ยามดอกวสันต์ผลิบาน - ตอนที่523 ตลบหลัง
“ใต้เท้าเฉิน?” อู๋เป่าจางกล่าวอย่างประหลาดใจ “ใต้เท้าเฉินคนไหนหรือ”
คนที่มารายงานข่าวกล่าวยิ้มๆ ว่า “ใต้เท้าเฉิน ยังจะมีใต้เท้าเฉินคนใดได้อีก แน่นอนว่า
ย่อมเป็นใต้เท้าเฉินเฉินลี่ขันทีใหญ่ของพระตําหนักเฉียนชิง! เขาเป็นคนที่ถวายการรับใช้องค์
ฮ่องเต้มาตั้งแต่ตอนที่พระองค์ยังทรงเป็นไท่จื่อ หลังจากที่องค์ฮ่องเต้ทรงเถลิงราชย์แล้ว ก็กลาย
มาเป็นขันทีใหญ่ของพระตําหนักเฉียนชิง นั่นเป็นอะไรที่อยู่ใต้คนเพียงหนึ่งอยู่เหนือคนเป็นหมื่น
เลยทีเดียว! ใต้เท้าเฉินไม่มีทายาทมิใช่หรือ โชคดีที่เขามีน้องชายผู้หนึ่ง ให้กําเนิดบุตรสาวสองคน
ยกบุตรสาวคนเล็กให้ใต้เท้าเฉินอุปการะ ใต้เท้าเฉินรักใคร่ประหนึ่งประคองไว้ในมือก็กลัวตก เก็บ
ไว้ในปากก็กลัวละลาย อาหารเสื้อผ้าหรือเครื่องใช้ล้วนไม่ด้อยไปกว่าคุณหนูของตระกูลชนชั้นสูง
เหล่านั้นเลย จึงอยากหาสามีในอุดมคติให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินสักคนหนึ่ง แต่เนื่องจากใต้เท้า
เฉินผู้นั้นถวายการรับใช้องค์ฮ่องเต้มาก่อน ความคิดอ่านจึงไม่เหมือนกัน นอกจากพื้นเพครอบครัว
แล้ว ยังต้องดูคุณธรรมความดีและการศึกษาด้วย ไปๆ มาๆ ทําให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินต้อง
ล่าช้า ปีนี้อายุยี่สิบสองเข้าไปแล้วก็ยังมิได้ออกเรือน ใต้เท้าเฉินจึงเก็บคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินไว้ที่
บ้าน ประกาศออกมาว่าต้องการสรรหาสามีให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน…
…ญาติผู้พี่ของท่านผู้นี้หน้าตาโดดเด่น ขณะที่ไปขอเข้าเรียนที่สํานักศึกษาซานหมิงนั้น
โชคดีได้พบกับใต้เท้าเฉินโดยบังเอิญ พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งทราบว่าบิดามารดาของเขาล้วน
จากไปทั้งคู่และยากจนข้นแค้น จึงกระตุ้นความคิดเรื่องแต่งบุตรเขยเข้าบ้านขึ้นมา…
…ญาติผู้พี่ของท่านผู้นี้ก็เป็นคนมีกระดูกสันหลังผู้หนึ่ง บอกว่าแต่งเป็นบุตรเขยเข้าบ้าน
คงไม่ได้ แต่หลังจากแต่งงานกันแล้วให้บุตรชายคนรองใช้แซ่ตามใต้เท้าเฉินได้ เป็นผู้สืบทอดจุด
ธูปของใต้เท้าเฉินต่อไป…
…ใต้เท้าเฉินจึงยิ่งให้เกียรติญาติผู้พี่ของท่านมากขึ้น…
4861
