ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 1792 หนึ่งคนที่ชอบ
ตอนที่ 1792 หนึ่งคนที่ชอบ
………………..
ฉู่หลิวเยว่ตะลึงงันไปชั่วครู่
“เจ้าพูดถึงใครกัน!”
“เจี่ยนเฟิงฉือนะสิ!”
มู่หงอวี่นวดขมับทั้งสองข้างไปมาจากอาการปวดหัว
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเขามาถึงเมืองจางโจวได้อย่างใด ต่อมาเขาก็สอบเข้าสำนักได้! นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมืองสองสามวันก่อน”
ฉู่หลิวเยว่เพิ่งจะกลับมาได้สติ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆ แล้วนางก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
“เขาสอบเป็น…หมอ?”
มู่หงอวี่พยักหน้าตอบรับ
ฉู่หลิวเยว่ค่อยๆ พยักหน้า
ความสามารถด้านนี้ของเจี่ยนเฟิงฉือถือว่าเก่งกาจนัก เกรงว่าถ้าเทียบกับนางแล้วคงไม่ต่างกันเท่าใดนัก
สามารถสอบเข้าสำนักหลิงเซียวได้ก็ถือเป็นเรื่องปกติมาก
“แต่นี่เป็นเรื่องดีทีเดียว!”
แต่ก่อนเจี่ยนเฟิงฉือก็เคยช่วยเหลือนางไม่น้อย บัดนี้ยังสามารถเข้ามาฝึกฝนในสำนักหลิงเซียวได้ ต่อไปจะต้องเป็นคนที่มีอนาคตไกลเป็นแน่
ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ตามเรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก
แต่เหตุใดมู่หงอวี่จึงมีท่าทีกลัดกลุ่มเล็กน้อยเช่นนั้น
มู่หงอวี่ลูบหน้าไปมาด้วยความสับสน
“เรื่องนี้สำหรับเขาแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับข้า ข้า…”
มู่หงอวี่พูดด้วยความลังเลเล็กน้อย
แต่ดูเหมือว่าจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ตอนแรกเจี่ยนเฟิงฉือล้วนดีกับพวกนางมาก…
“จริงๆ แล้วก็ไม่น่าจะมีอันใด แต่ว่าเขา…”
หน้ามู่หงอวี่เปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ
ขณะนั้นฉู่หลิวเยว่ก็คิดอะไรบางอย่างออกและคาดเดาได้ในทันทีว่านางหมายถึงเรื่องใด
“หากนางจำไม่ผิด บนมือของเขา…เหมือนจะยังมีสัญญาแลกเปลี่ยนเมื่อครั้งก่อนกับเจ้าอยู่อย่างนั้นหรือ”
เมื่อมู่หงอวี่เห็นนางทายถูกแล้ว ก็เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ลังเลว่า
“ใช่นะสิ! ตอนนี้เขามักจะเอาเรื่องพวกนี้มาวุ่นวายกับข้าอยู่ตลอดเลย!”
วุ่นวาย?
ฉู่หลิวเยว่ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็เข้าใจขึ้นมาได้ในทันที ท่าทีของนางจึงดูแปลกไปเล็กน้อย
เมื่อมู่หงอวี่ถูกนางมองเข้าก็รู้สึกเก้อเขินขึ้นมา
“หลิวเยว่ เจ้าช่วยข้าคิดหาวิธีหน่อยสิ!”
ฉู่หลิวเยว่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เช่นนั้นจริงๆ แล้วเขาต้องการจะพูดอันใด และต้องการจะทำสิ่งใดอีกกันแน่นะ”
มู่หงอวี่อึกอักไปครู่หนึ่ง
“ก็ข้าบอกว่าอิ่มแล้ว…เขาเลยไม่พอใจและยังพูดอีกว่า…”
นางกัดริมฝีปากแน่น
เมื่อฉู่หลิวเยว่ทายถูกประมาณนึง จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและส่ายหัวไปมา
มู่หงอวี่อึ้งไปชั่วขณะ
“หลิวเยว่ นี่เจ้าหัวเราะอันใด”
มู่หงอวี่มีสีหน้ามึนงง แต่ใบหน้าของนางกลับแดงขึ้นกว่าเดิม
ผ่านไปชั่วครู่นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยอาการตื่นตระหนกว่า
“ข้า…ข้าไม่รู้…”
เมื่อนางมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ฉู่หลิวเยว่จึงแสดงความรู้สึกเห็นใจเจี่ยนเฟิงฉืออย่างเงียบๆ อยู่ภายในใจ
นิสัยของมู่หงอวี่เป็นคนร่าเริงและตรงไปตรงมา ทั้งยังฉลาดและมีไหวพริบ แต่สำหรับเรื่องความรักเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่านางกลับเป็นคนที่ดื้อรั้น
หากเจี่ยนเฟิงฉือไม่ได้สนใจนาง ในตอนแรกก็คงไม่ใช้เงินมากมายเพื่อไถ่ตัวนางคืนมา และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงที่เขาช่วยเหลือนางหลายครั้งหลายครา
แรกเริ่มฉู่หลิวเยว่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่บัดนี้กลับนึกขึ้นมาได้ว่าหากสังเกตดีๆ จะเห็นอะไรบางอย่างได้ในทันที
