ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 464 ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ (1)
- Home
- ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน
- ตอนที่ 464 ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ (1)
ตอนที่ 464 ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ (1)
………………..
ชั่วพริบตาที่ฟางผิงเดินออกมา
ทั่วสนามกีฬาก็มีเสียงเชียร์จากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ดังขึ้นทันที!
“ประธานไร้คู่ต่อสู้!”
“ไร้คู่ต่อสู้!”
“…”
เสียงตะโกนดังไปทั่ว คนพวกนี้ประมือกันภายในมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ แม้จะไม่ได้ประกาศให้คนข้างนอกรู้ แต่สู้กันขึ้นมาเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว เวลานี้นอกสนามจึงมีนักศึกษานับไม่ถ้วนมารวมตัวกันแล้ว
ตอนที่เห็นฟางผิงเดินออกมา…
ไม่ว่าจะมาจากใจจริงหรือประจบสอพลอ ต้องตะโกนไปก่อน ไม่งั้นประธานรู้ว่าพวกเขาอยู่ตรงนี้ไม่ช่วยเชียร์ กลับไปถูกหักคะแนนจะทำยังไง?
ฟางผิงผงกหัวให้รอบทิศทาง เอ่ยเสียงดังว่า “นักศึกษาทุกคน แค่การแลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเสียงดังให้พวกรุ่นพี่ดูแคลนมหาวิทยาลัยของพวกเรา!”
สิ้นเสียงนั้นทั่วทั้งสนามก็เงียบลงทันที
เห็นได้ชัดว่าอำนาจของฟางผิงไม่ได้ธรรมดา
แม้ปากของฟางผิงจะพูดไปอย่างนั้น ในใจกลับครุ่นคิดว่ากลับไปจะเพิ่มสวัสดิการให้หน่อยดีหรือเปล่า
ดูสิ อะไรที่เรียกว่าได้รับความไว้วางใจจากทุกคน?
ดูสิ อะไรที่เรียกว่าเกรงขามจนทุกคนต้องเชื่อฟัง!
พวกฉินเฟิ่งชิงนั้นลงสนามได้รับการปฏิบัติแบบนี้หรือเปล่า?
ฝั่งตรงข้าม เจิ้งหนานฉีเผยสีหน้าหนักแน่น
อย่างอื่นไม่พูดถึง พูดแค่ความนิยมของคนๆ นี้…ฐานะอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ไม่ใช่ได้มาอย่างไร้สาเหตุ!
ฝั่งมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ลงสนามสี่คน ฝีมือล้วนแข็งแกร่ง…มีแค่นายโล้นที่อ่อนแอเล็กน้อย ทั้งเป็นคนเดียวที่แพ้
ยิ่งผ่านไปข้างหลังเท่าไหร่ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ฟางผิงรั้งท้ายทัพ เกรงว่าฝีมือต้องแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้แล้ว
เจิ้งหนานฉีเผยสีหน้าหนักแน่น ฟางผิงกลับยิ้มอย่างผ่อนคลายว่า “รุ่นพี่เจิ้ง เมื่อวานฉันพูดไปแล้ว ลงสนามฉันจะทุ่มสุดกำลัง หวังว่ารุ่นพี่จะไม่ออมมือเหมือนกัน”
“แน่นอน!”
ฟางผิงวางท่าทีเป็นธรรมชาติ ลูบดาบคู่กายที่เอวเบาๆ คลี่ยิ้มว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นฉันจะใช้ดาบละกัน!”
บนเวทีหลัก จู่ๆ ตาเฒ่าหลี่ก็กระแอมไอขึ้นมา “ฟางผิง พวกเขาเป็นแขก ดาบผิงล่วนอย่าใช้เลยดีกว่า”
ฟางผิงพูดจบก็ครุ่นคิดเล็กน้อย พยักหน้าว่า “งั้นก็…”
เจิ้งหนานฉีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเหยียดหยาม หน้าเปลี่ยนสีในชั่วพริบตา เอ่ยว่า “รุ่นน้องฟาง ในเมื่อบอกว่าจะทุ่มสุดกำลัง ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้!”
ฟางผิงลำบากใจอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็เอ่ยว่า “ช่างเถอะ ถ้าฉันทำแบบนั้นจริงๆ จะเป็นการไม่เคารพต่อผู้ฝึกยุทธ์ งั้นเริ่มกันเถอะ!”
—
ด้านล่าง ระหว่างที่ฟางผิงพูดว่าเริ่ม
เขตพัก
จู่ๆ ฉินเฟิ่งชิงก็ถอนหายใจ “จบแล้ว”
ทุกคนทยอยมองไปทางเขา กระทั่งหลี่เฟยยังไม่ทันถลึงตาใส่หลี่หานซงที่รีบตามเข้ามาเลย “หมายความว่ายังไง?”
