียดายจริงๆ
นางเงียบไปครู่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถจัดการความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว และหันกลับไปมองทางถวนจื่อ
นางโบกมือเรียก
“ถวนจื่อ!”
“อาเยว่!”
เมื่อเห็นว่าในที่สุดฉู่หลิวเยว่ก็สามารถจัดการเรื่องราวได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น ถวนจื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก จากนั้นก็วิ่งมาหานางด้วยความยินดีและพุ่งตัวเข้ากอดนางโดยตรง
แขนทั้งสองข้างโอบกอดลำคอของฉู่หลิวเยว่เอาไว้จนแน่น นางขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของฉู่หลิวเยว่ จากนั้นก็ถูไถใบหน้าของนางด้วยความสนิทสนม
“อาเยว่! อาเยว่! ถวนจื่อคิดถึงมากๆ!”
หัวใจของฉู่หลิวเยว่รู้สึกอุ่นวาบ และกระชับอ้อมกอดของนางให้แน่นขึ้น
“…ข้าก็คิดถึงเจ้า”
สำหรับถวนจื่อแล้วอาจจะผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน
แต่สำหรับนางแล้วเวลาได้ผ่านไปหลายสิบปี
…ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสอาจิ่งเคยพูดว่า นางใช้เวลาได้น้อยกว่าที่กำหนด ดังนั้นเวลาจึงผ่านไปไม่ถึงร้อยปี
แต่ว่าเวลาก็ผ่านไปหลายสิบปี
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ตอนนี้เมื่อนางได้โอบกอดร่างอ่อนนุ่มของถวนจื่อ พร้อมฟังเสียงออดอ้อนที่นุ่มนวลของนาง ทำให้ความปรารถนาที่จางหายไปนานท่วมท้นขึ้นมาภายในใจของนางอีกครั้ง
ขณะที่ฉู่หลิวเยว่กำลังจะเดินออกจากกำแพง สายลมอันแผ่วเบาสายหนึ่งพัดจนแขนเสื้อของนางม้วนขึ้น
ราวกับว่ามีระลอกคลื่นมาจากด้านหลังของนาง
หัวใจของนางสั่นไหว จากนั้นก็หันกลับไปมอง
ขอบด้านสีดำที่เมื่อครู่นี้จางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ในตอนนี้กลับมาเข้มข้นราวกับน้ำหมึก!
หลังจากผ่านไปไม่นานผลึกหินที่กระจ่างใสก็ถูกย้อมเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว แต่เวลาเพิ่งผ่านไปครึ่งเค่อทุกอย่างก็กลับสู่ความปกติ เหมือนดังเช่นตอนแรกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตามอง
ถ้านางไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง เกรงว่าก็คงไม่มีใครเชื่อในเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมด
นางจ้องมองสีดำนั้นอยู่นานแล้วพูดขึ้นในใจว่า
“ขอบคุณผู้อาวุโสอาจิ่ง”
แม้ว่าจะไม่มีเสียงตอบรับ แต่นางก็รู้สึกว่าผู้อาวุโสอาจิ่งน่าจะได้ยินคำพูดของนาง
รอบข้างกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิวเยว่หันกลับจากนั้นก็สาวเท้าเดินออกมา
ร่างกายของหนานอีอีตึงเกร็งขึ้นมาในทันที!
นางมาแล้ว!
นางต้องการจะทำอันใด?
ตอนนี้นางดูจนตรอกมากพออยู่แล้ว หรือว่าอีกฝ่ายยังจะไม่ยอมเลิกรา?
ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาในสมองของหนานอีอี ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวและเป็นกังวลอย่างมาก
ฉู่หลิวเยว่เดินเข้ามาทีละก้าว
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายหดสั้นลงเรื่อยๆ
หนานอีอีคว้ามือจับลั่วเหยี่ยนที่อยู่ด้านข้างแน่นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าซีดเผือด
ฝีเท้าของฉู่หลิวเยว่ไม่ได้หยุดชะงัก เหมือนว่านางไม่ได้ยินคำเตือนของเขาเลย
ลั่วเหยี่ยนมีสีหน้าเย็นชามากกว่าเดิม
“หากเจ้ากล้าแตะต้องหนานอีอี ข้าจะไม่มีทางเกรงใจเด็ดขาด! เจ้า…”
เขายังพูดไม่ทันจบแต่ฉู่หลิวเยว่ก็อยู่ตรงหน้าคนทั้งสองแล้ว แต่ทว่า…นางยังคงเดินต่อไปด้านหน้าโดยไม่หยุดฝีเท้าแม้แต่ครึ่งก้าว
นางเดินผ่านไป
แม้กระทั่งสายตายังไม่เหลือบแลมามองลั่วเหยี่ยนและหนานอีอีเลยแม้แต่น้อย
คำพูดที่เหลือของลั่วเหยี่ยนติดอยู่ในลำคออย่างกะทันหัน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
ฉู่หลิวเยว่เดินไปอีกสักพักหนึ่ง จากนั้นก็วางถวนจื่อลงพื้น ก่อนจะหันไปทักทายและทำความเคารพเพื่อขอบคุณแก่อี้เจาและผู้อาวุโสอี้อวี่อย่างจริงจังและหนักแน่น
“ขอบคุณประมุขอี้เจาและผู้อาวุโสอี้อวี่เป็นอย่างมากที่เดินทางมาช่วยเหลือ”
อี้เจามีสีหน้าราบเรียบ
“ถวนจื่อขอความช่วยเหลือ พวกเราก็ต้องมาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำขอบคุณ ไม่ว่าอย่างใดในครั้งนี้พวกเราก็ยังไม่ได้ทำอันใดเลย”
ฉู่หลิวเยว่ยืดหลังตรง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาโค้งงอ
“ผู้อาวุโสทั้งสองเกรงใจเกินไปแล้ว”
ถ้าพวกเขาทั้งสองไม่ได้อยู่ที่นี่ ตระกูลหนานไม่มีวันเลิกราอย่างง่ายดายเช่นนี้เด็ดขาด
แต่กลับกลายเป็นว่าถวนจื่อตื่นตูมเกินไปโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจึงทำให้พวกเขาเป็นห่วงอยู่นาน
นางลูบศีรษะของถวนจื่อเบาๆ แล้วเอ่ยกระตุ้นเสียงเบา
“ถวนจื่อขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองหรือยัง?”
