ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 1783 ลำบากยากแค้น
ตอนที่ 1783 ลำบากยากแค้น
………………..
หนานอีฝานรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนักเมื่อเห็นสายตาที่นางมองมา
เหตุใดเขาต้องทำเช่นนี้อีก!
บุตรชายและบุตรสาวทั้งคู่ของตน ทั้งไร้ประโยชน์ทั้งพิการ เขาจะไม่เจ็บปวดใจและไม่ต้องการล้างแค้นแทนพวกเขาได้อย่างไรกัน!
แต่ทว่า…
ฝ่ายตรงข้ามคือหรงซิวเชียวนะ!
ถ้าหากต้นเหตุของเรื่องเหล่านี้มาจากพวกเขา เช่นนั้นเขาก็จะลองสู้ดูสักตั้ง
แต่แท้จริงแล้วนั้นความผิดส่วนใหญ่ล้วนมาจากตัวพวกเขาเองทั้งสิ้น!
หากเวลานั้นหนานอีอีไม่คิดจะเข้าไปแย่งชิงหรงซิวจากซั่งกวนเย่ว
หากอวี่สิงไม่ยั่วยุฝ่ายตรงข้ามอยู่หลายครั้งหลายหนที่สุสานสังหารเทพนั่น
หากในเวลานั้นพวกเขารับรู้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติไปก็ควรรีบวางมือเสีย และอยู่ให้ห่างจากหรงซิวกับคนอื่นๆ…
เรื่องราวทั้งหมดคงไม่กลายเป็นปัญหาอย่างเช่นวันนี้เป็นแน่!
ทว่าบัดนี้ล้วนสายไปเสียแล้วที่จะพูดอะไรได้อีก
บรรยากาศภายในห้องนอนราวกับน้ำแข็งค้าง
หนานอีอีเบือนหน้าไปทางอื่นและหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง
เห็นได้ชัดว่านางไม่ยอมพูดคุยกับหนานอี้ฝานได้อีกต่อไป
ท่าทีต่อต้านของนางเช่นนี้ทำให้ในใจของหนานอี้ฝานเศร้าใจอย่างมาก
เดิมทีเขาแค่ต้องการเข้ามาปลอบใจนางสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้ว…ยังคงแยกกันด้วยความไม่เข้าใจ
ขณะนี้เขารู้ดีว่าต่อให้พูดอะไรออกไป ก็ล้วนไม่มีประโยชน์เสียแล้ว เขามองดูนางอยู่ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นยืน
เขาค่อยๆ ดึงผ้าห่มเพื่อจะช่วยห่มผ้าให้หนานอีอี แต่กลับถูกหนานอีอีดึงผ้าห่มกลับคืนไป
“ข้าจะสั่งให้คนส่งยาต้มมาให้ใหม่อีกถ้วย บ่าวใช้พวกนี้ที่เจ้าไม่ชอบก็ให้เปลี่ยนคนมาใหม่ แต่ต่อไปจะทำเช่นนี้ไม่ได้อีก”
เมื่อพูดจบเขาก็หันตัวเดินออกไป
เมื่อเดินมาถึงทางออก ฝีเท้าของหนานอี้ฝานหยุดชะงักลง
มือข้างหนึ่งของเขาเท้าไว้ไปที่ประตูและกล่าวขึ้นโดยไม่หันหน้ามามองนาง
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่สนใจอวิ๋นเทียนเซวีย แต่คนอย่างหรงซิวแท้จริงแล้วเขาเป็นบุคคลที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เรื่องบางอย่าง…ต่อไปเจ้าก็จะเข้าใจได้เอง”
เมื่อพูดจบเขาก็ผลักประตูเดินออกไป ผ่านไปชั่วครู่หนานอีอีจึงลืมตาขึ้น
ทั้งห้องมีแต่ความเงียบสงัด แทบจะทำให้ผู้คนหวาดหวั่น
นางหันไปมองตรงประตูใหญ่พลางขมวดคิ้วแน่น
ทว่านางไม่เคยเห็นท่านพ่อเกรงกลัวใครเช่นนี้มาก่อน
หรือว่าบนร่างของหรงซิ่วอาจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่เป็นแน่น?
แต่ถ้าหากเขาไม่ใช่องค์ชายแห่งวังเมฆาสวรรค์ล่ะ…
ขณะที่หนานอีอีนิ่งเงียบมาเป็นเวลานาน อาการดิ้นรนต่อสู้ก็ปรากฏขึ้นนัยน์ตาของนาง หลังจากนั้นจึงหยิบนกหวีดหยกสีเขียวมรกตออกมาจากหน้าอก
นางวางนกหวีดหยกไว้บนริมฝีปากและเป่าเต็มแรง!