…กําหนดวันเรียบร้อยแล้ว จะแต่งงานกันปลายเดือนนี้…
…ยังพาญาติผู้พี่ของท่านไปเรียนที่สํานักศึกษาหลวงอีกด้วย…
…ปีหน้าก็จะลงสนามสอบของราชสํานักแล้ว…
…ท่านว่า ญาติผู้พี่ของท่านปีนขึ้นสู่ต้นไม้ใหญ่ของใต้เท้าเฉินต้นนี้ได้แล้ว ถึงเวลาพวก
ท่านก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วยมิใช่หรือ”
เฉิงลู่ ถึงกับไปเป็นบุตรเขยแต่งเข้าบ้านให้ขันที
อู๋เป่าจางฟังแล้วแทบจะเป็นลมล้มลงไป
นางรู้ว่าเฉิงลู่ใช้ไม่ได้แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเฉิงลู่จะถึงกับยอมทําให้ตัวเองตกตํ่าได้ถึงขนาด
นี้
อู๋เป่าจางคว้าจอกชาขึ้นมาหมายจะปาใส่คนแจ้งข่าวผู้นั้น แต่คิดได้ว่าคนผู้นี้เป็นนักสืบมี
ชื่อ ทําให้คนเช่นนี้ขุ่นเคืองได้ไม่คุ้มเสีย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายลมหายใจ ถึงได้ระงับอารมณ์
เดือดดาลลงได้ ยิ้มพลางให้คนเอาซองแดงคู่หนึ่งมอบให้คนแจ้งข่าว กล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้ง
เล่าอย่างสุภาพ ให้สาวใช้เดินนําคนออกไป ถึงได้เขวี้ยงจอกชานั่นลงบนพื้น
บ่าวรับใช้ในห้องตกใจจนตัวสั่นงันงก อู๋เป่าจางโกรธจนมือเท้าสั่นไม่หยุด
โจวเสาจิ่นเองก็ถามซางมามาอย่างแปลกใจว่า “ใต้เท้าเฉิน? ใต้เท้าเฉินคนไหนหรือ”
ซางมามากล่าวแนะนําเกี่ยวกับเฉินลี่ให้เข้าใจอย่างง่ายๆ รอบหนึ่ง
โจวเสาจิ่นไม่รู้จะพูดอะไรไปครู่หนึ่ง
4862
ชาติก่อน ตอนที่เฉิงลู่ไร้ซึ่งหนทางไปแล้วนั้นก็เลือกเส้นทางนี้ เป็นบุตรเขยของพ่อค้าใหญ่
ผู้หนึ่งที่หนิงโป แต่คิดไม่ถึงว่าชาตินี้เขายังจะเลือกเส้นทางนี้อยู่ เพียงแต่เพราะมีตระกูลเฉิงไล่
ต้อนอยู่ด้านหลัง ‘พ่อภรรยา’ ที่เขาเลือกในครั้งนี้ค่อนข้างกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้ง ต่อให้เขา
สอบได้เป็นจิ้นซื่อ แต่เกรงว่าก็ยากจะเดินอยู่บนเส้นทางราชสํานักได้อย่างราบรื่น
“ฮูหยินไม่ต้องเป็นกังวลใจเจ้าค่ะ” ซางมามาเห็นนางมีสีหน้ากังวล กล่าวปลอบโยนนาง
ว่า “นายท่านสี่เคยสั่งเอาไว้ ไม่อาจปล่อยให้เขามีชีวิตสบายเกินไปได้ ดังนั้นคนของพวกเราจึง
ตามเฝ้าเขาอยู่ตลอด ปล่อยให้เขาดิ้นรนอยู่ตรงนั้น แม้นใต้เท้าเฉินจะเป็นขันทีใหญ่ของพระ
