ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 449-2 ปรมาจารย์เพิ่มขึ้นมาอีกคน (2)
ตอนที่ 449 ปรมาจารย์เพิ่มขึ้นมาอีกคน (2)
………………..
ฟางผิงเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ยิ่งซับซ้อนยิ่งแข็งแกร่ง? งั้นผมทำภูเขาลูกหนึ่งออกมาดีหรือเปล่า? ไม่สิ ภูเขาไม่นับว่าแข็งแกร่งอะไร หรือปรากฏเป็นจักรวาลออกมาดี?”
ตาเฒ่าหลี่แค่นเสียงว่า “แล้วไปเถอะ ของพวกนี้จะว่ายังไงดีล่ะ ไม่ใช่ว่าเธอคิดจะทำอะไรออกมา ล้วนแข็งแกร่งได้หมด แต่ขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนและลึกซึ้ง ฉันวาดวงกลมวงหนึ่งขึ้นมา บอกว่าเป็นจักรวาล สามารถระเบิดถ้ำใต้ดินได้ เธอเชื่อหรือเปล่าล่ะ?”
“อย่างนั้นเหรอครับ?”
ระหว่างที่ตาเฒ่าหลี่พูดก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อีกอย่างบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมได้ ในใจเธอคิดอะไรอยู่ ยิ่งคิดลึกล้ำมากเท่านั้นก็อาจจะเป็นสิ่งนั้น”
“อธิการมหาวิทยาลัยหนานเจียงเธอเคยเห็นสินะ?”
ฟางผิงพยักหน้า
ตาเฒ่าหลี่เอ่ยเสียงเบา “การปรากฏพลังจิตใจของเขาก็คือตราประจำมหาวิทยาลัยหนานเจียง หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ เสริมเติมแต่งเข้าไป อยากจะทำเป็นมหาวิทยาลัยหนานเจียงออกมา แต่ไม่สำเร็จผล ค่อนข้างซับซ้อนอยู่บ้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าฝีมือเขาไม่อ่อนด้อย น่าเสียดาย”
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จ เขาก็ตายในถ้ำใต้ดินซะก่อน
“งั้นอธิการอู๋ของพวกเราล่ะครับ?”
“งูตัวหนึ่ง”
“หา?”
“ราชาอสรพิษปรากฏเป็นงูก็ปกติไม่ใช่หรือไง”
ฟางผิงเผยสีหน้ามึนงง ถามต่อ “อธิการหวงล่ะครับ?”
“เจ้าขยะนั่น ง่ายเกินไป ดาบเล่มหนึ่ง”
“คุณไม่ใช่บอกว่าคุณก็เป็นกระบี่อมตะอย่างนั้นเหรอ?”
ตาเฒ่าหลี่เอ่ยอย่างดูแคลน “จะเข้าใจอะไร! กระบี่อมตะของฉัน นั่นอานุภาพแข็งแกร่งอย่างมาก สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ซับซ้อนจะตายไป ดาบเล่มนั้นของเขาอย่างกับมีดปอกผลไม้ จะเทียบกับฉันได้?”
“ผู้เฒ่าหลิวล่ะครับ?” ฟางผิงไม่โจมตีเขาอีก เขาไม่เห็นว่ากระบี่อมตะจะดีเลิศขนาดไหนเลย
“กระบี่เล่มหนึ่ง เป็นกระบี่ขยะเหมือนกัน…แค่กๆ ผู้เฒ่าหลิวอายุมากแล้ว ไม่พูดเรื่องนี้”
ฟางผิงพยักหน้า หลัวอี้ชวนที่อยู่ด้านข้างใบหน้าดำคล้ำ พวกนายสองคนจะหุบปากได้หรือยัง?
ฟางผิงเอ่ยว่า “งั้นผมจะปรากฏเป็นอะไรออกมาดี?”
“เธอ? เธอน่าจะออกมาเป็นหมาบ้า หมาบ้าใจกล้า จะได้เสริมความกล้าให้เธออีกหน่อย คิดว่ายังไงล่ะ?”
ฟางผิงหน้าดำเป็นก้นหม้อ ในหัวกลับไม่ได้นึกถึงตัวเอง แต่เป็นฟางหยวน
ถ้ายัยหน้ากลมทะลวงขั้นเจ็ด จะปรากฏเป็น…ทองเหลืองอร่ามหนึ่งก้อนออกมาหรือเปล่า?
