ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 455-2 ฟางผิงจอมขี้อวด (2)
ตอนที่ 455 ฟางผิงจอมขี้อวด (2)
………………..
ฟางผิงเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ กดเสียงว่า “อาจารย์ เตะผมทำไมล่ะครับ แค่แสดงมารยาทของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ต้อนรับคนด้วยรอยยิ้มเท่านั้น”
ตาเฒ่าหลี่แค่นเสียง ไม่พูดอะไรต่อ
รอจนรถหยุดลงแล้ว ครั้งนี้ตาเฒ่าหลี่ก็พาเดินเข้าไป เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “รัฐมนตรีหวัง ประธานหลิว ยินดีต้อนรับทุกคนมาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้…”
“ฉางเซิงอย่าเกรงใจเลย”
รัฐมนตรีหวังเดินลงจากรถแล้วก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คณบดีหลู่ไม่อยู่งั้นเหรอ?”
“อยู่ แต่ยังกำลังปรับสภาพร่างกายเข้ากับขั้นใหม่”
“งั้นช่วยเอ่ยแสดงความยินดีแทนฉันด้วย ในที่สุดก็ทะลวงด่านแล้ว”
“แน่นอน…”
“…”
พวกปรมาจารย์ทักทายกันด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นสักพัก รัฐมนตรีหวังก็หันหน้ามาเอ่ยว่า “คนนี้คือคณบดีหลี่จากสาขายุทโธปกรณ์ของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ คนนี้คือคณบดีหลัว คณบดีสาขากลยุทธ์…”
แนะนำให้ทุกคนแล้ว รอจนเห็นฟางผิง รัฐมนตรีหวังก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วัยรุ่นอย่างพวกเธอ ฉันคงไม่แนะนำให้รู้จักกันแล้ว เอาแบบนี้เถอะ ฉันจะไปพูดคุยกับพวกคณบดีหลี่เรื่องการแลกเปลี่ยนสักหน่อย ฟางผิง เธอพาพวกเขาไปชมมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้หน่อยได้หรือเปล่า อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ฉันว่าน่าจะคุยกันถูกคอกว่า”
ฟางผิงเห็นพวกเด็กหนุ่มสาวที่อยู่ตรงข้ามกำลังมองพินิจตัวเอง ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างใจกว้างว่า “ได้ครับรัฐมนตรี งั้นพวกคุณพูดคุยกันเถอะครับ ผมจะพาพวกรุ่นพี่ไปเดินเล่นเอง”
“อืม งั้นพวกเราขอตัวก่อน”
—
รอพวกรัฐมนตรีหวังจากไปแล้ว ฟางผิงก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “สวัสดีทุกคน ฉันขอแนะนำตัวเองหน่อย…”
“ใช่ ไม่รู้ว่ารุ่นพี่คนนี้ชื่ออะไร?”
“เจี่ยงเชา ขั้นหกตอนกลาง”
“ซูจื่อซู่ ขั้นหกตอนต้น”
“หลี่เฟย ขั้นหกตอนปลาย”
“…”
“เจิ้งหนานฉี ขั้นหกตอนปลาย”
“…”
ชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่ตรงนี้มีทั้งหมดสิบคน ชายเจ็ดหญิงสาม
ในนั้นมีขั้นหกตอนต้นห้าคน ตอนกลางสามคน ตอนปลายสองคน
ความสามารถนี้…ดูเหมือนเก่งกาจ อันที่จริงฟางผิงไม่ได้สนใจขนาดนั้น
เขายังคิดว่ามีขั้นหกสูงสุดซะอีก ผลปรากฏว่าไม่มี
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ถึงขั้นหกสูงสุด ในขั้นหกระดับอื่นๆ เพื่อปิดประตูซานเจียง อันที่จริงเป็นเรื่องยากที่จะทุ่มสุดกำลัง ใช้พลังทั้งหมดของตัวเอง
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกสูงสุด เขายังกังวลอยู่บ้าง
แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่แค่ขั้นหกตอนปลาย นั่นก็ไม่เท่าไหร่แล้ว
รอพวกเขาแนะนำตัวเสร็จ ฟางผิงก็ยังคงแนะนำตัวออกไป “ฟางผิง ขั้นห้าสูงสุด”
ผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาวพบกัน แนะนำความสามารถให้รับรู้แก่กันไม่ถือว่าเป็นการโอ้อวดแต่อย่างใด
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายแนะนำตัวจบแล้ว ซูจื่อซู่จึงเอ่ยอย่างแปลกใจอยู่บ้าง “ฟางผิง นายเพิ่งจะเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้เมื่อสองปีก่อนจริงๆ เหรอ?”