ตําหนักเฉียนชิง นายท่านสี่ก็มิใช่จะพูดอะไรไม่ได้ เพียงพูดคําหนึ่ง ก็ทําให้เขาอยู่หรือตายได้แล้ว
เพียงแต่ฮั่วตงถิงกล่าวว่า เรื่องนี้ยังต้องดูความเห็นของฮูหยินด้วย จึงให้ข้ามาบอกฮูหยินสักคํา
หนึ่ง หากเฉินลี่ผู้นั้นทราบประวัติของเฉิงลู่แล้ว ย่อมไม่เลือกเขาเป็นบุตรเขยแต่งเข้าบ้านอย่าง
แน่นอน…”
โจวเสาจิ่นนึกถึงคําพูดเหล่านั้นที่เฉิงลู่พูดกับนางตอนที่มาหานางหลังจากที่ตระกูลเฉิง
ถูกตรวจสอบและยึดทรัพย์ในชาติก่อนขึ้นมา…นางไม่อาจทนมองเฉิงลู่หลอกลวงผู้คนต่อไปโดย
ไม่ทําอะไรได้อีก
“เช่นนั้นก็หาคนไปเตือนใต้เท้าเฉินสักคําเถิด!” โจวเสาจิ่นรู้สึกว่าในเมื่อเฉินลี่เป็นถึงขันที
ใหญ่ของพระตําหนักเฉียนชิงได้ ย่อมต้องมีวิถีปฏิบัติและความคิดเป็นของตัวเองอย่างแน่นอน
ซางมามาขานรับคํายิ้มๆ
แต่ผ่านไปไม่กี่วันซางมามากลับมาบอกนางด้วยความลําบากใจยิ่งว่า “เกรงว่าเรื่องนี้คง
ไม่สําเร็จแล้วเจ้าค่ะ…ทางด้านของใต้เท้าเฉินนั้น ได้ยินว่ารู้เรื่องพื้นเพของเฉิงลู่ตั้งนานแล้ว รู้ว่า
เขาเป็นบุตรหลานของตระกูลเฉิงที่จินหลิง ถึงได้เลือกเขาเป็นบุตรเขยแต่งเข้าบ้าน…”
โจวเสาจิ่นเบิกดวงตากว้าง
4863
ซางมามาถอนหายใจครั้งหนึ่ง กระซิบอธิบายเสียงเบาว่า “เฉินลี่ผู้นี้ ก็มิใช่คนเที่ยงตรง
อะไร เรื่องที่เฉิงลู่ถูกริบยศตําแหน่งในปีนั้น สําหรับเขาแล้วมิได้มองเป็นเรื่องอะไรเจ้าค่ะ…”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเราก็อย่ายุ่งเรื่องนี้เลย” โจวเสาจิ่นกล่าว “ถึงเวลาหากเฉิงลู่
สร้างเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมา หวังเพียงว่าเขาจะไม่เสียใจภายหลังก็พอ” กล่าวถึงตรงนี้ นางรีบเอ่ย
ว่า “นายท่านสี่ทราบเรื่องนี้หรือไม่ ต้องบอกเขาสักคําถึงจะถูก เฉินลี่เป็นขันทีใหญ่ของพระ
ตําหนักเฉียนชิง กลัวแต่ว่าเฉิงลู่ผู้นั้นจะนินทาว่าร้ายอะไรต่อหน้าเฉินลี่ ไม่เป็นผลดีต่อนายท่านสี่”
ซางมามาพยักหน้า พลางกล่าว “ฮั่วตงถิงส่งคนไปไคเฟิงแล้วเจ้าค่ะ…”
คําพูดของนางยังมิทันได้จบลง ก็มีสาวใช้เด็กวิ่งเข้ามา กล่าวว่า “ซางมามา ลุงฮั่วมาเจ้า
ค่ะ”
โจวเสาจิ่นกล่าว “ใช่ฮั่วตงถิงหรือไม่”
“เป็นเขาเจ้าค่ะ!” ซางมามากล่าว “ข้าจะไปดูสักหน่อยว่าเขามีเรื่องอะไร แล้วค่อยกลับมา
รายงานฮูหยินนะเจ้าคะ”
“ได้!”