แม้แต่นางก็ยังมองออก แต่คนแบบมู่หงอวี่กลับเลือะเลือนจนมองไม่ออก
ไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามเอาเสียเลย แต่ทว่ายังพูดว่าเขามาวุ่นวายกับนางเสียอีก
เฮ้อ
ไม่รู้จริงๆ ว่าเจี่ยนเฟิงฉือมีประสบการณ์อะไรมาบ้าง
“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” ฉู่หลิวเยว่ถามขึ้น
มู่หงอวี่ตอบกลับ
“อยู่ที่สำนัก…”
“เขาควรจะตามเจ้ามาถึงจะถูก เหตุใดยังอยู่ที่สำนักเล่า”
มู่หงอวี่หดคอลง และน้ำเสียงค่อยๆ เบาลง นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดขึ้น
“เขา… เขาได้รับบาดเจ็บ…”
ฉู่หลิวอวี่เอามือกุมหน้าอย่างหมดหนทาง
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับมู่หงอวี่อย่างแน่นอน
เมื่อก่อนนางไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้เลย
ดังนั้นเมื่อเขาได้พูดตรงๆ กับนางจึงทำให้นางสับสนงุนงงไปครู่หนึ่ง
ที่ฉู่หลิวเยว่ถามเช่นนี้ก็เพื่อให้นางได้คิดและลองถามคำถามนี้กับตัวเองดู
ว่านาง…แท้จริงแล้วคิดเช่นไร
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจปล่อยให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้กันเอง
สุดท้ายแล้วเรื่องของความรู้สึก คงไม่มีคนภายนอกคนใดสามารถบอกได้หรอก
“ช่วงนี้เจ้าก็อยู่รอที่พระราชวังเมฆาสวรรค์ไปก่อนเถอะ เรื่องระหว่างพวกเจ้า เจ้าก็ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิดให้ดี รอให้งานแต่งของพวกเราเสร็จสิ้นลงก่อน ถ้าเจ้าจะกลับไปก็ยังไม่สาย”
เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่มิอาจเชิญเจี่ยนเฟิงฉือมาได้
มู่หงอวี่พยักหน้ารับและใช้คำพูดเบี่ยงเบนความสนใจของฉู่หลิวเยว่ในทันที
“จริงสิ อาเยว่! งานแต่งครั้งนี้ของเจ้ากับองค์ชายเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาเลยใช่หรือไม่ เพราะเมื่อครู่ที่ข้าเข้ามาก็เห็นมีการจัดตกแต่งสถานที่ไว้มายมายเชียวล่ะ! สวยงามยิ่งนัก!
ไม่
สวยงามคำนี้ดูตื้นเขินไปหน่อย
ควรจะพูดว่า…งดงามวิจิตรตา ตระการตายิ่งนัก!
แม้ต่อให้เวลาที่นางแค่รีบมองผ่านๆ ก็ยังทำให้นางรู้สึกใจสั่นไหวได้
ผลงานชิ้นใหญ่เช่นนี้…ช่างน่าประทับใจยิ่ง!
ฉู่หลิวเยว่ขยับมุมปากเล็กน้อย
จริงๆ แล้วตั้งแต่เริ่มต้นจัดงานนางได้ไปดูเพียงสองครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้เห็นอีกเลย
นางรู้ดีกว่าหรงซิวได้วางแผนสำหรับงานนี้มาหลายปีแล้ว คงจะเป็นเพียงงานธรรมดาไปไม่ได้
เพียงแต่ตอนนี้ดูๆ แล้วเหมือนกับว่าจะงานยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้เสียอีก
“ที่แท้ฝีมือขององค์ชายก็ไม่ธรรมดาเลยนะ…”
มู่หงอวี่พูดพึมพำ ทันใดนั้นนางก็พบอะไรบ้างอย่างเข้าและจ้องมองฉู่หลิวเยว่ด้วยความประหลาดใจ
“หลิวเยว่ ไม่เจอเจ้าพักเดียว พลังของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วหรือ!”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้ารับ
ถึงแม้ว่านางจะพกอาวุธศักดิ์สิทธิ์เพื่อปิดกั้นลมปราณเอาไว้ แต่ยังมีคนนอกที่สัมผัสได้ถึงพลังอยู่บ้าง
“ช่วงที่ได้พบเจอกับเรื่องราวเหล่านี้….”
ขณะที่ฉู่หลิวเยว่กำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ นางก็เปลี่ยนเรื่องพูดทันที
“จริงสิ พี่เป่า…”
ยังไม่ทันถามอะไรสักคำ จากนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ร่างนั้นกลับเป็นเยี่ยนชิง
“ถวายบังคมพระชายา”
เมื่อเยี่ยนชิงถวายความเคารพ บนใบหน้าของเขากลับมีสีหน้าไม่ดีนัก
“พระชายา ทางด้านนั้นเกิดเรื่องขึ้นแล้วพะยะค่ะ เกรงว่าจะต้องเชิญท่านไปดูสักครู่”
ฉู่หลิวเยว่ประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย
“มีอันใดหรือ”
เยี่ยนชิงมองไปที่นาง
“สิบสามผู้พิทักษ์เยว่ถูกรั้งตัวไว้ที่ด้านนอกค่ายกล พ่ะย่ะค่ะ”