จากนั้นเอาทองก้อนมาทุบคน?
ฉากนั้นจะสวยหรูเกินไปแล้ว ฟางผิงไม่กล้าคิดอีก
ตอนนี้หลู่เฟิ่งโหรวทะลวงด่านมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
กลางอากาศของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้มีกลิ่นอายของยอดฝีมือบางส่วนกระจายเข้ามา
ตาเฒ่าหลี่ไม่สนใจฟางผิงอีก ทะยานขึ้นไปบนอากาศเพื่อเจอกับคนพวกนั้น
พวกเขาล้วนเป็นปรมาจารย์ยอดฝีมือของเซี่ยงไฮ้
หลู่เฟิ่งโหรวทะลวงด่านสร้างความเคลื่อนไหวไม่น้อย คนพวกนี้ตระหนักได้เหมือนกันจึงเข้ามาดูสถานการณ์
ฟางผิงไม่ได้เข้าไปยุ่ง เรื่องของพวกระดับสูง เขาไม่ไปร่วมความคึกครื้นอยู่แล้ว
รอจนผ่านไปอีกสักพัก หลู่เฟิ่งโหรวก็เดินออกมาจากประตูห้องแหล่งพลังงานด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
เงยหน้ามองแวบหนึ่ง ไม่นานเงาพวกนั้นก็กระโดดลงมา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ยินดีกับคณบดีหลู่ด้วย”
หลู่เฟิ่งโหรวพยักหน้าเบาๆ กลับไม่ได้ดีใจขนาดนั้น เอ่ยว่า “ยืดเวลามานานขนาดนี้ ในที่สุดก็ทะลวงได้สักที วันนี้เพิ่งทะลวงด่านคงไม่รั้งตัวทุกคนแล้ว ไว้ค่อยพูดคุยกันวันหลังเถอะ”
ปรมาจารย์ที่ตามมาไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกเช่นกัน หัวเราะแล้วก็ทะยานขึ้นอากาศไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขาไปแล้ว หลู่เฟิ่งโหรวเห็นหลายคนมุงอยู่ข้างนอกก็เอ่ยว่า “แยกย้ายกันได้แล้ว!”
พวกนักศึกษายังไม่ทันไปไหน ฟางผิงก็วิ่งเข้ามาด้วยรอยยิ้มซะก่อน เอ่ยเสียงดังว่า “ยินดีกับอาจารย์ที่เข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ของเรามีปรมาจารย์เพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ วันนี้เฉลิมฉลองร่วมกัน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งหมดไปรับหินพลังงานฝึกวิชาหนึ่งกรัมได้ฟรี! ฉันจะจ่ายให้ทุกคนเอง!”
เมื่อคำพูดนี้ออกมาหลู่เฟิ่งโหรวก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย
ลูกศิษย์ของตัวเองไม่ได้เสียสติไปแล้วสินะ?
นักศึกษาเกือบเจ็ดพันคน หนึ่งกรัมต่อสามสิบคะแนน สองแสนหนึ่งหมื่นคะแนน!
เจ้าหมอนี้คงไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ?
กระทั่งหลู่เฟิ่งโหรวยังตกใจ นับประสาอะไรกับพวกนักศึกษา
รับหินพลังงานระดับสูงหนึ่งกรัมฟรี?
แม้สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามขั้นสี่ หนึ่งกรัมไม่ถือว่าเยอะ แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งขั้นสองพวกนั้น สามสิบคะแนนไม่ถือว่าเป็นจำนวนน้อยทีเดียว
อีกอย่างยังทั้งมหาวิทยาลัย!
นี่…จะแม่งกระเป๋าหนักเกินไปแล้ว!
ครู่ต่อมา ทั่วทั้งเขตทางใต้ก็มีเสียงร้องโห่อย่างดีใจดังขึ้น ทุกคนทยอยตะโกนว่า “ยินดีกับคณบดีหลู่ที่เข้าสู่ขั้นปรมาจารย์!”
“ขอบคุณประธาน!”
“…”
ทุกคนดีใจอย่างบ้าคลั่ง อาจารย์บางส่วนมองฟางผิงตาปริบๆ ให้อีกหน่อยสิ!
ให้นักศึกษาแล้วพวกเราล่ะ?
