ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 453 ฟางหยวนทะลวงด่าน (1)
ตอนที่ 453 ฟางหยวนทะลวงด่าน (1)
………………..
วันที่ 10 มีนาคม นโยบายถูกปล่อยออกมา ชั่วพริบตาก็กลายเป็นกระเด็นร้อนในสังคมทันที
ฟางผิงกลับไม่ได้เสียเวลากับเรื่องนี้มากมาย ไม่เกี่ยวกับเขาเท่าไหร่
เดิมทีมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ก็เตรียมตัวจะขยายการรับสมัครอยู่แล้ว
—
สวนไห่วาน
บ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง
หลายวันนี้ฟางผิงยุ่งกับเรื่องของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้อยู่ตลอด วันนี้ถูกฟางหยวนโทรมาหา
ตอนนี้เป็นวันที่สิบสามแล้ว
ห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่ง
ฟางหยวนเอ่ยด้วยสีหน้าคาดหวัง “พี่ ปราณฉันเพิ่มไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้สามารถทะลวงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้แล้วใช่หรือเปล่า?”
“ปราณเท่าไหร่แล้ว ตรวจหรือยัง?”
“ตรวจแล้ว หนึ่งร้อยแปดสิบสองแคล”
ฟางหยวนพองลมแก้ม ผิดหวังอยู่บ้าง
ตั้งแต่หลอมกระดูกสองครั้งสำเร็จ จนถึงตอนนี้ผ่านมาเดือนกว่า ผลปรากฏว่าปราณเพิ่งจะขึ้นมาสองแคลเท่านั้น
ช้าขนาดนี้ คงไม่มีหวังหลอมกระดูกครั้งที่สามแล้ว
มาถึงขั้นนี้ ต่อให้บ่มเพาะปราณไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
“หนึ่งร้อยแปดสิบสองแคล ไม่เหนือความคาดหมาย”
ฟางผิงไม่แปลกใจเช่นกัน หลอมกระดูกสองครั้ง เขายังพอคิดหาวิธีทุ่มเททรัพยากรให้น้องสาวตัวเองได้
แต่สามครั้ง นั่นไม่ใช่แค่เรื่องเงินแล้ว
ปราณติดอยู่ที่หนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าแคล ให้ตายยังไงก็ไม่ขึ้น ไม่สามารถหลอมกระดูกขั้นสามได้ ต่อให้เฉินเย่าถิงจนขนาดไหนก็คงไม่ถึงขั้นบ่มเพาะให้หลานสาวไม่ไหวหรอก
ฟางหยวนติดอยู่ที่หนึ่งร้อยแปดสิบสองแคล เห็นได้ชัดว่าไม่มีช่องว่างให้ก้าวต่อไปแล้ว
ต่อให้แคลขึ้นมากกว่านี้หน่อย อันที่จริงไม่มีประโยชน์เหมือนกัน
“คุ้นเคยกับเส้นเดินปราณหรือยัง?”
“อืม ทำความคุ้นเคยนานแล้ว”
“วางแผนจะหลอมช่วงบนหรือช่วงล่างก่อน?”
“ช่วงล่าง!”
“ช่วงล่างกระดูกหกสิบสองชิ้น ทะลวงเส้นเดินปราณหกสิบสองเส้น จากนั้นเริ่มหลอมกระดูก…”
ฟางผิงพูดไม่กี่ประโยคง่ายๆ เอ่ยว่า “ถ้าเธอจะทะลวงด่าน ฉันก็ไม่ขัดขวาง”
ระหว่างที่พูดก็ชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “แต่ถ้ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว แม้เธอจะเป็นน้องสาวของฉัน บางทีอาจต้องเผชิญหน้ากับอันตรายบางอย่าง จำเป็นต้องรับความเสี่ยงนั้น! ฟางหยวน เธอเตรียมพร้อมดีหรือยัง?”
ฟางหยวนพยักหน้างึกงัก ใบหน้าเล็กๆ นั้นเผยความจริงจังเช่นกัน ผงกหัวว่า “เตรียมพร้อมแล้ว!”