โจวเสาจิ่นรอซางมามาอยู่ในห้อง ไม่นาน ซางมามาก็กลับมาด้วยเหงื่อท่วมศีรษะ กล่าว
ขึ้นว่า “ฮูหยินสี่ โชคดีที่ท่านเพียงให้พวกข้าไปเปิดเผยเรื่องพื้นเพของเฉิงลู่ให้เฉินลี่เท่านั้น นาย
ท่านสี่บอกว่า ในระยะอันใกล้นี้เขามีเรื่องต้องการให้เฉิงลู่ช่วยเรื่องเล็กน้อยเรื่องหนึ่ง ดังนั้นเฉิงลู่
ถึงได้ ‘บังเอิญพบ’ กับเฉินลี่ ต่อไปให้พวกเราไม่ต้องสนใจเขาแล้ว คอยดูอยู่ห่างๆ ก็พอเจ้าค่ะ”
ที่แท้เป็นแผนของเฉิงฉือนี่เอง
โจวเสาจิ่นอดรู้สึกเสียใจไม่ได้ กล่าวขึ้นว่า “ข้า ข้ามิได้ทําให้แผนของเขาเสียหายจริงๆ ใช่
หรือไม่”
4864
“ไม่เจ้าค่ะๆ” ซางมามารีบกล่าว “นายท่านสี่ให้ตงถิงวิ่งมาที่นี่ครั้งหนึ่ง ก็เพราะกลัวว่าฮู
หยินจะกล่าวโทษตัวเอง นายท่านสี่บอกว่า โชคดีที่ฮูหยินให้คนไปบอกเฉินลี่สักครั้งหนึ่งแล้ว
ไม่อย่างนั้นหากวันใดเขาได้พบกับเฉิงลู่ที่บ้านของเฉินลี่ ก็ต้องเสียเวลาอธิบายอีก เป็นเช่นนี้กําลัง
ดี หากเฉิงลู่ผู้นั้นสร้างเรื่องขึ้น เฉินลี่ก็จะกล่าวโทษพวกเราไม่ได้แล้ว”
หัวใจที่แขวนอยู่ของโจวเสาจิ่นถึงได้วางลงได้ ตอนเขียนจดหมายจึงต่อว่าเฉิงฉือว่า “ก็ไม่
บอกให้เร็วสักหน่อย ทําให้ข้าต้องเป็นกังวลใจเปล่าๆ ไปครั้งหนึ่ง”
เฉิงฉือเขียนจดหมายขอโทษตอบกลับมาให้นาง บอกว่า “เรื่องนี้ไม่อาจพูดอะไรมากได้
ข้าคิดว่าเขาดิ้นรนเก่งเพียงนี้ ก็ให้เขาดิ้นรนให้พอสักครั้งหนึ่งก็แล้วกัน ต่อไปเจ้าไม่ต้องสนใจเขา
แล้ว ปล่อยให้เขาดิ้นรนไปตามใจก็แล้วกัน”
โจวเสาจิ่นเชื่อใจเฉิงฉือมาโดยตลอด ทอดถอนใจครั้งหนึ่ง แล้วก็ปล่อยวางเรื่องนี้ไปเสีย
กลับเป็นอู๋เป่าจาง วันที่เฉิงลู่แต่งงานวันนั้น นางจ้างเกี้ยวหลังหนึ่งให้เดินผ่านหน้าประตู
บ้านของเฉินลี่ที่ตั้งอยู่ที่ประตูฟู่ เฉิง บ้านเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ซุ้มประตูตกแต่งด้วยโคมไฟและธง
สีสันงดงาม คําประจบเยินยอเสียงดังอื้ออึง ยังมีเฉิงลู่ที่สวมชุดเจ้าบ่าวห้อยผ้าไหมกลมสีแดงสด
ยืนต้อนรับแขกกับเฉินลี่อยู่ตรงหน้าประตู ทําให้อู๋เป่าจางเกือบจะฉีกกระชากผ้าเช็ดหน้าในมือไป
แล้ว
นางแสยะยิ้มเย็นสั่งการให้ยกเกี้ยวขึ้น “กลับประตูซีจื๋อ”
คนหามเกี้ยวไม่เข้าใจ หามนางกลับไปที่ประตูซีจื๋อใหม่อีกครั้ง
อู๋เป่าจางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง ปล่อยให้สาวใช้ประคองลงจากเกี้ยว
กลางวันแสกๆ เฉิงนั่วไม่อยู่รับรองลูกค้าที่โรงนํ้าชาทว่ากลับกําลังค้นหาของไปทั่วทุกหีบ
4865