ฟางผิงทำเป็นมองไม่เห็น ฝีมืออาจารย์ไม่ได้อ่อนด้อย ส่งให้น้อยไม่ได้ ส่งให้เยอะ…คิดว่าฉันไม่ต้องใช้เงินเลยหรือไง
แม้เขาจะมีสองล้านคะแนน ก็ต้องใช้อย่างประหยัด จะสิ้นเปลืองทรัพยากรไม่ได้
หลู่เฟิ่งโหรวยังดึงสติกลับมาไม่ได้อยู่บ้าง จู่ๆ ก็มีหัวล้านแวววับพุ่งตัวเข้ามา เอ่ยด้วยใบหน้ากระตือรือร้น “คณบดีหลู่ คุณจะเก่งเกินไปแล้ว ยินดีกับการทะลวงขั้นเจ็ดด้วย ขอให้พรุ่งนี้ทะลวงขั้นแปด มะรืนทะลวงขั้นเก้า ทะลวงขึ้นไปสูงสุดเลย!”
ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยอย่างรวดเร็ว กระตือรือร้นจนไม่รู้จักจะพูดยังไงแล้ว ประจบประแจงอยู่ยกใหญ่
ระหว่างที่พูด ไม่รอให้ฟางผิงตอบคำถามก็เอ่ยต่อ “คนอื่นๆ ล่ะ?”
เธอทะลวงด่าน แต่อู๋ขุยซานและพวกหวงจิ่งไม่เข้ามา นี่ไม่ปกติเท่าไหร่
“พวกอธิการลงไปถ้ำใต้ดินกันครับ”
“ไปหมดเลย?”
“ครับ”
หลู่เฟิ่งโหรวขมวดคิ้วอีกครั้ง เดินไปไม่กี่ก้าว จู่ๆ กลับหยุดฝีเท้า หันหน้ามามองฟางผิง “เธอขั้นไหนแล้ว?”
“ขั้นห้าสูงสุด”
หลู่เฟิ่งโหรวสีหน้าเปลี่ยนอยู่พักใหญ่ ตอนที่ฉันเข้าด่าน เธอเพิ่งขั้นห้าตอนต้นสินะ?
นี่เพิ่งจะกี่วันเอง!
“วันนี้วันที่เท่าไหร่?”
หลู่เฟิ่งโหรวถามออกไป เธอสงสัยว่าตัวเองจำผิดวันหรือเปล่า
“วันที่ 8 มีนา”
“วันที่ 8 มีนา?” หลู่เฟิ่งโหรวขมวดคิ้วเล็กน้อย “วันที่ 8 มีนาคม 2010?”
เวลานี้ถึงตาที่ฟางผิงตกตะลึงบ้าง มองเธออย่างระแวดระวัง หลู่เฟิ่งโหรวเข้าด่านจนปัญญานิ่มไปแล้ว?
ต้องปี 2010 อยู่แล้ว หรือจะให้เป็น 2011?
“ครับ”
“ต้นเดือนมกราคมฉันเพิ่งจะเข้าด่าน งั้นก็ประมาณสองเดือน…”
สองเดือนเธอออกจากด่าน ฟางผิงจากขั้นห้าตอนต้นทะลวงสู่ขั้นห้าตอนปลายแล้ว!
ฟางผิงหัวเราะว่า “อาจารย์ ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ อันที่จริงผมยังหลอมกระดูกทอง หลอมกึ่งร่างทอง พลังจิตใจแตะถึงเก้าร้อยเฮิรตซ์ด้วย…”
หลู่เฟิ่งโหรวใบหน้าดำคล้ำจนดูไม่ได้ ตบไหล่ฟางผิงเบาๆ พยักหน้าว่า “ไม่เลว!”
เวลาสองเดือนเท่านั้น จะให้ความรู้สึกที่ว่าคนเปลี่ยนแต่สรรพสิ่งยังเหมือนเดิมมากเกินไปแล้ว!
ทั้งฟางผิงเด็กนี่จะพูดละเอียดขนาดนั้นทำไม กลัวว่าฉันจะไม่รู้ถึงความสามารถของเธอ?
มองลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่เดินเข้ามาด้านข้างอีกที จู่ๆ หลู่เฟิ่งโหรวก็รู้สึกเศร้าโศกอยู่บ้าง
ดีที่ฉันทะลวงด่านแล้ว!
