ยามดอกวสันต์ผลิบาน - ตอนที่ 521 แต่งตั้งหน้าที่นอกเมืองหลวง
เป็นไปตามที่คาด ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ยินว่าเป็นเพราะเฉิงฉือไม่อยากมีความสัมพันธ์
ใกล้ชิดกับขุนนางใหญ่ซ่งมากเกินไปถึงได้ไม่ยอมไปช่วยจางฮุ่ยที่เมืองไคเฟิ ง มิใช่เพราะเป็นห่วง
มารดาชราและภรรยาอันเป็นที่รักที่บ้านถึงไม่ยอมไปนั้น สีหน้าก็ดูอบอุ่นขึ้นมากตามคาด กล่าว
ขึ้นว่า “การระแวดระวังของเจ้าก็มีเหตุผลยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
วันนี้เจ้าก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องนี้ข้าไม่ยุ่งก็แล้วกัน พวกเจ้าตัดสินใจกันเอาเองเถิด!”
โจวเสาจิ่นเผยอปาก กําลังจะแสดงความเห็นของตัวเอง ก็เห็นเฉิงฉือปรายสายตามาให้
ครั้งหนึ่ง
นางรีบกลืนคําพูดลงไปทันที
เฉิงฉือถึงได้กล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าตั้งใจว่าจะไปอยู่แล้วขอรับ เพียงแต่ว่ามีบางเรื่องที่ยังต้อง
ต่อรองกับขุนนางใหญ่ซ่งสักหน่อยถึงจะดี คิดไม่ถึงว่าเขาจะนั่งไม่ติดจนมาหาก่อนแล้ว ในเมื่อ
เป็นเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่อาจยื้อต่อไปแล้ว พรุ่งนี้หลังเลิกงานจะไปหาเขาสักครั้งหนึ่งก็แล้วกัน”
เวลานี้ไม่เพียงฮูหยินผู้เฒ่ากัว แม้แต่โจวเสาจิ่นเองก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวขึ้นว่า “นาย
ท่านสี่ท่านวางใจเถิด มีท่านแม่นั่งเป็นองค์ประธาน ในบ้านย่อมไม่มีเรื่องอะไรแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฉิงฉือยิ้มน้อยๆ
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้ามิใช่องค์พระโพธิสัตว์คุ้มครองเมืององค์นั้นสักหน่อย”
โจวเสาจิ่นตั้งใจจะประจบเอาใจฮูหยินผู้เฒ่ากัว กล่าวยิ้มๆ ว่า “ท่านเก่งกาจยิ่งกว่าองค์
พระโพธิสัตว์คุ้มครองเมืองอีกเจ้าค่ะ หากมิใช่เพราะที่ประตูเฉาหยางนี้มีท่านอยู่ด้วย ไหนเลยจะ
เรียบร้อยไร้ที่ติเช่นนี้ได้”
คําพูดนี้กลับไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย4842
เพราะมีฮูหยินผู้เฒ่ากัวคอยแนะนําอยู่ที่ประตูเฉาหยาง ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ บ่าวไพร่ก็
ปฏิบัติตัวได้อย่างมีระเบียบแบบแผน มีวิถีปฏิบัติของตระกูลใหญ่ที่สืบทอดต่อกันมาแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มน้อยๆ
โจวเสาจิ่นจึงเอนกายเข้าไปหา พลางกล่าว “ท่านสั่งจองดอกไม้อะไรจากเฟิงไถแล้วบ้าง
จะส่งมาให้เมื่อใด รอให้ดอกไม้มาถึงแล้ว ข้าอยากจะประดับตกแต่งพร้อมกับท่านแม่ด้วยเจ้าค่ะ”
“ได้ๆๆ” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวคิดว่าหากเฉิงฉือไปเมืองไคเฟิง ปีใหม่ของปีนี้คงกลับมาไม่ได้แล้ว
โจวเสาจิ่นก็กําลังตั้งครรภ์อยู่ เป็นช่วงเวลาที่ต้องการคนอยู่เป็นเพื่อนด้วยพอดี อย่างไรตนก็ต้อง
อยู่เป็นเพื่อนเด็กคนนี้ดีๆ สักหน่อย อดไม่ได้กล่าวขึ้นอย่างเอาอกเอาใจว่า “วันนี้ซื้อดอกล่าเหมย
และดอกซานฉาที่เจ้าชื่นชอบมาเป็นจํานวนมาก ยังมีดอกดารารัตน์และดอกกล้วยไม้ฮุ่ยหลานกับ
ดอกกล้วยไม้เจี้ยนหลานด้วย รอให้ดอกไม้ส่งมาถึงแล้วข้ากับเจ้าไปตกแต่งบ้านด้วยกัน”
โจวเสาจิ่นพยักหน้ายิ้มๆ อย่างเบิกบาน
เฉิงฉือรู้สึกเบาใจลง
เสาจิ่นมีเรื่องให้ทําแล้วจะได้ไม่ต้องเอาแต่คิดถึงเขาทั้งวัน
แต่เมื่อคิดเช่นนี้ ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
เสาจิ่นไม่คิดถึงเขาแล้ว เขากลับคิดถึงนาง!