อู๋เป่ าจางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “นี่ท่านกําลังทําอะไรอยู่หรือ คนที่ทราบอาจพูดว่า
ท่านกําลังหาของอยู่ คนที่ไม่ทราบคงคิดว่าท่านกําลังขโมยของอยู่กระมัง”
เฉิงนั่วหน้าแดงกํ่า พึมพํากล่าว “มีคนแนะนําพ่อค้าใหญ่จากแดนตะวันตกให้ข้ารู้จัก ข้า
ต้องไปพบคน จึงกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า”
อู๋เป่าจางคร้านจะสนใจเขามาโดยตลอด สั่งการให้สาวใช้ช่วยหาเสื้อผ้าให้เฉิงนั่ว
เฉิงนั่วเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว ก็จัดแต่งหน้าตรงหน้ากระจกอีกครั้ง ถึงได้สวมตราประทับ
และถุงหอมที่เอวแล้วออกจากบ้านไป
สาวใช้มองอู๋เป่าจาง ปรารถนาจะกล่าวบางอย่างแต่ก็หยุดไป
อู๋เป่ าจางมิได้สังเกตเห็นสีหน้าของสาวใช้ นั่งอยู่บนเตียงเตาตัวใหญ่ข้างหน้าต่างคิดถึง
เรื่องของเฉิงลู่
ตั้งแต่แรกมานางให้เฉิงลู่ยืมเงินไปทั้งหมดหนึ่งพันกว่าเหลี่ยง ตอนนี้เฉิงลู่เป็นบุตรเขย
ของขันทีผู้นั้นแล้ว เงินหนึ่งพันกว่าเหลี่ยงนี้เฉิงลู่ก็ควรจะคืนให้นางได้แล้วใช่หรือไม่
แล้วก็เรื่องส่งจดหมายด่วนนั่นอีก
ด้วยตําแหน่งขันทีใหญ่ของพระตําหนักเฉียนชิง ก็เพียงแค่ประทับตราลงบนจดหมายที่
นางเขียนสักหนึ่งตราประทับ คาดว่าคงเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
อู๋เป่าจางครุ่นคิดพิจารณาอยู่ในบ้านหลายวัน คิดว่างานแต่งของทางด้านโน้นคงเสร็จสิ้น
เรียบร้อยแล้ว เฉิงลู่เองก็น่าจะไปเรียนหนังสือที่สํานักศึกษาหลวงแล้ว ถึงได้ให้สาวใช้คนสนิทของ
ตนไปหาเฉิงลู่
4866
หลังจากรับประทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว สาวใช้คนสนิทของนางกลับมาด้วยสีหน้าไม่น่าดู
นัก ขานเรียก “สะใภ้ใหญ่” เสียงหนึ่ง นัยน์ตาเจือแววสลดหดหู่ใจ “เฉิงลู่ผู้นั้นชั่วช้าเกินไปแล้ว ข้า
ไปหา ถึงกับพูดว่าไม่รู้จักข้า ยังให้คนไล่ข้าออกมาด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเงินหนึ่งพันเหลี่ยงนั่นเลย
เจ้าค่ะ…”
อู๋เป่าจางอ้าปากค้าง กว่าครู่ใหญ่ถึงจะได้สติคืนกลับมา
แต่ไม่รอให้นางไปหาที่บ้าน เฉิงลู่ก็มาหาที่บ้านก่อนแล้ว ยิ้มเย็นพลางกล่าวกับนางว่า
“เมื่อก่อนเจ้าให้ข้ายืมเงิน ข้าซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีจดหมายที่เจ้า
เขียนให้ข้าและผ้าเช็ดหน้าที่เจ้ามอบให้ข้า เจ้าก็คงจะไม่ให้ข้ายืมเงิน พวกเราก็อย่าได้แสร้งทําเป็น
ไม่รู้เรื่องเลยดีกว่า บอกเจ้าตามจริง ข้าแต่งงานมิใช่รับตําแหน่งเป็นผู้สืบทอด ข้าไม่มีเงินอยู่ในมือ