นอกจากจ้าวเสวี่ยเหมยที่อ่อนแอที่สุด นึกไม่ถึงว่าคนอื่นจะขั้นสี่กันหมดแล้ว
แม้จะเป็นจ้าวเสวี่ยเหมย…ก็ถึงขั้นสามตอนปลายแล้วเหมือนกัน
ตอนนี้ฝึกวิชาง่ายถึงขนาดนั้นเลยหรือไง?
เธอยังไม่ทันครุ่นคิดกับตัวเอง ตาเฒ่าหลี่ก็เดินเข้ามาแล้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เฟิ่งโหรว ยินดีด้วย!”
“อืม”
หลู่เฟิ่งโหรวมองตาเฒ่าหลี่แวบหนึ่ง จู่ๆ ก็โล่งใจ เอ่ยเรียบนิ่งว่า “พลังจิตใจยังไม่ปรากฏ?”
ในที่สุดก็หาพวกที่ไม่มีความก้าวหน้าเท่าไหร่เจอแล้ว แม้พลังจิตใจของตาเฒ่าจะมีถึงเจ็ดร้อยแปดร้อยเฮิรตซ์ก็ตาม
ตาเฒ่าหลี่ชะงักคำพูดไปเล็กน้อย ฉันไม่ได้ยั่วโมโหเธอซะหน่อย จะมาแทงใจดำฉันทำไม?
ในเมื่อหลู่เฟิ่งโหรวเป็นฝ่ายแทงใจเขาก่อน เขาจะไม่เกรงใจเหมือนกัน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่รีบๆ ใช่สิ ฟางผิงเจ้าเด็กนี้หาอาวุธวิเศษมาให้เหล่าหวงชิ้นหนึ่ง เหล่าหวงถึงกับตัวสั่นเชียว อีกอย่างฟางผิงบอกว่าครั้งหน้าจะหาอาวุธวิเศษขั้นแปดมาให้ฉัน เฟิ่งโหรว เธออยากได้หรือเปล่าล่ะ?”
หลู่เฟิ่งโหรวสีหน้าเปลี่ยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟางผิงที่อยู่ด้านข้างแทบจะถลึงตาใส่ตาเฒ่าหลี่ ตาเฒ่าจะแกล้งกันเกินไปแล้ว!
อีกอย่าง ฉันไปพูดว่าจะหาอาวุธวิเศษขั้นแปดให้คุณตอนไหน?
เห็นหลู่เฟิ่งโหรวมีเค้าลางจะระเบิดอยู่บ้าง ฟางผิงรีบเอ่ยทันที “อาจารย์ ครั้งนี้ผมลงถ้ำใต้ดินช่วยคุณระเบิดเมืองเทียนเหมินด้วย ทำแม่ทัพขั้นเจ็ดตายไปสองคน ยังฆ่าผู้ฝึกยุทธ์เทียนเหมินไปนับหมื่นคน เจ้าเมืองเทียนเหมินถูกผมล่อสัตว์ปีศาจสองตัวมาโจมตีเหมือนกัน แม้จะฆ่าไม่ตายก็สั่งสอนเขาไปชุดใหญ่!”
หลู่เฟิ่งโหรวสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่กล้าเชื่ออยู่บ้าง “จริงเหรอ?”
“ไม่พูดโกหกอย่างแน่นอน!”
ฟางผิงเอ่ยด้วยสัตย์จริง หลู่เฟิ่งโหรวมองไปทางตาเฒ่าหลี่ ตาเฒ่าหลี่เบ้ปากว่า “เขาแค่พูดไปอย่างนั้น แต่เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องจริง ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเท่าไหร่…”
“ดูพูดเข้า ผมเป็นคนทำเถอะ ถ้าไม่ใช่ผมจะเป็นแบบนี้ได้ยังไง!” ฟางผิงรีบถือเป็นผลงานตัวเองทันที เวลานี้เรื่องนี้เป็นฝีมือของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์
จู่ๆ สีหน้าของหลู่เฟิ่งโหรวก็อ่อนโยนลง ลูบหัวฟางผิงเบาๆ ให้ความรู้สึกราวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูก “ลำบากเธอแล้ว”
ฟางผิงขนลุกซู่ทั่วร่าง เหล่าหลู่อย่าทำแบบนี้ได้หรือเปล่า ฉันรับไม่ไหว
คนอื่นๆ ต่างก็ขนลุกเช่นกัน หลู่เฟิ่งโหรวอ่อนโยนขึ้นมาน่ากลัวจริงๆ
——————-
………………..