ฟางผิงเห็นแบบนั้นจู่ๆ ก็อยากหัวเราะอยู่บ้าง
ยัยตัวแสบจริงจังขึ้นมา จี้จุดอยู่บ้างจริงๆ ฟางผิงจึงอดบีบแก้มเธอไม่ได้
ฟางหยวนทำหน้าไม่พอใจ เอ่ยอย่างหงุดหงิดอยู่บ้าง “ฟางผิง! นายอย่าทำอะไรเล่นๆ ได้หรือเปล่า อาจารย์พวกเราบอกว่ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ผู้ฝึกยุทธ์อย่างพวกเราเป็นความหวังของมนุษย์ชาติ เป็นเสาหลักของประเทศ…นายหยุดบีบแก้มฉันได้แล้ว!”
ฟางหยวนโมโหอย่างยิ่ง ฉันจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์อยู่แล้ว นายยังจะบีบอีก คิดว่าฉันไม่ต้องรักษาภาพพจน์หรือไง?
ฟางผิงสุขใจจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว บีบอยู่พักใหญ่ เวลานี้ค่อยเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อาจารย์ของพวกเธอก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์?”
“อืม พี่ โรงเรียนของพวกเรายังมีคลาสเรียนศิลปะการต่อสู้ด้วย อาจารย์เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม…แต่ไม่ได้เก่งเท่านาย อาจารย์ของพวกฉันรู้จักนายเหมือนกัน บอกว่านายเก่งเอามากๆ…”
ฟางหยวนเอ่ยด้วยหน้าบานเป็นกระด้ง คนอื่นชมฟางผิง เธอก็รู้สึกได้หน้าเหมือนกัน
บางคนเป็นญาติของอาจารย์ บางคนเป็นญาติของนักศึกษา รวมถึงครอบครัวของนักศึกษาที่จบไปแล้วบางส่วนก็มีเหมือนกัน
ฟางหยวนเข้าโรงเรียนก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังฐานะตัวเอง ทุกคนต่างรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของฟางผิง หลายวันมานี้ฟางหยวนแทบจะใช้ชีวิตในโรงเรียนราวกับปลาได้น้ำ ได้ผูกสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ไม่น้อย
พูดถึงเรื่องโรงเรียน จู่ๆ ฟางหยวนก็นึกอะไรได้ เอ่ยทันที “พี่ หลังจากนี้นายอย่ารังแกอาจารย์ซ่งเลยนะ”
“ใคร?”
“พ่อของซ่งหย่า” ฟางหยวนพองลมแก้ม “ซ่งหย่าบอกว่านายเอาแต่รังแกพ่อของเธอ ยังให้พ่อเธอไปทำความสะอาดห้องน้ำ พ่อเธอกลับไปด่านายที่บ้านแล้ว…”
“ซ่งอิ๋งจี๋?”
ฟางผิงทำหน้ามึนงง ผ่านไปสักพักก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง “เหล่าซ่งเนี่ยนะ? เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก นึกไม่ถึงว่าจะกลับบ้านไปปรับทุกข์ให้ลูกสาวฟัง?”
เขาเพิ่งรู้เหมือนกันว่าซ่งอิ๋งจี๋ยังมีลูกสาวอยู่หนึ่งคน ทั้งยังเรียนในโรงเรียนสังกัดของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้
หัวเราะยกใหญ่แล้ว ฟางผิงก็เอ่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ลูกสาวของเขาเป็นเพื่อนกับเธอ?”
“อืม เป็นเพื่อนร่วมคลาสศิลปะการต่อสู้”
ฟางผิงหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง อธิบายว่า “ฉันไม่ได้รังแกเขา พ่อเธออยู่ขั้นหกแล้ว ให้ฉันรังแกได้ที่ไหน แต่ว่า…”
จู่ๆ ฟางผิงก็ขมวดคิ้ว “หลังจากนี้เธอดูแลซ่งหย่าให้ดีๆ หน่อย”
“หา?”
ฟางผิงส่ายหน้า ไม่ได้พูดมากอีก
ครั้งนี้เหล่าซ่งไม่ได้กลับมา!
