ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 458 ฟางผิงผู้มีคุณธรรม (1)
ตอนที่ 458 ฟางผิงผู้มีคุณธรรม (1)
………………..
นอกห้องรับรอง
ฟางผิงส่งทุกคนออกจากประตูแล้วก็ถอนหายใจว่า “นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ได้ ตอนแรกคิดว่าพวกรุ่นพี่เดินทางมาไกล เจ้าภาพต้องต้อนรับอย่างเป็นมิตร งานเลี้ยงตอนเย็นยังตระเตรียมไว้หมดแล้ว…”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา เจี่ยงเชาก็เอ่ยอย่างสนใจ “ยังมีงานเลี้ยงด้วย?”
หลี่เฟยที่อยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยใบหน้าดำคล้ำ “หุบปาก!”
พูดจบก็มองไปทางฟางผิงด้วยรอยยิ้ม “รุ่นน้องฟางไม่จำเป็นต้องเกรงใจ พวกเราล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ มารยาทพื้นฐานพวกนี้คงไม่จำเป็นแล้ว”
ฟางผิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่จำเป็นก็ดีแล้ว ฉันไม่ได้เตรียมไว้จริงๆ สักหน่อย
คิดแบบนี้แล้ว ฟางผิงก็ลังเลเล็กน้อย ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยว่า “พนันอาวุธวิเศษห้าชิ้นยังคงมีมูลค่าเกินไป หากว่า…พวกรุ่นพี่อย่าเข้าใจผิด ฉันหมายถึงอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ถ้าหากเสียอาวุธไปห้าชิ้นจริงๆ…”
เห็นว่าสีหน้าทุกคนดูไม่ได้ ฟางผิงก็เอ่ยทันที “ถ้าฉินเฟิ่งชิงชนะจริงๆ ฉันจะให้เขาคืนของให้ทุกคน!”
“คำพูดนี้ของรุ่นน้องฟางหมายความว่ายังไง?”
เจิ้งหนานฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ผู้ฝึกยุทธ์จะไม่มีความรับผิดชอบเลยสักนิดหรือไง?”
หลี่เฟยสีหน้าดูไม่ได้เช่นกัน ขมวดคิ้วว่า “ความปรารถนาดีของรุ่นน้องฟาง พวกเราสามารถเข้าใจได้ แต่จะดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว! แพ้หรือชนะพวกเรารับได้ทั้งนั้น คืนให้พวกเรางั้นเหรอ? นี่รุ่นน้องฟางจะให้พวกเราขายหน้าถึงบรรพบุรุษเลยหรือไง?”
ซูจื่อซู่เอ่ยเกลี้ยกล่อมเช่นกัน “ฟางผิง ไม่เป็นไรหรอก ไม่จำเป็นต้องคิดเยอะขนาดนั้น แม้จะแพ้จริงๆ พวกเราก็เสียอาวุธไปแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น…ยังไงฉันก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว”
ตอนนี้เจี่ยงเชาก็ไม่ได้ใส่ใจเหมือนก่อนหน้านี้เช่นกัน หัวเราะว่า “อันที่จริงแทบไม่ได้ใช้อาวุธวิเศษเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น นายก็ดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว? พวกเราจะแพ้ได้ไง? นายให้เจ้าโล้นนั่นเตรียมผลไม้พลังงานไว้ให้ดีเถอะ ขอแบบที่ดีที่สุดเยอะๆ หน่อย แบบทั่วไปไม่อยู่ในสายตาฉันเท่าไหร่”
“…”
แพ้แล้วนึกไม่ถึงว่าจะให้เจ้าโล้นคืนของให้พวกเขา!
เห็นพวกเขาเป็นอะไรกัน!
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือขั้นหกตอนกลางและตอนปลายอย่างพวกเราจะแพ้ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ได้งั้นเหรอ?
ตอนนี้ตอบรับไป ถ้าพวกเขาชนะ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีหน้าไปเอ่ยปากขอรางวัลกับนายโล้นนั่นหรือไง?
พวกเขาต่างปฏิเสธเสียงแข็ง ฟางผิงจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “งั้นก็แล้วไปเถอะ เป็นฉันที่ใช้ความคิดต่ำต้อยคาดเดาคนที่มีคุณธรรมสูงส่งไปเอง”
ระหว่างที่พูด ฟางผิงก็ส่งทุกคนขึ้นรถบัส ท้ายที่สุดฟางผิงก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นฉันจะรอให้พวกรุ่นพี่ช่วยชี้แนะในวันพรุ่งนี้แล้วกัน การต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ การทุ่มสุดกำลังถือเป็นการให้ความเคารพที่สูงสุดของผู้ฝึกยุทธ์แล้ว! ดังนั้นพรุ่งนี้ถึงแม้ฉันจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ก็ขอให้พวกรุ่นพี่ทุ่มเทออกมาสุดกำลัง! แม้พวกเราต้องพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียวก็เป็นเพราะไม่มีความสามารถพอเอง ฉันไม่อยากให้ทุกคนอ่อนข้อให้เพียงเพราะพวกเราลำดับขั้นต่ำกว่า!”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา หลี่เฟยก็เอ่ยอย่างเคร่งขรึมเช่นกัน “ไม่ออมมือแน่นอน!”
