ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 1729 ไล่ตาม
ตอนที่ 1729 ไล่ตาม
………………..
หรงซิวมีสีหน้าเย็นชา จากนั้นก็รีบคว้ามือของนางเอาไว้อย่างรวดเร็ว!
เงาร่างของเขาก็หายตัวไปอย่างพร้อมเพรียง!
ความว่างเปล่าที่พังทลายถูกความดำมืดเข้มข้นเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว พร้อมซ่อนร่องรอยของพวกเขาอย่างมิดชิด!
“นางหนูเยว่เออร์!”
“อาเยว่!”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจ
แต่อย่างใดก็ตามทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก พวกเขายังไม่ทันได้ตอบสนอง คนก็ได้หายไปแล้ว!
หนานซู่ไหวขมวดคิ้วแน่นเป็นปม ต้องการจะฉีกมิติอีกครั้งเพื่อติดตามพวกเขาไป!
ซั่งกวนจิ้งยื่นมือออกมาขวางเขาไว้
“ไม่มีประโยชน์ มิติในที่แห่งนี้เกิดการสั่นสะเทือน รอยแยกแต่ละรอยมีทิศทางที่แตกต่างกัน ต่อให้จะฉีกมิติในพื้นที่ตำแหน่งเดียวกัน ก็ไม่สามารถเดินทางไปที่แห่งเดียวกับพวกเขาได้”
ซั่งกวนจิ้งเคยมาที่แห่งนี้มาก่อน นับว่าเป็นคนที่คุ้นเคยกับอาณาจักรเสิ่นซวี่มากที่สุดในกลุ่มบุคคลที่อยู่ที่นี่
หากแม้กระทั่งเขายังพูดเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้จริงๆ
“เช่นนั้นจะทำอย่างใดดี?”
หนานซู่ไหวรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก
คนผู้นี้เพิ่งออกมาจากภายในภำแพงที่เต็มไปด้วยอันตราย ยังพูดคุยกันไม่ได้สองประโยคเลย นางกลับตกลงไปในมิติที่ว่างเปล่าอีกแล้ว จนตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ในที่แห่งใด
ใต้หล้ากว้างใหญ่ แล้วเช่นนี้จะตามหาได้อย่างใด?
ซั่งกวนจิ้งขมวดคิ้วขึ้นและจมดิ่งอยู่ในความคิด
“ความจริงแล้วเรื่องเช่นนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก…”
“ข้าเดาว่า นางหนูเยว่เออร์น่าจะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหรงซิวอยู่ เพียงแต่ว่า…การที่จะตามหาพวกเขาได้ตอนนี้ เกรงว่าจะเป็นเรื่องยากแล้ว”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง
บุพกาลชายแดนเหนือ!
นั่นเป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างมากอีกทั้งยังห่างจากที่นี่เป็นหมื่นลี้!
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุด
สำหรับพวกเขาเหล่านี้ ต่อให้เป็นบุพกาลชายแดนเหนือ หรือสถานที่ที่อันตรายมากกว่านี้ใช่ว่าพวกเขาจะไปไม่ได้
แต่ปัญหาในตอนนี้คือ…พวกเขาต้องระบุตำแหน่งที่แน่นอนของฉู่หลิวเยว่และหรงซิวก่อน!
อาณาจักรเสิ่นซวี่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ใครจะรู้เล่าว่าพวกเขาจะถูกส่งไปที่ใด?
ท่ามกลางความเงียบงันแทบจะทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องไห้เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ฮือ! อาเยว่หายไปแล้ว! ฮือ! อาเยว่!”