ฉินเฟิ่งชิงถอนหายใจอีกครั้ง มองไปรอบๆ ด้านข้างนั้นซูจื่อซู่รู้ความไม่น้อย รีบควักผลไม้พลังงานส่งให้หลายลูก
การต่อสู้ที่ผ่านมานี้ ฉินเฟิ่งชิงช่วยวิเคราะห์มาโดยตลอด รวมถึงแนะนำคนอื่นๆ ด้วย
แต่ว่า…นายโล้นมีนิสัยที่ไม่ดีอยู่บ้าง หากไม่ได้กินอะไรก็จะพูดติดๆ ขัดๆ กินแล้วถึงจะพูดอย่างไม่ขาดปาก
ฉินเฟิ่งชิงกลืนไปหนึ่งคำ เวลานี้จึงพูดอย่างรวดเร็ว “เคล็ดวิชาดาบของฟางผิงไม่เท่าไหร่ อย่ามองฉันแบบนั้น ฉันจริงจัง
เคล็ดวิชาดาบยังสู้ฉันไม่ได้ แต่ฝีมือของเขาแข็งแกร่งมาก เรียนวิชาบ่มเพาะดาบมาจากคณบดีหลี่ เคยเอาชนะเจ้าหลี่หัวเหล็กได้ในดาบเดียว! แทบจะฟันเขาตายแล้ว เจ้าหลี่หัวเหล็กขั้นห้า ฟางผิงอยู่ขั้นสี่! พูดอีกนัยหนึ่ง ตอนนี้อาจจะสามารถฟันเจ้าหลี่หัวเหล็กในดาบเดียวแล้วก็ได้ พี่หลี่ เมื่อกี้นายเพิ่งประมือกับเจ้าหัวเหล็ก น่าจะรู้ความสามารถของเขาแล้ว ครั้งก่อนฟางผิงบ่มเพาะดาบแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ฉันคำนวณดูแล้ว…ครั้งนี้หลังจากขึ้นปีใหม่เขาก็ไม่เคยชักดาบอีกเลย น่าจะเดือนกว่าแล้วมั้ง!”
ระหว่างที่ฉินเฟิ่งชิงพูดก็กินผลไม้ต่อ เอ่ยเสริมว่า “เวลานั้นขั้นสี่ ตอนนี้ขั้นห้าสูงสุด อาศัยแค่ปราณตอนนี้ของเขา…บ่มเพาะดาบยังไม่รู้ว่าแข็งแกร่งเท่าไหร่”
ทุกคนต่างขมวดคิ้ว หลี่เฟยมองหลี่หานซงที่ร่างอาบไปด้วยคาวเลือด หลี่หานซงกลับไอแห้งๆ “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เขาอาจเอาชนะฉันด้วยดาบเดียวไม่ได้เสมอไป”
ประโยคที่ว่า ‘เอาชนะฉันด้วยดาบเดียวไม่ได้เสมอไป’ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหมอนี่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะต้านดาบเดียวได้หรือไม่
หลี่เฟยรู้ว่าเจ้าหมอนี้ยากจะต่อกรแค่ไหน!
นี่ไม่ได้หมายความว่า…
นึกมาถึงตรงนี้ หลี่เฟยก็รีบมองไปด้านล่าง
—
ในสนามกีฬา กระแสคลื่นลมโหมสาดซัด
ชั่วพริบตาที่ฟางผิงจับดาบ เจิ้งหนานฉีก็เผยสีหน้าหนักแน่นอย่างยิ่ง!
ฟางผิงที่อยู่ขั้นห้าตอนต้น ภายใต้การลอบโจมตี เคยฟันผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกตอนต้นตายด้วยดาบเดียวมาแล้ว
หลังจากฟื้นฟูกระดูกทอง เคยสังหารขั้นหกตอนกลางมาก่อน
ตอนนี้เขาเข้าสู่ขั้นห้าสูงสุด หลอมกระดูกทองและกึ่งร่างทองสำเร็จแล้ว หลายวันนี้ก็ขัดเกลาให้เข้าที่เข้าทาง
เวลานั้นปราณสูงสุดของเขาอยู่ที่สี่พันแปดร้อยแคล วันนี้กลับอยู่ที่ห้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าแคล
ปราณเพิ่มขึ้นหนึ่งพันกว่าแคล!
เทียบกับช่วงแข่งขันแลกเปลี่ยนแล้ว ปราณของฟางผิงเพิ่มขึ้นมาช่วงใหญ่
ตอนนี้ฟางผิงแค่จับดาบไม่ได้ชักออกมาก็ทำให้บรรยากาศกดดันอย่างถึงที่สุดแล้ว
บนเวทีหลักหลี่โม่ยิ่งสีหน้าเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก!
เจิ้งหนานฉีเป็นคนโง่หรือไง!