เจิ้งหนานฉีมองเขาอย่างลึกล้ำ เอ่ยว่า “พ่อฉันเคยสอนว่าฝึกวรยุทธ์ต้องฝึกจิตใจเป็นอันดับแรก รุ่นน้องฟางวางใจเถอะ หากประมือกันจริงๆ ฉันไม่ทำเรื่องบกพร่องต่อหน้าที่แน่นอน”
ฟางผิงไม่พูดอะไร กำหมัดมือขวา ก่อนจะทำความเคารพให้หนึ่งครั้ง
คารวะแบบผู้ฝึกยุทธ์ไป ทีมแลกเปลี่ยนทั้งสิบคนก็ทยอยเผยสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที รวมถึงเจี่ยงเชาที่เอ้อละเหยลอยชายก็คารวะกลับด้วยท่าทีเคร่งขรึมเช่นกัน
ทำความเคารพกันแล้ว จู่ๆ ซูจื่อซู่ก็หน้าขึ้นสีเล็กน้อย เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “ตื่นเต้นจริงๆ! คารวะแบบผู้ฝึกยุทธ์ ก่อนหน้านี้พวกพี่เจี่ยงออกไปทำสงคราม ทุกคนถึงจะคารวะแก่กัน…”
ซูจื่อซู่ตื่นเต้นขึ้นมาอยู่บ้าง สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ การคารวะให้กัน นั่นถือเป็นการให้เกียรติ เห็นความสำคัญ มองคุณเป็นคู่ต่อสู้หรือวีรบุรุษอย่างแท้จริง
การปฏิบัติเช่นนี้…พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อนจริงๆ
คนอื่นๆ ปากไม่พูดอะไร ในใจกลับเบิกบานไม่น้อย
กระทั่งเจิ้งหนานฉีที่เย็นชา ตอนนี้ก็พยักหน้าให้ฟางผิงเช่นกัน ราวกับพยายามฝืนยิ้มออกไป ก่อนจะสาวเท้าขึ้นรถ
“ฟางผิง บอกนายหัวล้านนั่นด้วย พรุ่งนี้ฉันจะจัดเขาหนักๆ แน่ ดูสิว่าเขาจะยังกำราบเสิบสานอีกหรือเปล่า!” เจี่ยงเชายื่นหัวออกมาจากหน้าต่างหัวเราะเช่นกัน
ฟางผิงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เดี๋ยวจะบอกให้!”
รถบัสคันใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนออกไป
หลังจากนั้นสักพัก รัฐมนตรีหวังที่เมื่อกี้ไม่ได้ตามมาด้วยก็ตบไหล่ฟางผิงเบาๆ ถอนหายใจว่า “โหดร้ายจริงๆ!”
ฟางผิงงุนงง หันมามองรัฐมนตรีหวังอย่างสับสน
รัฐมนตรีหวังเห็นสีหน้านี้ของเขาก็แทบจะตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองขึ้นมา
เธอ…มั่นใจนะว่าไม่ได้แสดงละครอยู่?
“ช่างเถอะ แล้วแต่พวกเธอละกัน”
รัฐมนตรีหวังถอนหายใจ ครุ่นคิดแล้วยังคงเอ่ยว่า “เด็กพวกนี้ไม่ได้นิสัยไม่ดีอะไร แค่ขาดประสบการณ์เท่านั้น หลายเรื่องยังไม่ค่อยเข้าใจ ฉันเห็นว่าพวกเขา…เหมือนจะมองเธอราวกับเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ฟางผิง เธออย่าลงมือหนักเกินไปล่ะ”
ฟางผิงยิ้มเจื่อนๆ “รัฐมนตรี ดูคุณพูดเข้า ผมงงไปหมดแล้ว ผมก็มองพวกเขาเป็นเพื่อนเหมือนกัน”
“ฮ่าๆ!”
รัฐมนตรีหวังแทบจะรู้สึกว่าตัวเองมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับฟางผิงจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้สักหน่อยแล้ว หลอกคนอื่นจนกระทั่งตัวเองยังเชื่อแบบนั้นไปแล้ว ไม่ละอายใจบ้างหรือไง?