ถวนจื่อพยักหน้าอย่างแรง จากนั้นก็โค้งคำนับผู้อาวุโสทั้งสองอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณท่านปู่ประมุข! ขอบคุณท่านปู่ผู้อาวุโสที่ห้า!”
เมื่อมองใบหน้ากลมเกลี้ยงน่ารักของนาง นิ้วชี้ของอี้เจาก็ขยับขึ้นเล็กน้อย
…เขาแทบจะไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ได้แล้ว
ในตอนนั้นเองผู้อาวุโสอี้อวี่ที่อยู่ด้านข้างก็ย่อเข่าลงเล็กน้อย จากนั้นก็กางแขนทั้งสองข้างออกพร้อมส่งยิ้มให้กับถวนจื่อแล้วพูดว่า
“ถวนจื่อ! รีบมาให้ท่านปู่ผู้อาวุโสที่ห้าดูหน่อยสิ เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
เมื่อเปรียบเทียบกับอี้เจาและผู้อาวุโสท่านอื่น ผู้อาวุโสอี้อวี่มีท่าทีต่อฉู่หลิวเยว่และถวนจื่อมาดีตั้งแต่ต้น
กอปรกับช่วยเหลือพวกนางทั้งที่ลับและที่แจ้งมาไม่น้อย ฉู่หลิวเยว่และถวนจื่อจึงรู้สึกสนิทสนมกับเขามากกว่า
ตอนนี้เมื่อได้ยินผู้อาวุโสอี้อวี่พูดเช่นนี้ ถวนจื่อก็วิ่งตึกๆ เข้าไปหาในทันทีอย่างไม่คิดอันใดมาก
นางเงยหน้าเล็กๆ ขึ้น หมุนตัวเป็นวงกลมแล้วเผยรอยยิ้มกว้าง
“ท่านปู่ผู้อาวุโสที่ห้าดูสิ! ข้าสบายดีมาก!”
ภายในใจของถวนจื่อก็รู้สึกซาบซึ้งต่อพวกเขามาก ดังนั้นตอนนี้นางจึงแสดงความกระตือรือร้นและรอยยิ้มอย่างไม่ลังเล
หัวใจของผู้อาวุโสอี้อวี่จะละลายแล้ว
อ๊าก!
น่ารักมาก!
เผ่าหงส์ทองคำไม่เคยมีหงส์ทองคำตัวไหนที่สามารถแปลงกายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ในสถานการณ์ทั่วไปแล้ว ที่พวกเขาสามารถเห็นรุ่นเยาว์อย่างน้อยก็มีอายุสิบกว่าขวบแล้ว
แต่ถวนจื่อในตอนนี้เพิ่งจะสามสี่ขวบเท่านั้น เขาจึงรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!
ต่อให้รู้ว่าถวนจื่อมีสายเลือดบริสุทธิ์ อีกทั้งยังสามารถเปิดเส้นชีพจรที่สี่ได้แล้ว นางถือว่าหัวกะทิในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่อย่างแน่นอน แต่ตอนที่เห็นนางทำท่าทางออดอ้อนน่ารัก ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกรักใคร่เอ็นดูโดยไม่รู้ตัว
จนแทบอยากจะนำของดีๆ ทั่วทั้งโลกมาวางกองอยู่ในมือของนาง
ผู้อาวุโสอี้อวี่อดใจไม่ยื่นมือออกไปไม่ได้ จากนั้นก็ลองลูบมวยผมของนาง แล้วกล่าวคำชมเชยอย่างจริงใจ
“ถวนจื่อสุดยอด!”
ถวนจื่อหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็พุ่งตัวมากอดขาของผู้อาวุโสอี้อวี่เอาไว้
“ท่านปู่ผู้อาวุโสที่ห้าก็สุดยอด!”
เมื่อครู่นี้นางมองเห็นหมดแล้วตอนที่ตระกูลหนานที่หยิ่งผยองต่อคนทั้งโลก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านปู่ผู้อาวุโสที่ห้าและคนอื่นๆ พวกเขาก็ยังต้องมีท่าทีทำความเคารพ!
ผู้อาวุโสอี้อวี่ “!!!”
อี้เจา “???”