ก่อนหน้านี้ซ่งอิ๋งจี๋ลงถ้ำใต้ดิน ปรากฏว่าครั้งนี้ถ้ำใต้ดินเกิดความวุ่นวาย ซ่งอิ๋งจี๋ไม่ได้อยู่ในเมืองความหวัง ตอนนี้ออกมาก็ไม่เห็นเงาของเขา
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกเข้าถ้ำใต้ดิน หากอยากทะลวงด่านมักจะออกไปไกลหน่อย
นอกจากซ่งอิ๋งจี๋จะไม่กลับมาแล้ว อันที่จริงมีหลายคนที่ตอนนี้ยังไม่กลับออกมาจากถ้ำใต้ดิน คนพวกนี้เดินทางไปไกล ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ตอนนี้ถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้ออกได้แต่เข้าไม่ได้ มีหลายเรื่องที่ฟางผิงไม่สามารถรับข้อมูลได้เหมือนกัน
เขาไม่รู้ว่าซ่งอิ๋งจี๋มาถึงเมืองความหวังหรือยัง ทำได้แค่หวังให้เจ้าหมอนั่นกลับมาอย่างปลอดภัย
ผู้ฝึกยุทธ์ลงถ้ำใต้ดิน มีเหตุไม่คาดฝันอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นหรือตายได้ทุกเสี้ยวนาที
หากซ่งอิ๋งจี๋ยังไม่กลับมา นั่นก็อันตรายอยู่บ้างแล้ว
ในโรงเรียนสังกัดมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้…มีญาติของผู้ที่ล่วงลับไปไม่น้อยเช่นกัน
ฟางผิงถอนหายใจ บีบแก้มน้องสาวอีกครั้ง เอ่ยเบาๆ ว่า “เด็กน้อย จำไว้ให้ดีว่ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวมากมาย รวมถึงการต่อสู้ การต่อสู้ระหว่างความเป็นและความตาย…”
“อืม ฉันรู้”
ฟางหยวนว่านอนสอนง่ายขึ้นมา ขบริมฝีปากว่า “เรื่องตอนปีใหม่ ฉันก็รู้เหมือนกัน”
ก่อนหน้านี้เธอมักคิดว่าพี่ชายตัวเองเก่งกาจ ไม่ว่าใครก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
ตอนที่เธอเห็นการแข่งขันแลกเปลี่ยนก่อนหน้านี้แทบไม่มีคนตายมาก่อน ฟางผิงก็แทบไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร อย่างน้อยที่เธอเห็นก็แบบนั้น
แต่ตอนปีใหม่นั้นพี่ชายเธอเกือบถูกคนฆ่าแล้ว เธอยังคงรู้เรื่องนี้
“อันที่จริงพี่อยากให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปตลอด ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร เป็นเจ้าหญิงตัวน้อยที่เป็นที่รักของทุกคน แต่อนาคต ใครก็ไม่อาจรับประกันได้ทั้งนั้น ถ้าฉันมีชีวิตอยู่ งั้นทุกอย่างคงดีอยู่แล้ว แต่หากมีวันไหน…เวลานั้นในเมื่อเธอเป็นผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งแล้ว นั่นก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่มีใครจะทำเรื่องเลวทรามกับเธอได้”
ฟางผิงเอ่ยเบาๆ ถ้าเขามีชีวิตอยู่ ฟางหยวนจะเข้าร่วมสงครามถ้ำใต้ดินหรือเปล่า อันที่จริงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ นอกจากจะถึงขั้นสี่ ที่ถูกบังคับให้ต้องไป
แต่ถึงจะเป็นขั้นสี่…อันที่จริงก็มีวิธีอะลุ้มอล่วย
ภารกิจบังคับของขั้นสี่ ปกติไม่ยากเกินไปอยู่แล้ว
หรืออาจจะเข้าถ้ำใต้ดินรวบรวมวัตถุดิบบางอย่าง ช่วยเฝ้าประตูเมืองหรือฆ่าสัตว์ปีศาจที่อยู่กระจัดกระจาย สะสมป้ายสถานะผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งอันสองอันก็ได้ทั้งนั้น
เรื่องพวกนี้อันที่จริงไม่ยากเลย ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีเส้นสาย มีคนในบ้านช่วยเตรียมการณ์ให้ เข้าถ้ำใต้ดินก็แค่การเดินเที่ยวเท่านั้น
ฟางหยวนถึงขั้นสี่ ฟางผิงจะช่วยเสร็จสิ้นภารกิจทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องยากแม้แต่น้อย
กลัวก็แต่ว่าวันไหนเขาตายในถ้ำใต้ดิน เวลานั้นฟางหยวนยังไม่มีความสามารถ ไม่เคยเจอกับประสบการณ์คาวเลือด อาจจะเป็นอันตรายได้
เขาตายไป น้องสาวจะทำยังไง?