ประเด็นอยู่ที่…ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฟางผิงหรือเปล่า?
หรือเป็นแผนของฉินเฟิ่งชิงคนเดียว?
ไม่พูดกับฟางผิงต่อ รัฐมนตรีทะยานขึ้นฟ้า หายไปจากที่เดิมในชั่วพริบตา
เขาเพิ่งไป ตาเฒ่าหลี่และพวกฉินเฟิ่งชิงก็เดินมา
ฉินเฟิ่งชิงลูบหัวล้าน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฟางผิง ไอ้โง่พวกนั้นหลอกง่ายจริงๆ! นายแค่พูดไม่กี่ประโยคเอง แทบจะเห็นนายเป็นเพื่อนสนิทซะแล้ว…”
ฟางผิงสีหน้าแทบดูไม่ได้ ตำหนิว่า “ใครโง่? โง่อะไร? พูดแบบนี้ได้ยังไง? เป้าหมายของพวกเราคือหลอกพวกเขา จะรังแกพวกเขางั้นเหรอ? พวกเขาไม่ทำผิดอะไรสักหน่อย ของก็เป็นของพวกเขา หรือนายคิดจะปล้นพวกเขาจริงๆ? พวกเรามีความสามารถ งั้นก็ไปช่วงชิงมาเอง บรรพบุรุษของพวกเขาช่วงชิงมา เกี่ยวอะไรกับนาย? ฉินเฟิ่งชิง ท่าทีนี้ของนายมีปัญหา เห็นของดีก็อยากได้ สำหรับพวกถ้ำไม่เป็นไร แต่สำหรับมนุษย์ไม่ได้! เป็นเหมือนนายกันทุกคน โลกนี้คงวุ่นวายไปหมดแล้ว!”
ไม่ใช่แค่ฉินเฟิ่งชิง จางอวี่ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน นี่ฟางผิง…มีคุณธรรมขึ้นมาแล้ว?
ฟางผิงตำหนิอยู่ยกใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ “แน่นอนว่าเรื่องสำคัญต้องดูสถานการณ์เป็นหลัก ตอนนี้พวกเขาไม่อาจใช้ประโยชน์จากอาวุธวิเศษ ให้พวกเรายืมชั่วคราว พวกเราสังหารศัตรูได้มากหน่อยก็เป็นผลงานของพวกเขาส่วนหนึ่งเช่นกัน ความดีความชอบทางทหารก็เป็นของพวกเขาครึ่งหนึ่ง รอได้อาวุธวิเศษ พวกเราอย่าลืมว่าเป็นคุณงามความดีของพวกเขาเหมือนกัน”
จางอวี่ราวกับทุกอย่างพังครืนในใจ เสียแรงที่ฉันคิดว่านายมีคุณธรรมสูงส่ง
ฉินเฟิ่งชิงกลับโล่งอก ทำท่าทีราวกับว่าฉันคิดว่าจำผิดคนซะอีก
ตาเฒ่าหลี่แทบไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไอ้หนู เธอจะวางแผนยังไง? อีกอย่าง มีความมั่นใจหรือเปล่า?”
ฟางผิงเอ่ยอย่างครุ่นคิด “มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ในตอนนี้ อาจารย์ผม ผู้เฒ่าหลิว อาจารย์ถังล้วนต้องการอาวุธวิเศษ…”
ตาเฒ่าหลี่จ้องเขาด้วยแววตาอันตราย ถือโอกาสบีบหัวล้านของฉินเฟิ่งชิงด้วย
ฉินเฟิ่งชิงราวกับยอมรับชะตากรรม ไม่ปริปากพูดอะไร ทำเหมือนว่าเขาไม่ได้ถูกบีบหัว
ฟางผิงเห็นแบบนั้นก็ไอแห้งๆ เอ่ยอย่างกลั้นขำ “แน่นอนว่าคุณก็ต้องการด้วยเหมือนกัน แต่อาวุธวิเศษของพวกเขาไม่มีของขั้นแปด ขั้นเจ็ดยังพอใช้แก้ขัดได้ คณบดีหวงใช้ศพสัตว์ปีศาจสร้างอาวุธน่าจะเหมาะสมกว่า คงไม่ต้องเตรียมให้เขาแล้ว คำนวณแบบนี้ พวกเราก็ต้องการอาวุธวิเศษแค่สี่ชิ้น”
ระหว่างที่พูด ฟางผิงก็เงียบไปครู่หนึ่ง “อาวุธวิเศษ หากไม่ถึงขั้นปรมาจารย์ เอาไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ต่างอะไรกับดาบผิงล่วนของผม ถึงกระทั่งยังสู้ไม่ได้ ดังนั้นอาวุธวิเศษอีกชิ้นหนึ่ง ผมคิดจะมอบให้มหาวิทยาลัยปักกิ่ง”
ตาเฒ่าหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “เธอจะเรียกหลี่หานซงเข้ามา?”