ยังจะให้เวลาอีกฝ่ายบ่มเพาะพลังอีก!
ยังไม่ใช่แค่นั้น ในมือของอีกฝ่ายยังมีพลังฟ้าดินหลั่งไหลลงสู่ดาบ ดาบพกระหว่างเอวของฟางผิงเริ่มสั่นสะเทือนในอากาศแล้ว
เวลานี้การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นแล้ว
สิ่งที่เจิ้งหนานฉีต้องทำก็คือขัดจังหวะบ่มเพาะพลังของอีกฝ่าย ไม่ใช่ยืนมองอยู่ตลอดแบบนี้!
“โง่!”
“เธอคิดว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างคนกันเองหรือไง?”
“เธอจะรออีกฝ่ายบ่มเพาะพลังเสร็จสิ้นแล้วค่อยลงมือ?”
“…”
หลี่โม่ ยอดฝีมือขั้นแปดคนนี้ ปกติเป็นคนใจเย็นสุขุม
แต่วันนี้กลับโมโหอยู่บ้างจริงๆ การแข่งขันก่อนหน้านี้ก็ขายหน้าพออยู่แล้ว ครั้งนี้…บางทีจะขายหน้ายิ่งขึ้นไปอีก!
เจิ้งหนานฉีมีจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์อย่างเต็มเปี่ยม เพราะเขาอยู่ขั้นหกตอนปลาย ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าฟางผิงกำลังบ่มเพาะพลัง กลับยังให้เวลาเขาอยู่ตลอด
เวลานี้ในสนามเกิดคลื่นลมสาดซัด มองจากแค่บรรยากาศ ยังไม่ทันสู้ เจิ้งหนานฉีก็ตกเป็นรองแล้ว
หลี่โม่ลอบด่าในใจ ตาเฒ่าหลี่ก็เอ่ยอย่างหมดคำพูดอยู่บ้าง “อันที่จริงฟางผิงสามารถเริ่มบ่มเพาะพลังก่อนหน้านี้ได้ แต่เขารอจนการแข่งขันเริ่มอยู่ตลอด…คิดจะให้ยุติธรรมหน่อย นึกไม่ถึงว่า…แค่กๆ…”
ตาเฒ่าหลี่เห็นตาเฒ่าแซ่เดียวกันคนนี้แทบจะโมโหขึ้นมาก็ไม่โจมตีต่อ
เด็กจากเมืองเจิ้นซิงของนายโง่อยู่บ้างจริงๆ
ครุ่นคิดแล้ว จู่ๆ ตาเฒ่าหลี่ก็เอ่ยว่า “เมืองของพวกนายมีโทรทัศน์ให้ดูหรือเปล่า? เขาคงไม่ใช่ดูหนังจอมยุทธ์มากไปหรอกนะ…”
“หุบปาก!”
คนที่ด่าเขาไม่ใช่หลี่โม่ แต่เป็นรัฐมนตรีหวัง!
นี่หลี่ฉางเซิงจะหาเรื่องทะเลาะหรือไง?
คนเขา…เจิ้งหนานฉียังเป็นแค่เด็กจริงๆ เคารพศรัทธาในความถูกต้องของเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ รออีกฝ่ายสะสมพลังแล้ว น่าจะไม่มีปัญหาอะไรสินะ
ฟางผิงแทบจะรวบรวมพลังฟ้าดินสามสิบหลุนไว้ในมือแล้ว เธอยังไม่ขัดจังหวะอีก ดาบเดียวของเขาสามารถฟันเธอตายได้ทั้งเป็น อีกเดี๋ยวยังต้องให้ฉันออกหน้าอีก
รัฐมนตรีหวังมองอยู่เงียบๆ…ประมาณสามสิบห้าหลุนแล้ว
สี่สิบหลุนแล้ว!
เด็กน้อย หากยังไม่ทำอะไรสักอย่างอีก ฉันจะไม่รอให้เขาลงมือแล้วค่อยขัดขวางแล้ว
สี่สิบห้าหลุนแล้ว…ฟางผิง เธอจะพอได้หรือยัง!
ร่างกายเธอก็รองรับพลังได้ไม่เท่าไหร่แล้ว ยังไงก็ไว้หน้ากันบ้าง ยังจะฟันดาบเดียวให้เขาตายเลยหรือไง?
แม้พลังฟ้าดินสี่สิบห้าหลุนของฟางผิง เทียบกับยอดฝีมืออย่างพวกเขาแล้ว ความแตกต่างไม่ใช่น้อยๆ แต่พื้นฐานนั้นยังคงเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่คนใช้เท่านั้น
รวบรวมถึงห้าสิบหลุนแล้ว มีความมั่นใจจะฟันอีกฝ่ายตายในดาบเดียวแล้ว
รัฐมนตรีหวังยังกำลังครุ่นคิดเงียบๆ ด้านล่างนั้นฟางผิงลำบากใจอยู่บ้างแล้ว
เจิ้งหนานฉี…ใสซื่อจริงๆ!