แล้วก็ไม่มีความสามารถไปช่วยเหลืออะไรเจ้าได้ด้วย เจ้าอย่าคิดว่ารู้พื้นเพของข้าแล้วจะข่มขู่ข้า
ได้ เฉินลี่รู้ว่าข้าเป็นใครมาตั้งนานแล้ว และก็รู้ด้วยว่าเหตุใดข้าถึงถูกริบยศตําแหน่ง เล่ห์เหลี่ยม
นั่นของเจ้าไม่มีประโยชน์ยามอยู่ต่อหน้าข้า ส่วนตัวเจ้าเอง มีเรื่องไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าได้เอาแต่วิ่ง
ไปหาข้า ระวังผู้อื่นจะบังเกิดความสงสัย คิดว่าเจ้ากับข้ามีอะไรกัน ข้าเป็นบุรุษ บุตรชายไม่เอา
ไหนหวนกลับบ้านยังมีค่ามากกว่าทองคํา เจ้าเป็นสตรีผู้หนึ่ง หากชื่อเสียงเสื่อมเสียแล้ว คงมีแต่
เส้นทางแห่งความตายเส้นเดียวเท่านั้นแล้ว เจ้าอย่าได้พูดว่าข้าไม่ได้เตือนเจ้าก็แล้วกัน” กล่าวจบ
สะบัดอาภรณ์เบาๆ ลุกขึ้นจะเดินจากไป “ต่อไปเจ้าอย่ามาหาข้าอีก มาแล้วข้าก็มีแต่จะทํา
เช่นเดียวกับวันนี้”
สีหน้าและท่าทางนั่น ราวกับว่าอู๋เป่าจางอย่างนางเป็นฝุ่นที่ติดอยู่บนอาภรณ์ของเขาก็ไม่
ปาน เขาสะบัดเบาๆ ก็สะบัดร่วงลงไปได้แล้ว
อู๋เป่ าจางโกรธจนเกือบจะหายใจไม่ออก ครึ่งค่อนวันถึงได้กัดฟันพลางด่าประโยคหนึ่ง
อย่างเกลียดชังว่า “ไอ้สารเลว” นํ้าตาไหลลงมาเป็นสาย
4867
มิใช่ว่านางไม่เคยถูกคนดูถูกดูแคลนมาก่อน แต่นางไม่เคยถูกคนที่เคยได้รับความ
เอื้อเฟื้อจากนางผู้หนึ่งดูถูกดูแคลนนางเช่นนี้มาก่อน
หากมิใช่เพราะนาง เขาจะเยื้องย่างมาถึงตอนนี้ได้หรือ
มิใช่ว่าเขาไว้ใจความมั่นคงแข็งแกร่งของเฉินลี่ผู้นั้นหรอกหรือ
มิใช่วางใจว่าเฉินลี่ผู้นั้นรู้พื้นเพของเขาตั้งนานแล้วทว่ากลับมิได้รังเกียจเขาหรอกหรือ
นางอยากดูว่า เฉินลี่ผู้นั้นไม่สนใจประวัติของเฉิงลู่จริงๆ ใช่หรือไม่
อู๋เป่ าจางเช็ดนํ้าตา สั่งการสาวใช้คนสนิทว่า “เจ้าไปจ้างเกี้ยวมาหลังหนึ่ง ข้าจะไปเยี่ยม
สะใภ้ใหญ่เฉินผู้นั้นที่ประตูฟู่ เฉิง”
สาวใช้ได้ยินแล้วตกใจจนหน้าซีดเผือด ขานเรียก “สะใภ้ใหญ่” เสียงหนึ่ง อู๋เป่ าจางจึง
เหลือบมองมาด้วยสายตาเยียบเย็นครั้งหนึ่ง สาวใช้รีบก้มศีรษะลง ออกไปว่าจ้างเกี้ยวให้อู๋เป่ า
จางหนึ่งหลัง
สะใภ้ใหญ่เฉินผู้นั้นเป็นสตรีที่มีหน้าตาธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง เพียงแต่ว่าดวงตาคู่นั้นกลับ
เป็นประกายสุกใส หลังจากทราบวัตถุประสงค์การมาของอู๋เป่ าจางแล้ว นางเชิญอู๋เป่าจางดื่มชา
อย่างยิ้มแย้ม สั่งการสาวใช้ข้างกายว่า “รีบขอให้พ่อบ้านไปเชิญบุตรเขยกลับมา บอกว่าญาติผู้
น้องจากจินหลิงของเขามาเยี่ยมเขา”