เป็นเช่นนี้จนถึงปลายเดือนสิบ คําสั่งย้ายของเฉิงฉือก็ออกมา
จางฮุ่ยรั้งอยู่ที่จิงเฉิงรับผิดชอบเรื่องการติดต่อกับกรมการคลังและกรมโยธาก็มาเยี่ยม
เยียนเฉิงฉือในคืนวันนั้นเลย คล้ายปรารถนาจะให้เฉิงฉือออกเดินทางเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น4843
โจวเสาจิ่นนั่งทํางานเย็บปักกับพวกสาวใช้อยู่ในเรือนทิงเซียงที่จุดท่อทําความร้อนเอาไว้
เรียบร้อยแล้ว พลางสนทนาเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่ากัวไปด้วย ได้ยินเช่นนั้นอดรู้สึกประหลาดใจ
ไม่ได้ เอ่ยขึ้นว่า “ทางด้านโน้นขาดคนมากหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ ว่า “เกรงว่าจะมิใช่ขาดคน แต่เป็นเพราะจื่อชวนฟ้องร้องขุน
นางใหญ่ชวีจนล้มลงได้ อีกทั้งใช้กฎหมายยกเว้นภาษีส่วนหนึ่งให้บรรดาแรงงานทหารเกณฑ์ที่
แม่นํ้าเหล่านั้น จึงค่อนข้างมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ใต้เท้าจางอยากให้จื่อชวนเดินทางไปเร็วสักหน่อย จะ
ได้ช่วยให้งานขุดลอกดําเนินไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้นก็เท่านั้น”
โจวเสาจิ่นยังอยากจะถามอีกสักหน่อยว่าจะไม่เป็นผลดีต่อเฉิงฉือหรือไม่ แต่เมื่อหวนนึก
ถึงความเก่งกาจของเฉิงฉือแล้ว ก็ยิ้มพร้อมกับกักคําพูดนั้นเก็บไว้ในใจ เริ่มช่วยเฉิงฉือจัดเก็บหีบ
สัมภาระสําหรับเดินทางไปเมืองไคเฟิง เห็นว่าเสื้อบุขนสัตว์และเสื้อคลุมหลายตัวของเขาล้วนเป็น
ตัวที่ทําขึ้นมาก่อนที่นางจะแต่งเข้ามาทั้งสิ้น จึงคิดจะหาผ้าขนสัตว์ดีๆ มาให้เฉิงฉือสักสองสามผืน
ทําเสื้อบุขนสัตว์และเสื้อคลุมให้เขาเพิ่มสักสองสามตัว
นางเปิดหีบของตัวเองค้นหาไปครึ่งค่อนวัน ค้นหาขนหมาไม้คุณภาพดีมาได้สองสามผืน
ทว่าไม่เพียงพอสําหรับตัดเสื้อบุขนสัตว์ อีกทั้งเป็นของต้องห้าม ทําได้เพียงสวมใส่อยู่ด้านใน
เท่านั้น จึงนําขนสัตว์ผืนหนึ่งไปให้พ่อบ้านเซี่ยง ให้เขาหาวิธีไปหาขนสัตว์เช่นเดียวกันนี้ในจิงเฉิงก
ลับมาสักสามผืน นอกจากทําเสื้อบุขนสัตว์ให้เฉิงฉือสําหรับช่วงปีใหม่แล้ว จะทําผ้าโพกศีรษะ
สําหรับใช้ในฤดูหนาวให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวด้วยสักผืนหนึ่ง
พ่อบ้านเซี่ยงไปตามหาขนหมาไม้ ส่วนโจวเสาจิ่นไปหาหนานผิง
พ่อบ้านใหญ่ฉินพาหลานรุ่นหลังกลับบ้านเดิมครั้งหนึ่ง งานแต่งของฉินจื่อผิงและจี๋อิ๋งจึง
จัดกันที่บ้านเดิม แต่ฉินจื่อผิงและฉินจื่ออันล้วนมิได้รั้งอยู่ที่บ้านเดิม ฉินจื่อผิงยังคงไปดํารง