“อืม”
“นายเคยฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกสูงสุดมาก่อน?”
ฟางผิงรีบปฏิเสธทันที “ที่ไหนกันล่ะ ฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของขั้นหกสูงสุดสักหน่อย แน่นอนว่าอีกฝ่ายตายในเงื้อมมือฉันจริงๆ น่าจะเป็นเพราะลัทธินอกรีตอ่อนแอเกินไป เป็นขั้นสูงสุดปลอมๆ หรือก่อนหน้านี้อาจจะบาดเจ็บมาก่อนแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา คนพวกนี้กลับโล่งใจไม่น้อย
เจี่ยงเชาหัวเราะว่า “ฉันก็บอกแล้ว แต่ถือว่าไม่เลว แม้คนๆ นั้นจะได้รับบาดเจ็บ นายฆ่าเขาได้ ความสามารถนับว่ามีอยู่เช่นกัน”
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่อาจเทียบกับรุ่นพี่ทุกคนได้อยู่แล้ว พวกนายขั้นหกกันหมด มีหวังเป็นปรมาจารย์ ฉันยังอีกห่างไกล พวกรุ่นพี่ ฉันจะพาทุกคนไปชมรอบๆ สักหน่อยแล้วกัน”
ทุกคนพยักหน้าเล็กน้อย ฟางผิงเดินนำหน้า เดินไปก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มไปพลาง “ฉันจะพาทุกคนไปดูเขตทางใต้ก่อน ที่นั่นเป็นสถานที่สำคัญของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เรา ห้องแหล่งพลังงานและสระปราณนับว่ามีชื่อเสียงในประเทศจีน…”
ระหว่างที่พูด ฟางผิงเผยสีหน้าภาคภูมิใจไม่น้อย หันกลับมามองทุกคนว่า “พวกรุ่นพี่เคยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกพวกนี้ฝึกวิชามาก่อนหรือเปล่า?”
สีหน้าที่แสดงราวกับพวกนายน่าจะไม่เคยเจอของพวกนี้มาก่อน ทำให้ทุกคนขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
ในกลุ่มนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งอดเอ่ยไม่ได้ “ห้องแหล่งพลังงาน? นายหมายถึงห้องฝึกวิชาที่เผาหินพลังงานพวกนั้น?”
“ใช่ รุ่นพี่หลิวก็รู้จัก?”
หญิงสาวที่ถูกว่ารุ่นพี่หลิวฟังจบก็เบะปาก เอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “เคยเห็นมาหลายครั้ง เผาไหม้หินฝึกวิชาระดับต่ำบางส่วนเพื่อช่วยในการฝึกวิชา ภายในพลังงานมีสิ่งเจือปนมากมาย พวกเราไม่ใช้ของแบบนั้น ของพวกเราเป็นหอฝึกวิชาที่สร้างจากหินพลังงานขั้นเก้า”
“หินพลังงานขั้นเก้า?”
ฟางผิงขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างแปลกใจอยู่บ้าง “หินพลังงานแบ่งระดับด้วย?”
หญิงสาวแซ่หลิวคนนั้นเอ่ยอย่างมั่นใจ “แน่อยู่แล้ว!”