ฉันจะเอาชนะนายด้วยดาบเดียว หรือเอาชนะนายด้วยดาบเดียวดีล่ะ?
นายรีบขัดจังหวะฉันหน่อย ยังไงฉันก็ต้องสู้กับนายสักพักหนึ่งหรือเปล่า
สาเหตุที่ฟางผิงไม่สะสมพลังก่อนหน้านี้ อันที่จริงมีความคิดจะอ่อนข้อให้อยู่บ้าง รวบรวมพลังฟ้าดินไม่เพียงพอ เจิ้งหนานฉีมีอาวุธวิเศษในเมือ ดาบเดียวฟันไม่ตายหรอก
แต่ตอนนี้…ฟางผิงแทบอยากจะหยุดความคิดนั้นแล้ว
การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี้จะเอาแต่มองเขาอยู่ตลอด!
เขาไม่ได้ซ่อนเร้นคลื่นพลังงาน!
ชัดเจนถึงขนาดนี้!
รับรู้ว่าแขนขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ฟางผิงจึงเป็นฝ่ายหยุดลง สี่สิบห้าหลุน ฟันหนึ่งดาบออกไป สหายเสี่ยวเจิ้งจะรับได้หรือเปล่า?
เจิ้งหนานฉีไม่ได้ใสซื่อถึงขนาดนั้น
เขาใช้อาวุธวิเศษเป็นสนับมือมวย!
ฟางผิงแววตาสว่างวาบ!
สนับมือนี้แหละ จะเอาให้หัวสิงโต
สนับกระหายเลือดของหัวสิงโต ภายใต้การใช้อาวุธวิเศษต้องมีชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วแน่
ก่อนหน้านี้ฟางผิงยังคิดว่าจะแจกจ่ายอาวุธวิเศษยังไงดี ตอนนี้ดูแล้ว…สนับมือนี้ให้หัวสิงโตน่าจะเหมาะสมแล้ว
“ดาบสังหารเทพ!”
ในเวลาเดียวกับที่เจิ้งหนานฉีพุ่งหมัดเข้ามา ฟางผิงก็ชักดาบออกมาแล้ว!
เปรี้ยง!
ดาบถูกชักออกมา พื้นดินทั่วทิศทางก็พลิกขึ้นมาในชั่วพริบตา เศษดินปลิวว่อนไปทั่ว
ลำแสงเสียดฟ้าปรากฏขึ้นทันที
รอบสนามกีฬา นักศึกษาระดับล่างบางส่วนรีบถอยหลบติดต่อกัน ควันหลงของพลังงานโจมตีจนพวกเขาถอยไปไม่หยุดยั้ง
บนเวที หลี่โม่ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะช่วยเหลือทุกเมื่อ
“เปรี้ยง!”
ประกายแสงบาดตาปรากฏขึ้นเป็นอันดับแรก หลังจากสักพัก คล้อยจากเสียงดังแพร่กระจายเงาร่างหนึ่งก็กระเด็นลอยออกไป
กลางเศษดินที่กระเซ็นซัด ฟางผิงเก็บดาบเข้าไปในฝัก ยืนอยู่กลางอากาศ เศษดินรอบๆ พอเข้าใกล้ร่างของเขาก็หยุดลงทันที ฟื้นฟูสภาวะสงบตามเดิม
ไกลๆ นั้นเจิ้งหนานฉีร่วงสู่พื้น ถอยหลังไปไม่หยุดหย่อน ล่าถอยออกไปนับร้อยเมตรติดต่อกัน พื้นดินที่ถูกเหยียบเป็นรอยแตกยาวออกไป ลวดหนามรอบนอกของสนามกีฬา ถูกชนจนลอยออกไปไกลหลายร้อยเมตร
เจิ้งหนานฉีฝืนถ่วงรั้งขาทั้งสองข้าง ท้ายที่สุดยังเป็นรอยกว่าอีกสิบเมตร
จวบจนชั่วพริบตาที่หยุดลง เจิ้งหนานฉีก็ใบหน้าซีดเผือด ปากกระอักเลือดออกมา
เงยหน้ามองฟางผิงที่กำลังกระโดดลงเบื้องหน้าของเขา เจิ้งหนานซีหน้าซีดราวกับกระดาษ พึมพำว่า “อันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้…”
นี่คือความสามารถของอันดับหนึ่งงั้นเหรอ?
นี่ก็คือนักศึกษาที่ตัวเองคิดว่าไม่เท่าไหร่อย่างนั้นเหรอ?
แพ้ในดาบเดียว!
————-
………………..