ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 195 สามีช่างเป็นคนดี
บทที่ 195 สามีช่างเป็นคนดี
“ตอนนี้ยังไม่รีบออกเดินทาง ข้าจะไปยังเกาะแห่งหนึ่งกับหวงเสี่ยวเหมย เพื่อล่าอสรพิษนาวาและนำน้ำดีของมันมาด้วยเพื่อป้องกันการถูกกู่พิษเล่นงาน จะได้ไม่ทำให้พวกเราลำบาก”
สวี่หยางมองไปยังภรรยาทั้งสี่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สามีคิดได้รอบคอบจริง ๆ ไปด้วยกันเถอะ จะได้คอยช่วยเหลือกัน”
หลินหวั่นชิงเสนอ
หลินไห่ถังก็พยักหน้า “ถูกแล้ว ไปด้วยกัน”
สวี่หยางเองก็รู้สึกว่าไปด้วยกันดีกว่า แต่เขาก็ยังนึกถึงสิ่งที่หวงเสี่ยวเหมยเพิ่งพูดกับเขาไปเมื่อครู่ ว่าจะไปกับเขาเพียงสองคน
พอคิด ๆ ดูแล้ว หวงเสี่ยวเหมยคงมีเจตนาอื่นอยู่ บางทีคนอาจเยอะเกินไป
ทั้งเสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้ก็มีพลังปราณไม่สูง ถ้าออกไปข้างนอกก็อาจจะถูกคนอื่นหมายหัวได้ง่าย
ตอนนี้เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับคำแนะนำของหวงเสี่ยวเหมย ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย แค่มุมมองของหวงเสี่ยวเหมยตอนนี้ก็เหนือกว่าพวกเขาแน่นอน
คิดได้ดังนั้นแล้ว สวี่หยางจึงกล่าวถึงความกังวลของตนเองว่า “เอาเช่นนี้เถิด ก่อนวันที่ข้าจะออกเดินทาง ข้าจะถามหวงเสี่ยวเหมยเสียก่อน หากนางบอกว่าพวกเราไปด้วยกันได้ พวกเราก็ไปด้วยกัน หากไม่ได้ ก็คงต้องแยกกันไป และข้าจะไปกับนางสองคน”
เมื่อกินข้าวเสร็จ สวี่หยางพาภรรยาออกไปเดินเที่ยว
สมกับเป็นเมืองใหญ่ สินค้ามีมากมายละลานตา เช่น เสื้อคลุม
ร้านค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีเสื้อคลุมระดับสามด้วย!!
ของล้ำค่าเช่นนี้ กลับนำมาแขวนไว้กลางร้าน เป็นของล้ำค่าประจำร้านเชียว!
แน่นอนว่ามีค่ายกลป้องกันแยกไว้ต่างหาก
โดยทั่วไป แม้ไร้ค่ายกลคุ้มครองทว่าคนธรรมดาย่อมมิกล้าบังอาจมาที่นี่ เมืองเซียนทั้งเมืองมีกฎหมายเข้มงวด ทั่วถนนหนทางมักมีหน่วยลาดตระเวนรักษากฎหมาย หากผู้ใดกล้าต่อสู้ปล้นสะดม ล้วนฆ่าไม่ละเว้น!