คนที่ร้องไห้ก็คือ ถวนจื่อ
ซั่งกวนจิ้งและคนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา
เรื่องเมื่อครู่นี้มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มีเพียงแค่หรงซิวที่มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วที่สุด และติดตามไปได้
เนื่องจากถวนจื่ออยู่ในอ้อมแขนของอี้เจา จึงไม่สามารถติดตามไปได้ในทันที ทำให้ถูกทิ้งอยู่ที่นี่
เมื่อเห็นว่าถวนจื่อร้องไห้ อี้เจาก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที ก่อนจะรีบยกมือเช็ดน้ำตาให้กับถวน
จื่อด้วยความระมัดระวัง
ฝ่ามือของเขาทั้งใหญ่และหยาบกระด้าง มือของเขานั้นใหญ่กว่าใบหน้าของถวนจื่อเสียอีก
การกระทำเหล่านี้ดูงุ่มง่ามอย่างชัดเจน
“ถวนจื่อ อย่าร้อง ไม่ต้องร้องไห้นะ…”
อี้เจาก็เป็นกังวลมากเช่นกัน
หากใครทำไม่ดี อี้เจาก็จะตำหนิ เพียงเท่านี้ก็สามารถเพิ่มความกดดันให้กับพวกเขาได้อย่างมหาศาลแล้ว
โดยสรุปแล้วไม่มีใครกล้าทำตัวกำเริบเสิบสานต่อหน้าอี้เจาเลย
แต่ถวนจื่อนั้นแตกต่างออกไป
ด้านหนึ่งก็เป็นเพราะนางไม่ได้เติบโตภายในภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง ซึ่งนางก็ไม่เคยเห็นอี้เจามีท่าทางเคร่งขรึมและแข็งแกร่งมาก่อน
ส่วนอีกด้านหนึ่ง…นางติดตามฉู่หลิวเยว่มานาน ดังนั้นจึงมีนิสัยตามใจและเย่อหยิ่ง เดิมทีนางไม่กลัวว่าอี้เจาจะโกรธเลย
…หากนางกลัว ก่อนหน้านี้นางคงไม่ไปเผชิญหน้ากับพวกเขาที่ตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงหรอก
ดังนั้นเมื่อถวนจื่อเริ่มร้องไห้อย่างปวดใจขึ้นมา
อี้เจาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
ตอนนี้เขาไม่เพียงต้องอุ้มเด็ก แต่ยังต้องโอ๋เด็กน้อยด้วย
ถวนจื่อร้องไห้ หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะปลอบโยนอย่างใดดี
ดังนั้นเขาจึงหันไปจ้องผู้อาวุโสอี้อวี่ด้วยความโกรธ
เจ้าดูสิ! ตอนนี้ยังไม่รีบหาหนทางมาปลอบนางอีกหรือ!
ผู้อาวุโสอี้อวี่ที่ถูกโกรธอย่างไม่ทราบสาเหตุก็มีสีหน้ามึนงงไป
ตอนที่อุ้มท่านก็เป็นคนอุ้ม แต่ตอนที่ต้องโอ๋นางกลับนึกถึงข้าขึ้นมาแล้วหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นสองคนนี้ก็เป็นคนที่ไม่สามารถยั่วยุได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นถวนจื่อร้องไห้ เขาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา
ผู้อาวุโสอี้อวี่จึงกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ
เขาครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งแล้วพูดปลอบโยนขึ้นมาว่า
“ถวนจื่อ เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้เลยนะ ตอนนี้เจ้าสัมผัสได้หรือไม่ว่าพวกเขาอยู่ที่ใดกัน? หากมีเบาะแส พวกเราก็สามารถไปตามหาพวกเขาได้เลย”
ท้ายที่สุดแล้วพวกนางก็ได้ทำพันธสัญญาต่อกัน
เมื่อได้ยินดังนั้น ถวนจื่อก็หยุดร้องไห้จริงๆ จากนั้นก็เช็ดน้ำตาที่หางตาแล้วพยักหน้าพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น
เห็นได้ชัดว่าต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ตัวนางแล้ว
ถวนจื่อหลับตาแดงก่ำ กลั้นลมหายใจและรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็เริ่มตามหาร่องรอยของฉู่หลิวเยว่ด้วยความระมัดระวัง
สิ่งที่นางทำให้รู้สึกโชคดีก็คือ ตอนนี้พวกนางไม่ได้อยู่ในกำแพงสีดำอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นสายสัมพันธ์ของนางกับฉู่หลิวเยว่ยังไม่ได้ตัดขาดไป
เพียงแต่สายสัมพันธ์เหล่านี้…เหมือนว่าจะไร้ตัวตนและสัมผัสได้ยาก
หลังจากผ่านไปสักพักหนึ่ง ถวนจื่อก็ลืมตาขึ้นมาแล้วขมวดคิ้วแน่น
เมื่อเห็นสีหน้าของนาง ทุกคนก็มีคำตอบอยู่ภายในใจแล้ว
แต่ผู้อาวุโสอี้อวี่ก็ยังถามขึ้นมาอีกประโยคว่า
“ถวนจื่อเป็นอย่างใดบ้าง? เจ้าพบอันใดหรือไม่?”