เสียงนกหวีดแหลมที่ดังขึ้นดูบางเบาอย่างมาก จนเสียงกลับเหือดแห้งและหายไปอย่างรวดเร็ว!
นอกจากตัวนางแล้วแทบจะไม่มีใครได้ยินเสียงนั่น
แม้แต่หนานอี้ฝานที่เพิ่งเดินออกไปก็คงไม่ได้ยิน
หนานอีอีวางนกหวีดหยกลง มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่ด้านหน้าพลางหลับตาลง ท่าทางของนางราวกับกำลังรออะไรบางอย่างอยู่
ประมาณชั่วครู่ต่อมาก็มีคนเข้ามาส่งยาอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก!
เสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งดังขึ้น จนไปขัดจังหวะคำพูดของบ่าวใช้หนุ่มเข้า ทันใดนั้นเขาจึงถือ โอากาสหยิบถ้วยยาไป
บ่าวใช้หนุ่มรู้สึกตื่นตระหนกใจ เมื่อเห็นผู้ที่มาเยือนก็รู้สึกปิติยินดี
“ได้พบกับผู้อาวุโสลั่วเหยียน! แล้วยานี้…”
“ข้าจะบังคับให้อีอีดื่มด้วยตนเอง เจ้าออกไปก่อนเถอะ”
“โอ้ว! ขอรับ! ขอรับ!”
กอปรกับสถานะที่สูงศักดิ์ของลั่วเหยียน แน่นอนว่าคำพูดของเขาทำให้เด็กรับใช้หนุ่มไม่กล้าขัดได้
เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากมา แต่ใครไม่รู้บ้างว่าบ่าวใช้ที่ดูแลคุณหนูรองเกิดเรื่องราวใหญ่โตมากมายเพียงใด
ถ้าหากได้คนมาช่วย คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว
หลังจากบ่าวใช้หนุ่มทำความเคารพจึงรีบถอยออกไป
ลั่วเหยียนผลักประตูเข้าไป
ทันทีที่เห็นเขาเข้ามาใบหน้าของหนานอีอีก็ปรากฏความน้อยอกน้อยใจขึ้นมาอย่างเด่นชัดขณะ เดียวกับที่หยดน้ำตาก็ไหลลงอาบแก้ม
เมื่อลั่วเหยียนเห็นร่างของนางเป็นเช่นนี้ พลันรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมาก
“อีอี เหตุใดเจ้ายังดูซีดเซียวเช่นนี้ หรือเป็นเพราะยานี้ไม่ได้ผลใช่หรือไม่”
เหตุเพราะเขากังวลว่าจะทำให้ทุกคนเกิดสงสัยในสภาพร่างกายของนางเข้า ช่วงเวลานี้ที่กลับมา เขาได้มาหาหนานอีอีที่นี่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนี่ก็เป็นครั้งที่สอง
เดิมทีเขาคิดว่าร่างกายของหนานอีอีควรจะดีขึ้นมากแล้ว แต่กลับไม่คิดว่าเวลาผ่านไปนานเช่นนี้เหมือนร่างกายของนางยังไม่มีตรงไหนที่ดีขึ้นเลย
หนานอีอีส่ายหัวไปมา
ลั่วเหยียนขมวดคิ้วแน่นขึ้นและเดินเข้าไปดูหนานอีอีอย่างระมัดระวัง
จริงๆ แล้วหนานอีอีถูกทำร้ายที่สุสานเทพสังหารแต่กลับไม่ถึงชีวิต
หากว่ากันตามเหตุผลเพียงกลับมาค่อยๆ ปรับตัว ก็น่าจะฟื้นคืนร่างกายได้
เมื่อก่อนนิสัยของหนานอีอีเป็นคนที่ร่างเริงอย่างมาก บัดนี้มิอาจพูดได้ก็เป็นเรื่องปกติที่ยังคงทำใจไม่ได้ไปอีกนาน
เขาส่งถ้วยยาให้นาง
“ไม่ว่าอย่างใดก็ตาม การดูแลร่างกายตนเองให้ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
หนานอีอีพยักหน้าและรับยาไปดื่ม
แม้ว่ายาต้มจะขมฝาดเพียงใด แต่ในใจของนางกลับขมขื่นยิ่งกว่า
ลั่วเหยียนจ้องมองท่าทีของนางที่ดูเชื่อฟังอย่างเงียบๆ เช่นนี้ ก็ยิ่งเจ็บปวดใจ
“อีอี เจ้าเรียกข้ามา มีเรื่องอันใดอยากบอกกับข้า หรือว่า…”
นกหวีดหยกนั่นเป็นสิ่งที่เขามอบให้หนานอีอีโดยเฉพาะ เพียงแค่หนานอีอีเป่ามัน เขาจะรับรู้ได้ในทันที แต่ทว่าผู้อื่นกลับไม่มีใครได้ยินเสียง
ตั้งแต่นางกลับมาได้หนึ่งเดือนนี่เป็นครั้งแรกที่หนานอีอีเป่านกหวีด
หนานอีอีพยักหน้าแล้วหยิบกระดาษกับพู่กันออกมาเขียนตัวอักษรสองสามตัวลงไปและส่งให้กับลั่วเหยียน
เมื่อลั่วเหยียนรับกระดาษเแผ่นนั้นมาและอ่านดูอย่างละเอียด หลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็ แสดงความตื่นตระหนกใจออกมา พลางขมวดคิ้วและมองไปทางหนานอีอี
“หนานอีอี เจ้าจะทำ…ไม่ได้ข้ามิอาจรับปาก!”