“ความบริสุทธิ์ของพลังงานต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์คือหินแร่แท้ สิบถึงสิบเก้าเปอร์เซ็นต์คือขั้นหนึ่ง จากหลักการนี้ เก้าสิบถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ก็คือขั้นเก้า อันที่จริงยังมีความบริสุทธิ์ที่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย แต่พบเห็นน้อยมาก นั่นเป็นขั้นสุดยอดแล้ว”
ระหว่างที่หญิงสาวแซ่หลิวพูด ในกลุ่มนั้นก็มีคนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หินพลังงานของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มีไม่เยอะ ข้างนอกก็ไม่ค่อยมีคนขายเท่าไหร่ ดังนั้นปกติจึงไม่แบ่งระดับ ไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ”
ฟางผิงเผยสีหน้าเรียบนิ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มต่อว่า “ที่แท้ยังมีเรื่องแบบนี้อยู่ เปิดหูเปิดตาซะแล้ว ทางพวกรุ่นพี่หลิวมีหอฝึกวิชาที่สร้างจากหินพลังงานขั้นเก้าทั้งหมด?”
แต่ยังไงก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก จึงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ตึกหลังหนึ่งจะหนักแค่ไม่กี่พันจินได้หรือไง? นั่นเป็นสิ่งที่พวกผู้อาวุโสขนกลับมาจากเขาต้านสมุทร ขุดแหล่งแร่ออกมาหลายแห่ง ต่อให้เบายังไงก็น่าจะหลายหมื่นจินอยู่ดี”
“เยอะขนาดนี้เลย?”
ฟางผิงทำหน้าตกตะลึง ตกใจอยู่บ้างจริงๆ
ครั้งนี้ไม่ได้เสแสร้ง แม่งเหอะ คนพวกนี้มีเงินกันชะมัด!
เมื่อก่อนเขาใช้กรัมเป็นหน่วยของหินพลังงาน ภายหลังใช้เป็นจินก็คิดว่าเจ๋งมากแล้ว ปรมาจารย์ยังไม่อู้ฟู่เท่าเขาเลย
ตอนนี้ล่ะ?
ตอนนี้คนเขามีเป็นตึก สร้างจากหินพลังงานฝึกวิชา!
ใช้หน่วยนับเป็นหมื่นจิน…พูดว่าตันให้จบๆ ไปเลยดีกว่า
ตัวเองเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่ใต้ดินเมืองราชา ขุดหลายครั้งยังได้หินฝึกวิชาไม่เท่าไหร่หรือก็คือหินพลังงานขั้นเก้าจากปากของพวกเขา
แต่ตอนนี้ล่ะ?
คนอื่นมีถึงแบ่งระดับขั้นแล้ว!
มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ไม่แบ่งระดับ เพราะไม่มีความจำเป็นจริงๆ มีน้อยเกินไป แบ่งระดับไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ประชาชนทั่วไปยิ่งไม่แบ่งระดับ ส่วนมากยังไม่เคยเห็นกันด้วยซ้ำ จะแบ่งไปทำไม
ฟางผิงเอ่ยด้วยใบหน้าอิจฉาว่า “อยากเห็นสักหน่อยจริงๆ ไม่รู้ว่าตึกของพวกรุ่นพี่หลิวจะสามารถให้เข้าชมได้หรือเปล่า? ไกลจากพวกเราเยอะ…”
“ที่นั่นไม่อนุญาตให้คนนอกเข้า อีกอย่างนายก็เข้าไปไม่ได้ พวกผู้อาวุโสปิดผนึกที่นั่นเอาไว้”
“แบบนี้นี่เอง ฉันยังคิดว่าจะมีโอกาสเข้าชมซะอีก”
เห็นฟางผิงเผยท่าทีอิจฉาและตกใจ ในกลุ่มนั้นมีคนเผยรอยยิ้มออกมา นายคิดว่าพวกเราเป็นเด็กน้อยไม่ประสาความหรือไง ไม่เคยเห็นของดีมาก่อน?
ห้องแหล่งพลังงาน สระปราณ?