ตําแหน่งที่ประตูลิ่วปู่ดังเดิม ส่วนฉินจื่ออันไปที่ค่ายหุบเขาตะวันตก จี๋อิ๋งรั้งอยู่ที่บ้านเดิมปรนนิบัติ4844
ดูแลพ่อบ้านใหญ่ฉิน ไม่ว่าจะคิดอย่างไรโจวเสาจิ่นก็รู้สึกว่าไม่ปรกตินัก แอบถามเฉิงฉือถึงได้รู้ว่า
ความจริงแล้วที่จี๋อิ๋งรั้งอยู่บ้านเดิมนั้นมิใช่เพียงเพื่อปรนนิบัติดูแลผู้อาวุโสของตระกูลฉินเท่านั้น
แต่จี๋อิ๋งเก่งเรื่องการใช้ดาบ ตระกูลฉินมีตําราดาบดีๆ เหลืออยู่หลายชุด พ่อบ้านใหญ่ฉินรั้งจี๋อิ๋ง
เอาไว้เพราะต้องการให้นางช่วยรวบรวมตําราดาบเหล่านี้ของตระกูลเฉิงให้เรียบร้อย และก็กลัวว่า
พวกเขาสองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจะอดใจไม่ไหวร่วมหอกัน จะเป็นอันตรายต่อการพักฟื้น
ของจี๋อิ๋งได้
โจวเสาจิ่นได้ยินแล้วก็เบิกดวงตากว้าง
จี๋อิ๋งและฉินจื่อผิง…ยังมิได้ร่วมหอกัน!
ยังเขียนจดหมายไปหาจี๋อิ๋งเป็นการเฉพาะด้วย ถามนางว่าอยากกลับมาที่จิงเฉิงหรือไม่
ปรากฏจี๋อิ๋งกลับถามนางว่ากลับจิงเฉิงเพื่ออันใด จากนั้นก็พรั่งพรูเล่าเรื่องที่นางช่วย
รวบรวมตําราดาบมาในจดหมาย ยังบอกด้วยว่าถ้าโจวเสาจิ่นคลอดบุตรชายแล้ว นางจะรับ
บุตรชายของโจวเสาจิ่นเป็นศิษย์น้อง รับประกันว่าจะทําให้บุตรชายของโจวเสาจิ่นกลายเป็นจอม
ยุทธ์ฝีมือสูงส่งอย่างแน่นอน
ไม่กล่าวถึงฉินจื่ออันเลยแม้แต่ประโยคเดียว
ตอนนั้นโจวเสาจิ่นไหล่ห่อเหี่ยวลงมาหมดแล้ว
ส่วนหนานผิงกลับรั้งอยู่ที่ตระกูลเฉิงโดยตลอด
แต่เฉิงฉือไม่ให้นางช่วยทํางานเย็บปักให้ตนอีก แต่สร้างเรือนเล็กๆ หลังหนึ่งทางด้าน
เรือนฝั่งตะวันออกขึ้นมาเป็นพิเศษ ให้หวังเหนียงจื่อของโรงเย็บปักซอยจิ่วหรูที่ติดตามมาด้วยจาก
จินหลิงอาศัยอยู่ด้วยกันกับนาง ยามว่างก็ช่วยกํากับดูแลพวกสาวใช้ในบ้านทํางานเย็บปัก4845
เพียงแต่ว่าปีนี้หลังจากที่เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วหนานผิงก็จับไข้ โจวเสาจิ่นเองก็ตั้งครรภ์ จึง
ไม่ได้เจอหนานผิงมาระยะหนึ่งแล้ว
ที่ผ่านมานางไม่เคยทําเสื้อบุขนสัตว์ให้บุรุษมาก่อน จึงอยากให้หนานผิงช่วยออก
ความเห็นให้สักหน่อย
ผู้ใดจะรู้ว่าเมื่อนางเข้าเรือนมา หลังจากที่นั่งลงบนเตียงเตาตัวใหญ่ข้างหน้าต่างแล้ว หาง
ตากลับเหลือบไปเห็นเสื้อบุรุษสําหรับสวมใส่ในฤดูใบไม้ผลิที่ทําไปแล้วครึ่งหนึ่งตัวหนึ่งยัดอยู่ใน
ตะกร้าเข็มและด้ายใต้โต๊ะบนเตียงเตา