เมื่อพูดเช่นนั้นแล้ว หลัวเหยียนพลางลุกขึ้นและตั้งใจจะออกไป
“ช่วงนี้เจ้าต้องรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้หายดีและห้ามไปไหนเด็ดขาด!”
หนานอีอีดึงชายเสื้อเขาไว้ พลางส่งเสียงครวญครางอยู่ในลำคอ นัยน์ตาทั้งสองเต็มไปด้วยแววตาขอร้องอ้อนวอน
ลั่วเหยียนหยุดฝีเท้าชั่วครู่
เขาหันกลับไปมองนางและเห็นดวงตาทั้งคู่ของหนานอีอีเต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่ไหลริน
เมื่อก่อนนางมักขอความช่วยเหลือจากเขาด้วยวิธีเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
ทุกครั้งที่เห็นดวงตาคู่นี้ที่คล้ายกับแม่ของนางยิ่งนัก กลับทำให้เขาใจอ่อนอยู่เสมอ
“อีอี เรื่องเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด อาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่หายดี เรื่องพวกนี้ข้ามิอาจให้สัญญาได้”
หนานอีอีค่อยๆ ปล่อยมือลง จู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา
ด้วยเสียงเยือกเย็นและสิ้นหวัง
ทำให้ลั่วเหยียนเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่ใจเข้าอย่างแรง
เมื่อหยุดนิ่งไปนาน เขาจึงเอ่ยขึ้นในที่สุด
“ได้ ข้าสัญญากับเจ้าจะ”
หนานอีอีหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจในทันที ช่วงเวลาที่ตื้นเต้นดีใจนางก็กระโจนเข้าไปกอดคอลั่วเหยียนเอาไว้
นางรู้ดีว่าช่วงเวลาเช่นนี้คนที่ไว้ใจได้มีเพียงท่านอาลั่วเหยียนเท่านั้น
มือของลั่วเหยียนแข็งชะงัก แต่ก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็วและลูบหลังนางไปมาอย่างแผ่วเบา
“วางใจเถอะ ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
…
หนานอีฝานยังไม่รู้สถานการณ์ของทางนี้เป็นแน่
หลังจากที่เขาแยกจากหนานอีอีมาแล้ว เดิมทีเขาต้องการจะกลับไปหอหนังสือสงบใจเงียบๆ สักหน่อย แต่ทว่าเดินมาได้ครึ่งทางยังคงหันกลับไปหาหนานอวี่สิงนั่นอีก
สถานที่ที่หนานอวี่สิงอยู่เป็นหนึ่งในจวนที่สูงศักดิ์ของตะกูลหนานทั้งหมด
เมื่อก่อนที่แห่งนี้มีผู้คนสัญจรไปมาอยู่ตลอดช่างคึกคักยิ่งนัก
แต่ทว่าบัดนี้บนทางล้วนรกร้างและไร้ชีวิตชีวา
นอกจากทหารที่เฝ้ารักษาการณ์ก็แทบจะไม่มีคนอื่นๆ อาศัยอยู่เลย
แน่นอนว่าเป็นเพราะคำสั่งของหนานอีฝาน ที่ห้ามไม่ให้ใครเข้าใกล้ที่แห่งนี้ได้โดยง่าย เพื่อมารบกวนการพักผ่อนของหนานอวี่สิง
เขาเดินมาถึงประตูทางเข้าลานบ้าน
ทหารรักษาการณ์สองคนทำความเคารพในทันที
“ได้พบท่านประมุขแล้ว!”
หนานอี้ฝานพยักหน้ารับ
“คุณชายใหญ่เป็นอย่างใดบ้าง”
………………..