ฟางผิงราวกับยังไม่ยอมแพ้ เอ่ยต่อว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นฉันพาทุกคนไปชมคลังเก็บสินค้าของพวกเราสักหน่อยดีกว่า ที่นั่นมีศพสัตว์ปีศาจขั้นเจ็ดอยู่ตัวหนึ่ง เตรียมจะเอามาสร้างอาวุธวิเศษ นี่เป็นของล้ำค่าที่ยากจะได้พบ…”
เขาพูดยังไม่ทันจบ เจี่ยงเชาที่อยู่ด้านข้างหาวขึ้นมาว่า “อ่อ อาวุธวิเศษ? นายหมายถึงสิ่งนี้?”
ระหว่างที่พูด เจี่ยงเชาก็เเตะรองเท้าของตัวเอง ส่ายหัวว่า “ไม่ถึงขั้นเจ็ด อาวุธวิเศษไม่ต่างอะไรกับอาวุธธรรมดา ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ พวกเราออกมา คนหนึ่งพกอาวุธวิเศษออกมาคนละหนึ่งชิ้น รองเท้าคู่นี้เป็นอาวุธวิเศษขั้นเจ็ด ทั้งยังเป็นขั้นเจ็ดตอนกลาง แต่เทียบกับรองเท้าโลหะผสมระดับ A ก็ใช้ดีกว่าหน่อยเท่านั้น ไม่แตกต่างกันมาก”
ฟางผิงทำหน้าตกใจ “พวกนาย…พวกนายมีอาวุธวิเศษกันหมด?”
ซูจื่อซู่หัวเราะว่า “ใช่แล้ว แต่เจี่ยงเชาพูดไม่ผิด อันที่จริงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ เทียบกับโลหะผสมระดับ A แล้วใช้ดีกว่าหน่อยเท่านั้น แต่พวกเรายังไม่ถึงขั้นหลอมปราณและจิตใจเป็นหนึ่ง ไม่สามารถบ่มเพาะได้…”
ระหว่างที่เธอพูด ฟางผิงกลับก้มหน้าราวกับมองรองเท้าของเจี่ยงเชา
ตอนนี้ไม่มีใครเห็นว่าดวงตาฟางผิงแทบจะแดงก่ำหมดแล้ว!
แม่งเหอะ อาวุธวิเศษสิบชิ้น!
สิบคนตรงหน้านี้ พวกเขาไม่ใช่คนแล้ว เป็นสมบัติเคลื่อนที่ชัดๆ
นี่จะปล่อยให้พวกเขาออกจากมหาวิทยาลัยไปตัวปลิวได้หรือไง?
ก็ถูก สัตว์ปีศาจขั้นเจ็ดเท่านั้น เจอกับพวกผู้อาวุโสของพวกเขา เกรงว่าคงไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกสั่นสะเทือนตายแล้ว
ถือโอกาสมอบให้ลูกหลานสร้างอาวุธวิเศษไปเลย สำหรับคนพวกนี้ไม่ได้ยากอะไร
คนกับคนเทียบกันแล้วช่างน่าโมโหจริงๆ
เห็นฟางผิงเหมือนมีท่าทีผิดหวัง ในกลุ่มนั้นหลี่เฟยส่งสายตาเป็นนัยให้คนอื่นๆ ช่างเถอะ อย่าทำร้ายจิตใจเจ้าหมอนี้เลย
ก่อนหน้านี้ยังคิดว่านักศึกษาอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้จะทำให้พวกเขาตื่นตะลึงได้สักแค่ไหนกัน
ตอนนี้ดูแล้วแค่คนพื้นๆ เท่านั้น
อาวุธวิเศษขั้นเจ็ดก็ตกใจแล้ว?
อีกอย่างฟางผิงเหมือนอยากจะอวดอยู่ตลอดเวลา พวกเขาก็มองออกเหมือนกัน ทุกคนแทบจะหมดคำพูดอยู่บ้าง เจ้าหมอนี้คิดยังไงกัน นึกไม่ถึงว่าจะอวดเรื่องพวกนี้กับพวกเขา?
——————-