โจวเสาจิ่นจําได้ว่าเสื้อผ้าของเฉิงฉือนั้นมอบหมายให้หวังเหนียงจื่อเป็นคนทําไปตั้งนาน
แล้ว
นางมองอีกหลายครั้งอย่างอดไม่ได้
หนานผิงที่กําลังชงชาให้นางเห็นแล้ว ดวงหน้าพลันแดงปลั่ง พึมพํากล่าวว่า “เป็นของฉิน
เอ้อร์หลาง ตอนนี้เขาอยู่ที่ค่ายหุบเขาตะวันออก อาศัยอยู่ลําพังคนเดียว บางครั้งก็ให้คนนําเสื้อผ้า
มาให้ข้าช่วยซ่อมแซมให้…ข้าว่างๆ ไม่มีธุระอะไร จึงตั้งใจจะเย็บชุดสําหรับฤดูใบไม้ผลิให้เขาสัก
ตัวหนึ่งเจ้าค่ะ…”
โจวเสาจิ่นร้อง “อ้อ” ออกมาเสียงหนึ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วพูดถึงเรื่องตัดเสื้อบุขน
สัตว์ให้เฉิงฉือกับนางขึ้นมา
ยิ่งพูดคุยกันหนานผิงก็ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น ให้คําแนะนํานางมาไม่น้อย สุดท้ายยัง
กล่าวด้วยว่า “ตอนนี้ท่านกําลังตั้งครรภ์อยู่ ทํางานมากไม่ได้ ให้ข้าช่วยทําให้นายท่านสี่ดีหรือไม่
เจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร” โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ “ข้าอยากเย็บเสื้อบุขนสัตว์ให้เขาด้วยตัวเองสักตัวหนึ่ง”4846
อย่างไรเสียภาพองค์กวนอิมก็ปักเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงกําหนดวันส่งไปให้ถึงเขาผู่ถัวก็
ได้แล้ว เฉิงฉือใกล้จะต้องไปเมืองไคเฟิง นางจะได้มีเวลาทํางานเย็บปักพอดี
หนานผิงไม่กล่าวอะไรอีก
ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกสองสามประโยค โจวเสาจิ่นก็ลุกขึ้นกล่าวอําลา
แต่เมื่อกลับมาถึงที่เรือน นางรีบเล่าให้เฉิงฉือฟังในทันที “…ถึงแม้จะบอกว่าอยู่ลําพังคน
เดียว แต่จะหาป้ารับใช้ที่อยู่ทําความสะอาดบ้านให้เขาช่วยทําให้สักคนก็หาไม่ได้เชียวหรือ ยังทํา
ชุดสําหรับฤดูใบไม้ผลิให้เขาอีก…”
เฉิงฉือหัวเราะฮ่า ไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว แสดงให้เห็นว่าทราบเรื่องมาตั้งนานแล้ว
โจวเสาจิ่นอดเบ้ปากไม่ได้ กล่าวขึ้นว่า “ท่านไม่บอกอะไรข้าเลย”
เฉิงฉือหอมนาง พลางกล่าว “เรื่องเช่นนี้ข้าจะพูดได้อย่างไร คอยดูว่าพวกเขาจะมีวาสนา
ต่อกันหรือไม่เท่านั้นแล้ว หลายปีก่อนโน้นพ่อบ้านใหญ่ฉินก็เคยถามหนานผิงแล้วเช่นกัน เวลานั้น
ฉินจื่อหนิงเพิ่งจากไป พ่อบ้านใหญ่ฉินเองก็ไม่อาจพูดอะไรได้ หากนางแต่งกับฉินจื่ออันได้ ไม่ว่า
จะเป็นข้าหรือว่าพ่อบ้านใหญ่ฉินล้วนยินดีที่ได้เห็นมันเกิดขึ้นกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นนางอายุมาก