“พวกเจ้าเลือกดูให้สบายใจเถิด ชอบเสื้อคลุมตัวใด ข้าจะซื้อให้”
ก่อนหน้านี้ในยามต่อสู้ เสื้อคลุมของทุกคนล้วนเสียหายจนสูญสิ้นพลังวิญญาณไป
แม้แต่เสื้อคลุมที่สวี่หยางสวมอยู่ก็เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเลือกดูด้วย
หลินไห่ถังเดินเข้ามา พูดเบา ๆ ว่า “สหายเต๋าสวี่ เสื้อคลุมที่นี่ราคามันสูงมากเลยนะ”
“เงินมิใช่ปัญหา”
“แพงเกินไปแล้ว ข้าไม่ซื้อหรอก เพราะยังพอใส่ได้” หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลินไห่ถังก็ตัดสินใจที่จะค่อย ๆ เลือกซื้อ
บัดนี้ทั้งครอบครัวของเขายังไม่รู้จะไปอยู่ที่ใด วันหน้าอาจต้องใช้หินวิญญาณอีกมาก
“ข้าก็คิดว่าไม่ต้องซื้อแพง” หลินอวี้ก็ส่ายหน้า
สวี่หยางหัวเราะ “เลือกสิ หินวิญญาณยังมีอีกมาก”
ภายใต้คำแนะนำของสวี่หยาง ทุก ๆ คนก็ยังซื้อของสวยงามติดไม้ติดมือกันกลับมา
สวี่หยางเองก็ซื้อเสื้อคลุมระดับหนึ่งขั้นกลางมาหนึ่งตัว สีน้ำเงินเข้มดูเรียบง่าย
กลับถึงโรงเตี๊ยม
ด้วยคำแนะนำจากสวี่หยาง เสิ่นม่านอวิ๋นกินโอสถรู้แจ้ง
ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ล้วนมีค่ายกลควบแน่นวิญญาณ ทุกห้องสามารถรักษาวงขอบเขตสร้างรากฐานสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์
เสิ่นม่านอวิ๋นเพิ่งจะอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า ดังนั้นการให้นางฝึกฝนจึงเพียงพอแล้ว
“ได้ ข้าจะกิน” เสิ่นม่านอวิ๋นนั่งลง
สวี่หยางมอบยาชำระล้างจิตให้ทั้งหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังคนละหนึ่งเม็ด
ทั้งสามนั่งลงเตรียมหลอมยาชำระล้างจิต
เมื่อถึงคราวหลินอวี้ นางก็นั่งต้มชาวิญญาณไปวัน ๆ โดยไร้จุดหมาย
ทุกวันนี้แม้ในใจนางยังรู้สึกอิจฉาผู้อื่นที่ล้วนแต่ได้บำเพ็ญตนอยู่ลึก ๆ แต่ก็มิได้รู้สึกด้อยค่าตนเองเช่นเมื่อก่อนแล้ว
ถึงแม้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า นางจะเป็นเพียงโครงกระดูก แต่ชีวิตนี้ของนางก็ได้พบเจอความมหัศจรรย์มากมายแล้ว
……
สวี่หยางหลับตาลงแล้วก็เริ่มสัมผัสถึงคุณสมบัติของยาชำระล้างจิต เขาพบว่าที่นี่มีกลิ่นอ่อน ๆ เหมือนกำลังห่อหุ้มร่างกายของตนเอาไว้
กลิ่นนี้เริ่มหนาแน่นขึ้น ๆ แต่เขากลับมิได้รู้สึกหายใจลำบากแต่อย่างใด กลับมีความรู้สึกอบอุ่น สบายใจอย่างมาก เหมือนทารกที่ยังมิได้ลืมตาออกมาดูโลก ร่างกายของเขาคล้ายถูกห่อหุ้มเอาไว้
ความรู้สึกนี้ทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลายลง
ต่อมากลิ่นก็แทรกซึมเข้าไปในผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเส้นปราณในร่างกายทีละน้อย
สวี่หยางรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งในร่างกายของเขากำลังถูกกลิ่นนี้ค่อย ๆ กำจัดออกไป
“นี่คือสิ่งสกปรกงั้นรึ?”