ฟางผิงพยักหน้าว่า “มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ฮุบผลประโยชน์ไว้ทั้งหมด นั่นเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ กระทรวงการศึกษาอาจไม่หนุนหลังให้พวกเราเต็มที่ แน่นอนว่าผู้อาวุโสของคนพวกนั้นก็อาจจะไม่หาเรื่องพวกเราเพราะเรื่องเล็กน้อยนี้เช่นกัน แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ผมคิดว่าลากมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาร่วมด้วยดีกว่า มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับต้นๆ อันที่จริงพวกเราก็เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ และตัวแทนของกระทรวงการศึกษาได้”
ตาเฒ่าหลี่ฟังจบก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่ก็ได้เหมือนกัน…แค่ทำใจไม่ได้อยู่บ้าง…”
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน หลัวอี้ชวนที่อยู่ด้านข้างกลับเครียดขึ้นมา “ทั้งสองคนเริ่มแบ่งอาวุธวิเศษกันแล้ว?”
อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนปัญญาอ่อนหรือผู้ฝึกยุทธ์ปราณจริงๆ
คนพวกนี้มีประสบการณ์สู้รบจริง อาวุธและเคล็ดวิชาระดับสุดยอด แค่ขาดแคลนประสบการณ์ต่อสู้ พบเห็นคาวเลือดมาน้อยเท่านั้น
เผชิญกับขั้นหกทั่วไป พวกเขาอาจไม่แพ้เช่นกัน
ถึงกระทั่งอาศัยความได้เปรียบจากอาวุธและเคล็ดวิชาต่อสู้ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกหลายคนยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเสมอไป
ไม่พูดถึงขั้นหกของมนุษย์ ผู้ฝึกยุทธ์ถ้ำในหมู่ชาวพื้นเมืองขั้นหกแทบไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
แต่ตอนนี้เจ้าพวกนี้กลับถกเถียงเรื่องแบ่งอาวุธวิเศษกันแล้ว!
เชื่อมั่นในตัวเองถึงขั้นนี้เลย?
หลัวอี้ชวนพูดต่อว่า “อีกอย่าง หากแพ้จริงๆ ทรัพยากรห้าหมื่นล้าน…”
ฟางผิงหัวเราะขึ้นมา มองไปทางฉินเฟิ่งชิงแวบหนึ่ง ฉินเฟิ่งชิงเผยใบหน้าเขียวคล้ำ กัดฟันว่า “ฟางผิง ฉันไม่มีเงิน!”
ระหว่างที่พูดก็เอ่ยอย่างดุดัน “แบ่งอาวุธวิเศษกันแล้ว แล้วฉันล่ะ?”
ฟางผิงหัวเราะ ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยว่า “การแข่งขันครั้งนี้คือห้าต่อห้า อันที่จริงฉันอยากสู้ให้ตื่นเต้นเร้าใจหน่อย ด้านหนึ่งให้อีกฝ่ายเข้าใจว่านักศึกษาอย่างพวกเราแข็งแกร่ง พวกเขาอ่อนแอ อีกด้านหนึ่งให้อัจฉริยะของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้เข้าใจว่าแม้พวกเขาจะไม่อ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด ทุกคนไม่ได้อายุห่างกันเท่าไหร่ แม้คนอื่นจะมีผู้อาวุโสหนุนหลัง แต่ลำดับขั้นสูงกว่าพวกเราคือเรื่องจริง…”
ตาเฒ่าหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ความหมายของเธอคือ…”
“ทางมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ผมและฉินเฟิ่งชิงจะลงสนาม เขาเป็นคนท้าพนัน เขาไม่ลงสนามไม่ได้ อีกอย่างเรียกหลี่หานซง หวังจินหยางและเหยาเฉิงจวินมาร่วมด้วย แน่นอนว่ามีเงื่อนไข หลี่หานซงชนะให้อาวุธวิเศษเขาหนึ่งชิ้น เขาจะให้ปรมาจารย์คนไหนในปักกิ่งก็แล้วแต่เขา หวังจินหยางและเหยาเฉิงจวิน อาวุธวิเศษคงไม่ต้อง นี่เป็นโอกาสและประสบการณ์ที่ผมมอบให้พวกเขา หากชนะ แต่ละคนให้หินพลังงานมูลค่าสี่สิบห้าสิบล้าน มากกว่านี้หน่อยไม่มีปัญหา หากแพ้ก็ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาชดใช้”
——————–