ขนาดนี้แล้ว ข้ายังจะให้นางรั้งอยู่ที่บ้านไปทําไม”
บิดามารดาของหนานผิงล้วนเป็นข้ารับใช้ของตระกูลเฉิงมาตั้งแต่เด็ก ตั้งรกรากอยู่ที่จินห
ลิง
หากนางกลับบ้าน ฉินจื่ออันและนางก็ถือได้ว่าตัดขาดกันโดยสมบูรณ์แล้ว
โจวเสาจิ่นพยักหน้าหงึกด้วยท่าทางอยากให้หนานผิงรีบแต่งงานออกไปโดยเร็ว เป็นเหตุ
ให้เฉิงฉือหัวเราะขึ้นมาอีกคํารบหนึ่ง4847
เก็บหีบสัมภาระเสร็จ ไปเอาเอกสารแต่งตั้งที่กรมการคลัง และเลือกวันมงคลได้แล้ว เฉิง
จิง ฮูหยินผู้เฒ่ากัวและโจวเสาจิ่นส่งเฉิงฉือออกไปประจําการ
จวบจนรถม้าของเฉิงฉือหายลับไปจากถนนหลวงแล้ว พวกเขาก็เดินทางกลับจวน
เฉิงจิงยังมาพูดกับโจวเสาจิ่นเป็นพิเศษประโยคหนึ่งว่า “ในบ้านมีเรื่องอะไรก็ให้คนนํา
จดหมายไปให้ข้า”
โจวเสาจิ่นกล่าวขอบคุณเขา
ผ่านไปสองวัน หิมะตกหนัก หยวนซื่อพาหมิ่นเจียนํานํ้าแกงเนื้อแกะหม้อใหญ่ส่งมาแสดง
ความกตัญ�ูต่อฮูหยินผู้เฒ่ากัว ส่วนชิวซื่อพาอาเป่ าและอาเหรินมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่ากัว ทําให้
บังเอิญพบกันพอดี ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงให้คนนําจดหมายไปให้เฉิงสวี่และเฉิงรั่ง ให้พวกเขามากิน
หม้อไฟเนื้อแกะด้วยกัน
เฉิงรั่งเรียนอยู่ที่สํานักศึกษาซานหมิง สํานักศึกษาซานหมิงอยู่ใกล้ที่นี่มากกว่า เขาจึง
มาถึงก่อน หลังจากที่ทําความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัวและคนอื่นๆ แล้วก็พาอาเป่าและอาเหรินไป
ปั้นรูปปั้นหิมะ
เด็กทั้งสองคนเห็นเขาต่างก็ดวงตาเป็นประกาย เห็นได้ชัดว่ายามปรกติเข้ากับเขาได้ดี
เป็นอย่างยิ่ง ตอนปั้นรูปปั้นหิมะเล่นกันยิ่งแล้วใหญ่หัวเราะร่าไม่หยุด ห้อมล้อมเฉิงรั่งและเรียกเขา
“ท่านอารองๆ” ไม่หยุด เฉิงรั่งเองก็มีความอดทนอยู่เล่นเป็นเพื่อนพวกเขา นี่ทําให้คนที่แอบมอง
พวกเขาอย่างไม่วางใจจากหน้าต่างอย่างชิวซื่อและโจวเสาจิ่นต่างเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
ไม่นาน เฉิงสวี่ก็มาถึง
คนที่มาพร้อมกับเฉิงสวี่ยังมีเผิงเจ่าสามีของเฉิงเซิงและเฉิงเซิงด้วย
นี่ทําให้ชิวซื่อปากอ้าตาค้าง4848
บุตรชาย บุตรสาว บุตรเขยและแม้กระทั่งหลานชายที่ตนเลี้ยงดูทั้งสองคนล้วนมาปรากฏ
ตัวที่นี่
นางถามเฉิงเซิงอย่างประหลาดใจว่า “เจ้ามาได้อย่างไร”
เฉิงเซิงกล่าวยิ้มๆ ว่า “หิมะตกหนักมาก ตอนที่สามีออกจากบ้านเมื่อเช้าตรู่นั้นสวมเพียง