ไม่มีความสามารถนั้นไปทำภารกิจ นั่นเป็นการทำร้ายฟางหยวน
ฟางหยวนตาแดงก่ำ “พี่ นายหยุดพูดเหลวไหลเดี๋ยวนี้! อีกอย่างฉันก็เก่งเหมือนกัน หลังจากนี้ถ้ามีคนกล้าหาเรื่องนายอีก ฉันจะช่วยนายเอง!”
ฟางผิงหัวเราะ คลี่ยิ้มว่า “ก็ได้ งั้นพี่ไม่พูดแล้ว ในเมื่อเธอเลือกเดินเส้นทางนี้…อันที่จริงจะไม่เดินก็ไม่ได้เหมือนกัน ท้ายที่สุดมีความสามารถก็ดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว งั้นวันนี้พี่จะช่วยให้เธอทะลวงด่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์! ผู้ฝึกยุทธ์ในอายุสิบหกปี ยัยหน้ากลมของฉันเป็นอัจฉริยะตัวน้อยคนหนึ่งเหมือนกัน!”
ปีนี้ฟางหยวนอายุสิบหกปีแล้ว ไม่นับว่าเป็นเด็กแล้วเหมือนกัน
แต่ผู้ฝึกยุทธ์ในอายุสิบหกปี ยังคงพบเห็นน้อยอยู่บ้าง
ในสถานการณ์ทั่วไป ผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงด่านอายุสิบแปดปีจะดีที่สุด
เวลานี้ปกติกระดูกจะเจริญเติบโตแล้ว ไม่มีผลกระทบในการฝึกวิชาต่อจากนี้
อายุสิบหกปี เร็วไปเล็กน้อย ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์บางคน แม้ว่าจะถึงขีดจำกัดคนธรรมดาในอายุสิบหกปีก็ไม่อาจทะลวงด่าน แต่จะเลือกฝึกวิชาด้านอื่นแทน อย่างเช่นเคล็ดวิชาต่อสู้และจวงกง
แต่ฟางหยวนไม่เหมือนกัน เด็กคนนี้มีการสนับสนุนจากฟางผิง ใช้น้ำแร่พลังงานบ่มเพาะกระดูก ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวปรมาจารย์มีได้ด้วยซ้ำ
ปรมาจารย์…ก็ต้องดูว่ามีช่องทางที่จะได้สิ่งนี้มาหรือเปล่า
ได้ยินฟางผิงชมตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะ ฟางหยวนก็ทำหน้าลิงโลดทันที เอ่ยอย่างเบิกบานว่า “พี่ อันที่จริงฉันรู้ตั้งนานแล้ว!”
ฟางผิงเลิกคิ้วขึ้น กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เธอรู้เรื่องพรสวรรค์ที่ฉันหลอกเธอนานแล้ว?
แต่ครู่ต่อมาฟางผิงก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิดไป
ฟางหยวนยิ้มอย่างเบิกบานใจ “อันที่จริงพรสวรรค์ฉันไม่อ่อนด้อย แค่นายเก่งเกินไป อาจารย์พวกฉันบอกแล้วว่านายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลก! ฉันหลอมกระดูกสองครั้งได้ อาจารย์บอกว่าดีมากแล้ว แม้จะเข้ามหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะอยู่ดี อย่างมาก…ก็ด้อยกว่านายเล็กน้อยเท่านั้น นายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลก ฉันจะด้อยกว่านายเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร”
เธอกลับไม่รู้เรื่องที่ฟางผิงหลอกเธอ แต่เธอหลอมกระดูกสองครั้งแล้ว เพื่อนร่วมชั้นหลายคนในคลาสผู้ฝึกยุทธ์แทบจะอิจฉาตาร้อน บอกว่าเธอมีพรสวรรค์
เวลานี้ฟางหยวนไม่เสียใจแล้ว ไม่น้อยเนื้อต่ำใจด้วยเช่นกัน
เมื่อก่อนอยู่หยางเฉิง ทุกคนแทบไม่เข้าใจอะไร เธอไม่มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้ฝึกยุทธ์เลย มีแค่ถานเจิ้นผิงเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้สมาคมมากมาย
เวลานั้นฟางหยวนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจริงๆ
ตอนนี้เธอรู้แล้ว หลอมกระดูกสองครั้งก็เก่งมากแล้ว
แม้เทียบกับฟางผิงจะด้อยอยู่บ้างก็ตาม
———————–