หัวใจของสวี่หยางสั่นไหว เขารู้สึกว่าสิ่งนี้ช่างสบายตัวเหลือเกินจนอดครางออกมาไม่ได้
เขาเลยเร่งความเร็ว เพื่อให้กลิ่นอายค่อย ๆ ขับไล่สิ่งสกปรกออกไปให้มากขึ้น
เมื่อพิจารณาดี ๆ กลับพบว่ากระทั่งกล้ามเนื้อก็มีความรู้สึกเหมือนจะค่อย ๆ ถูกฉีกขาด จากนั้นก็ถูกเติมเต็มด้วยพลังปราณสายใหม่
“สภาพร่างกายก็ดูเหมือนจะดีขึ้นมาเล็กน้อย”
สวี่หยางหัวเราะก่อนจะลืมตาขึ้น
ใบหน้าของหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังต่างก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความยินดี
ผลลัพธ์อันดีเยี่ยมหลังจากที่กินยาชำระล้างจิตนั้นชัดเจนยิ่ง
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
กลิ่นอายที่รุ่มร้อนนี้ค่อย ๆ จางหายไป สิ่งเจือปนในร่างกายยังคงอยู่ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ถือว่าดีขึ้นมากทีเดียว
เมื่อมันหายไปจนหมด สวี่หยางจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วลุกขึ้นยืน
“อืม ร่างกายของข้าเบาขึ้นเยอะทีเดียว”
“ที่สำคัญคือตอนที่ดูดซับพลังวิญญาณ ประสิทธิภาพก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
สวี่หยางลองดูดซับพลังวิญญาณ หลังจากเวียนครบรอบหนึ่ง ไม่เพียงดูดซับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ความเร็วในก้าวข้ามขอบเขตก็เร็วขึ้นด้วย
“ยาชำระล้างจิตเพียงเม็ดเดียวก็ได้ผลขนาดนี้แล้ว ถ้ากินทุกวันสภาพข้าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือเปล่า”
หลินไห่ถังกับหลินหวั่นชิงก็ลุกขึ้นยืน
“ทุกคนฝึกเสร็จแล้วหรือ ข้าชงชาไว้แล้วพวกเจ้ามาดื่มชาเถิด” หลินอวี้ยิ้มแย้มแจ่มใส รินชาวิญญาณสามถ้วย
“เหนื่อยไหมหลินอวี้” หลินไห่ถังรับมาพร้อมยิ้ม
“ข้าไม่เหนื่อย ดูพวกเจ้ามีความสุขกันขนาดนี้ คงมีอะไรดี ๆ เป็นแน่ ใช่หรือไม่?”
สวี่หยางพยักหน้า “มีของกำนัลมากมาย ข้าไม่คิดว่ายาชำระล้างจิตนี้จะมีผลดีเช่นนี้”
“ข้ารู้สึกว่าผิวดีขึ้นมาก”
หลินไห่ถังดึงแขนเสื้อให้สวี่หยางดู
สวี่หยางตาเป็นประกาย “มา มา ให้ข้าตรวจดูหน่อย”
หลินไห่ถังสงสัย “เจ้าเป็นอันใด…”
สวี่หยางไม่สนใจ เขานั่งลงแล้วดึงหลินไห่ถังมานั่งบนตัก พลางดึงกระโปรงของนางขึ้น
ขาขาวเนียนยิ่งขาวกว่าเดิม
“ฮ่า ๆ ๆ สามีแกล้งข้าอีกแล้ว” หลินหวั่นชิงหัวเราะ
ส่วนหลินไห่ถังที่ถูกลูบไล้เช่นนี้ ร่างกายพลันอ่อนระทวย
ผิวขาวผ่องระเรื่อเริ่มแดงก่ำ นางเหลียวมองสวี่หยางด้วยหางตา กัดฟันและเสพสุขไปกับสัมผัสของเขาอย่างไม่รู้สึกกลัว
หลินหวั่นชิงก็เอนกายลงข้าง ๆ ลูบคลำสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าห่มอย่างเอาอกเอาใจ
ไม่นาน เตียงก็เริ่มสั่นไหว
หลินอวี้ที่เฝ้าดูอยู่ถึงกับชาไปทั้งตัว
สุดยอดจริง ๆ เพิ่งดูดซับพลังวิญญาณกันเสร็จก็สู้รบกันเสียแล้ว
พอนางหันหลังจะเดินหนีจากที่แห่งนี้ สวี่หยางก็ปล่อยพลังวิญญาณ แล้วคว้าตัวหลินอวี้กลับเข้ามา
“เอ๊ะ…!”