เสื้อบุฝ้ายตัวเดียวเท่านั้น ข้ากลัวว่าเขาจะหนาวจนแข็ง จึงนําเสื้อบุขนสัตว์ส่งไปให้ตัวหนึ่ง
ปรากฏว่าเจอเจียซ่านที่หน้าประตู เขาบอกว่าท่านย่าให้เขามากินข้าว ยังทําหม้อไฟเนื้อแกะด้วย
พวกข้าก็เลยร่วมทางมาด้วย”
ตอนนี้เฉิงสวี่และเผิงเจ่าล้วนเรียนอยู่ที่สํานักศึกษาซวงเฮ่อ เพียงแต่ว่าคนละอาจารย์กัน
เท่านั้น แม้นจะบังเอิญพบกันบ่อยๆ แต่เวลาอยู่ด้วยกันกลับไม่มากนัก
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมองแล้วก็ดีใจมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง สั่งการเสียงดังให้พวกบ่าวไพร่จัด
วางตะเกียบ แล้วก็ดึงตัวเฉิงสวี่กับเผิงเจ่าไปสอบถามเกี่ยวกับการเรียน
เผิงเจ่าได้ยินมาจากคนรุ่นบิดาเนิ่นนานแล้วว่าเฉิงเซ่า เฉิงจิง เฉิงเว่ยและเฉิงฉือล้วนได้รับ
การสั่งสอนจากฮูหยินผู้เฒ่ากัวมาตั้งแต่เด็ก บรรดาคนรุ่นบิดาล้วนให้ความเคารพเทิดทูนฮูหยินผู้
เฒ่ากัวอย่างยิ่งยวด แน่นอนว่าย่อมไม่กล้าประมาทเลินเล่อ นําเอาความตั้งใจยามอยู่ต่อหน้า
อาจารย์มาตอบคําถาม ทําให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวพึงพอใจเป็นอย่างมาก พยักหน้าไม่หยุด กล่าวชม
เผิงเจ่าครั้งแล้วครั้งเล่า
โจวเสาจิ่นยังจําได้ว่าเผิงเจ่าสอบได้จวี่เหรินตั้งแต่อายุยังน้อย คล้ายกับว่าจะสอบได้ก่อน
เฉิงเก้าไปหนึ่งปีการสอบ ดูจากตอนนี้แล้วนางน่าจะจําไม่ผิดถึงจะถูก
สายตาของหมิ่นเจียกลับชําเลืองมองมาที่โจวเสาจิ่นและเฉิงสวี่อย่างห้ามไม่อยู่
เฉิงสวี่ก้มหน้าดวงตาชิดจมูก จมูกชิดหน้าอก มิได้มองโจวเสาจิ่น4849
โจวเสาจิ่นยืนอยู่ข้างๆ มองฮูหยินผู้เฒ่ากัวทดสอบการเรียนของเผิงเจ่าพร้อมกับเฉิงเซิง ก็
ไม่ได้มองเฉิงสวี่อีกเลยเช่นกัน
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ยิ่งมองหมิ่นเจียก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ
หยวนซื่อแม่สามีของนางช่างมากเรื่องจริงๆ
หากมิใช่เพราะหยวนซื่อ นางจะจมปลักเข้ามาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร
ด้วยหน้าตา คุณสมบัติ ความสามารถและพื้นเพของนางแล้ว ยังกลัวจะหาสามีดีๆ สัก
คนไม่ได้เชียวหรือ
หมิ่นเจียจึงกระซิบเสียงเบาบอกสาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ในห้องประโยคหนึ่ง ยืนรับลมเย็น
อยู่ใต้เฉลียงทางเดินครู่หนึ่ง ถึงได้รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย กระทั่งพวกสาวใช้เรียกนางไปรับประทาน
อาหาร นางถึงได้เข้ามา