ถวนจื่อส่ายหน้า
“เหมือนว่าอาเยว่จะยังอยู่ในมิติที่ปั่นป่วน ในตอนนี้ข้าจึงยังไม่สามารถระบุตำแหน่งและทิศทางของนางได้”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา
ก็จริง
หากนางถูกส่งจากที่แห่งนี้ไปในระยะทางที่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ เกรงว่าจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง
ถวนจื่อกำหมัดกรอด
“ข้าจะลองหาต่อไป ข้าต้องหาอาเยว่เจอแน่นอน!”
ขอเพียงแค่ฉู่หลิวเยว่ไปถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง นางก็จะสามารถหาเจอได้อย่างรวดเร็ว!
เมื่อถวนจื่อตัดสินใจเช่นนี้ก็ไม่มีใครคัดค้าน
อี้เจาวางถวนจื่อลง เพื่อให้นางจดจ่ออยู่กับการค้นหาลมปราณของฉู่หลิวเยว่
ถวนจื่อนั่งขัดสมาธิ จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง
คนอื่นๆ ที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นก็เงียบเสียงและกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว ความเงียบเข้าปกคลุม พวกเขารอคำตอบจากถวนจื่อด้วยความอดทน
อีกด้านหนึ่ง ฉู่หลิวเยว่ที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าใต้ฝ่าเท้าของนางนั้นมีเพียงความว่างเปล่า ร่างกายไหลไปตามทิศทางที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นนางก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีฝ่ามืออันอบอุ่นกำลังกุมข้อมือของนางเอาไว้จนแน่น
ทันใดนั้นรอบข้างก็ตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิด!
แต่นางกลับถูกฝ่ามือนั้นดึงเข้าหาตัวและตกอยู่ในอ้อมกอดที่คุ้นเคย
กลิ่นน้ำหอมเย็นจางๆ ปะทะเข้าที่จมูกของนางทันที ทำให้ฉู่หลิวเยว่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
“หรงซิว?”
หรงซิวตอบรับเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาทุ้มกว่าเดิมหลายส่วน มืออีกข้างหนึ่งก็โอบรอบเอวบางของนางเอาไว้ พร้อมกระชับคนในอ้อมกอดเอาไว้จนแน่น
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกประหลาดใจไปครู่หนึ่ง
การเคลื่อนไหวของหรงซิวเร็วขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยเลย…
และลมปราณบนร่างกายของเขา…
เมื่อครู่นี้นางยังไม่ทันได้สังเกตเขาอย่างละเอียด แต่ในตอนนี้ได้มาอยู่ใกล้ชิดกันขนาดนี้ นางจึงรู้สึกว่าบนตัวของเขานั้นมีอันใดเปลี่ยนแปลงไป
นางเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยแล้วถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจว่า
“เจ้า…ตามมาทันได้อย่างใด? เจ้า…ทะลวงด่านแล้วหรือ?”
หรงซิวก้มศีรษะลง พร้อมบีบเอวของนางเบาๆ จากนั้นเขาก็ตามหาริมฝีปากหวานหอมและอ่อนนุ่มท่ามกลางความมืดได้อย่างง่ายดาย
รอยยิ้มอันคลุมเครือก็จางหายไป
“…เรื่องไล่ตามเจ้า เป็นเรื่องที่ข้าถนัดมากที่สุด และหลงใหลมากที่สุดเช่นกัน”
………………..