หลินอวี้ถึงกับผงะ
แต่ในไม่ช้า เมื่อสวี่หยางใช้ดัชนีฝังเข็มใส่นาง จนหลินอวี้เริ่มกระตุกไปทั้งตัว ปากเอาแต่ครางแผ่วเบาว่า “สามีที่รัก สามีของข้า เจ้าเป็นสามีที่สุดยอดไปเลย…”
……
ยามดึก
เสิ่นม่านอวิ๋นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะตกใจจนตัวชา
ในห้อง
แสงเทียนสลัว ๆ
หลินอวี้ยังคงสั่นกระตุกอยู่…
ส่วนหลินหวั่นชิงลืมตาโพลง แต่หลินไห่ถังซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่ม หอบหายใจแรง
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าช่างมีแรงมากมายนัก”
เสิ่นม่านอวิ๋นยังไม่ทันได้ดีใจ นางพลันสังเกตเห็นว่าสายตาของสวี่หยางจ้องมองมาที่นางอย่างไม่ละสายตา
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
“สหายเต๋าสวี่..ข้าขอลาก่อน ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พรุ่งนี้ยังมีกิจ”
“หากพรุ่งนี้มีธุระจริงข้าก็จะยกเลิกเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้เจ้าจะว่างมิใช่หรือ?”
เสิ่นม่านอวิ๋นหันหลังวิ่งหนีทันที
แต่สวี่หยางก็คว้าแขนไว้จากด้านหลังแล้วอุ้มนางขึ้นบนโต๊ะ
“อื้อ..อื้อ…”
ปากของเสิ่นม่านอวิ๋นก็ถูกปิดกั้นไว้อย่างรวดเร็ว
……
เช้าวันต่อมา
สวี่หยางลุกขึ้นด้วยความสดชื่น
“เอ๊ะ เหตุใดไปอยู่ใต้เตียง?”
สวี่หยางงงงัน ไม่รู้ตัวว่าไปนอนใต้เตียงได้อย่างไร คงเพราะหลับเป็นตายเลยโดนเตะตกเตียงลงมาแน่
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก” เสิ่นม่านอวิ๋นกระฟัดกระเฟียดใส่สวี่หยาง
หลินไห่ถังลุกจากเตียง แต่การเดินของนางช่างแปลกพิลึก ขาก็พลิกไปพลิกมา
เมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน สวี่หยางก็รู้สึกอับอาย
เพราะไม่ได้อยู่กับภรรยาบนเรือมาพักใหญ่ เมื่อคืนเลยจัดหนักไปหน่อย
“ให้ข้านวดให้ดีหรือไม่?” สวี่หยางอาสา
“ไม่ดี!!”
ทั้งสี่คนร้องเสียงหลงพร้อมกัน
ยังจะคิดลวนลามพวกนางอยู่อีก? อย่าหวังเลย!
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางรู้ว่าตนเองผิด จึงกล่าวว่าจะออกไปซื้ออาหารเช้าให้พวกนาง
ผ่านไปไม่กี่วัน สวี่หยางพาภรรยาไปเที่ยวเตร่ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็จะมีความสุขอยู่ในห้องหอ
วันนี้ ในที่สุดก็ได้รับข่าวสารจากหวงเสี่ยวเหมย
นางบอกเขาว่าให้ไปที่ที่เรียกว่าเกาะนกไห่หยาก่อน ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่เจ็ดพันกว่าลี้
สถานที่นั้นก็อยู่ในเขตทะเลของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีเช่นกัน ความปลอดภัยจึงสูงมาก
สวี่หยางเข้าใจแล้ว ในวันนั้นจึงได้ลาภรรยาออกเดินทางทันที
เรือส่านหลิงเฟยแล่นไปในกลางทะเล
เนื่องจากว่าครั้งนี้เป็นเรื่องจริงจัง เขาจึงตรวจสอบผ่านจิตเทวะ เมื่อพบกับผู้คน เขาก็จะอ้อมไปไกล ๆ จึงไม่เกิดเรื่องราวใด ๆ ขึ้น
หลายวันต่อมา
“ถึงแล้ว”
เกาะสีดำแห่งหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏต่อสายตาของพวกเขาอย่างชัดเจน
เกาะนกไห่หยา เป็นเกาะที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ และไม่มีเส้นชีพจรวิญญาณ
เนื่องจากเกาะมีรูปร่างคล้ายกับนกไห่หยา โดยมีลักษณะโค้งงอ และมีปลายแหลมทั้งสองข้าง จึงมีนกหลายชนิดอาศัยอยู่มากมาย แรกเริ่มเรียกว่าเกาะนกไห่หยา
นอกจากนี้ ในบริเวณทะเลแห่งนี้ยังมีอสรพิษจูหลิงอาศัยอยู่มากมาย โดยอสรพิษจูหลิงก็เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ โดยเป็นมารอสรพิษจูหลิงที่มีสายเลือดระดับสาม พลังปราณแข็งแกร่งมาก
เมื่อสวี่หยางมาถึง ก็เริ่มใช้จิตเทวะตรวจสอบและได้พบกับอสรพิษนาวาจำนวนมากแอบซ่อนตัวอยู่ในทะเล
อสรพิษนาวาเหล่านี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่รู้วิธีแยกแยะสายพันธุ์!
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
ทันใดนั้น หนูสุ่ยหลิงที่อยู่ในอ้อมแขนก็ดิ้นรนอย่างรุนแรง แสดงอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ ยังกลัวว่างูพวกนี้จะกล้ารังแกเจ้าหรือ??”
สวี่หยางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
งูคือศัตรูโดยธรรมชาติของหนู ดังนั้นหนูสุ่ยหลิงที่รู้สึกได้ถึงงูมากมาย จึงทำให้มันกลัวจนตัวสั่น
สวี่หยางเก็บเรือเหาะวิญญาณ ก่อนเหินลงบนหาดทราย
“จิ๊บ…”
นกขนาดใหญ่หลายตัวบินผ่านมาและร้องเรียกสวี่หยาง
เป็นไปได้ว่าพวกมันจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายขอบเขตสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งบนร่างของเขา นกตัวใหญ่เหล่านี้จึงไม่กล้าทำอะไรเขา
รอไม่นาน
ในที่สุด สวี่หยางก็เห็นเรือเหาะวิญญาณลำหนึ่งแล่นมาจากที่ห่างไกล
“หวงเสี่ยวเหมย!!”
สวี่หยางสังเกตเห็นร่างของหวงเสี่ยวเหมย เขาจึงกำลังจะทักทาย ทว่าหวงเสี่ยวเหมยกลับส่งกระแสจิตมาเสียก่อน
“สวี่หยางเจ้าซ่อนตัวไว้ก่อน ข้าจะฆ่าคน หากไม่ถึงคราวจำเป็น เจ้าไม่ต้องออกมา!”
สวี่หยาง “…”
สุดยอดเลย ข้าเพิ่งมา เจ้าก็จะฆ่าข้าเลยหรือ
…
บนเรือวิญญาณ
ผู้บำเพ็ญชายและหญิงสองคนมองไปที่หวงเสี่ยวเหมย
“หวงเสี่ยวเหมย พวกเราขึ้นไปก่อนแล้วกัน”
“ได้เลย พี่สาว พี่ชาย งั้นเดี๋ยวข้าเก็บเรือวิญญาณ”
ทั้งสองพยักหน้าแล้วทะยานออกไปก่อนทันที
แต่แล้ว…
“วูบ!!”
หวงเสี่ยวเหมยตั้งใจจะใช้ดาบฟาดไปที่หลังของผู้บำเพ็ญทั้งสอง