ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 465-2 ชะตาชีวิตอยู่ในมือตัวเอง (2)
ตอนที่ 465 ชะตาชีวิตอยู่ในมือตัวเอง (2)
………………..
อู๋ขุยซานอายุยังไม่เยอะเหมือนกัน พอๆ กับตาเฒ่าหลี่ อายุเยอะกว่าไม่กี่สิบปี หกสิบต้นๆ เท่านั้น
อู๋ขุยซานและหลี่โม่ต่างอยู่ขั้นแปดสูงสุด แต่หากประมือกันจริงๆ หลี่โม่ไม่มีอาวุธวิเศษขั้นเก้าในมือ ทั้งยังต้องเป็นประเภทที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ไม่งั้นคงต้องถูกอู๋ขุยซานกำราบแล้ว
สาเหตุที่ตาเฒ่าหลี่และหลู่เฟิ่งโหรวอยากจะจัดการหลี่โม่สักหน่อย ไม่ใช่เพราะว่าอยากมีหน้ามีตา
ประเด็นอยู่ที่…แสดงฝีมือของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้
ไม่ใช่แค่พวกเด็กรุ่นหลัง!
ยอดฝีมือรุ่นก่อน แม้มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้จะไม่มีขั้นสุดยอด ไม่มีขั้นเก้า แต่ฝีมือของระดับสูงและระดับกลางต่างไม่อ่อนด้อย
พูดไม่กี่ประโยคแล้ว สุดท้ายตาเฒ่าหลี่ก็ถอนหายใจ “อีกไม่กี่วันฉันจะเข้าด่านอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ถึงขั้นพลังจิตใจปรากฏจะไม่ออกมา!”
ตาเฒ่าหลี่ตัดสินใจแล้ว ครั้งนี้พลังจิตใจไม่ปรากฏ เขาจะไม่ออกมาจริงๆ
ไม่อาจขายหน้าคนผู้นั้นได้!
ก่อนหน้านี้ออกด่าน นั่นเป็นเพราะปรมาจารย์ในมหาวิทยาลัยออกไปกันหมด หลู่เฟิ่งโหรวและถังเฟิงต่างเข้าด่าน อยู่ในช่วงเวลาสำคัญ มีแค่เขาที่พอจะออกมาก่อนได้
หลู่เฟิ่งโหรวพยักหน้า มองไปทางจุดหนึ่งของเขตทางใต้ เลิกคิ้วเล็กน้อย “ราชสีห์ถังใกล้จะทะลวงด่านแล้ว”
“ก้าวหน้าไวมาก”
“เพราะแรงกดดันเยอะ”
ตอนที่หลู่เฟิ่งโหรวพูดคำนี้ก็กวาดมองไปทางฟางผิง
ราชสีห์ไม่มีแรงกดดันถึงจะแปลก!
ในช่วงที่เขาอยู่ขั้นหกแทบจะไร้คู่ต่อสู้ ตอนนั้นฟางผิงเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยยังเป็นคนธรรมดาด้วยซ้ำ
ผลปรากฏว่าเขายังอยู่ขั้นหกในขณะที่ฟางผิงเกือบจะระดับเดียวกับเขาแล้ว เขาจะไม่มีแรงกดดันได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น…ฟางผิงเจ้าเด็กนี้ยังพูดลับหลังตั้งนานแล้ว ถึงระดับเดียวกันจะอัดเขาสักครั้ง
เมื่อก่อนไม่เห็นอยู่ในสายตา ตอนนี้ไม่อาจมองข้ามได้อีกแล้ว
หากถูกฟางผิงซ้อมจริงๆ แม้ฟางผิงอาจจะไม่ทำเรื่องแบบนั้นเสมอไป แต่ใครจะคาดเดาได้?
ถูกซ้อมขึ้นมา ถังเฟิงยังจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ด้านข้าง ฟางผิงฟังอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องฝึกวิชาอาจารย์ทั้งสองไม่จำเป็นต้องรีบ ทั้งอย่ากดดันเกินไป รอพวกอธิการกลับมาแล้ว บางทีอาจารย์ถังอาจจะทะลวงด่านแล้วก็ได้ ถึงเวลานั้นพวกเราจัดงานเลี้ยงปรมาจารย์สักครั้งเถอะครับ! ปรมาจารย์สามคนจัดงานเลี้ยงพร้อมกัน!”
ตาเฒ่าหลี่ถอนหายใจว่า “พลังจิตใจฉันยังทำให้ปรากฏไม่ได้เลย หากถึงขั้นนั้นแล้ว ฉันถึงจะไป!”
“งั้นเกรงว่าคุณจะไม่ทันแล้ว น่าจะต้องจัดต้นเดือนเมษายน”
“ไว้ค่อยว่ากัน”
—
หลู่เฟิ่งโหรวและหลี่ฉางเซิงไม่รั้งตัวอยู่นาน
ไม่นานฉินเฟิ่งชิงก็วิ่งกลับมา
เจ้าหมอนี้กินผลไม้พลังงานมากเกินไป จนถึงตอนนี้ในร่างกายยังเต็มไปด้วยพลังงาน ฟางผิงกวาดตามองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างหมดคำพูดอยู่บ้าง “นายไม่กลัวตัวเองจะจุกตายบ้างหรือไง?”
“กลัวทำไม”
ฉินเฟิ่งชิงเผยสีหน้าไม่ใส่ใจ ก่อนจะรีบเอ่ยว่า “ว่ายังไงบ้าง?”
“ตอนบ่ายค่อยดูอีกที อีกอย่าง…”
ฟางผิงกวาดสายตามองเขา ถอนหายใจว่า “ตอนบ่ายไปไหว้พ่อนายสักหน่อย”
รอยยิ้มยียวนของฉินเฟิ่งชิงเลือนหายไปเล็กน้อย ก่อนจะฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง “ควรเข้าไปสักหน่อยเหมือนกัน แต่ว่า…พูดตามตรงอึดอัดใจอยู่บ้าง”
“นายอ่อนแอ นั่นก็ต้องเป็นแบบนี้” ฟางผิงเอ่ยเสียงเบา “ฉันแข็งแกร่งกว่านาย ดังนั้นนายเลยต้องประจบฉัน ฉันอารมณ์ดี ฉันถึงจะให้ทรัพยากรนายฝึกวิชา ฉันไม่พอใจ ไม่ให้นายก็เป็นสิทธิ์ของฉัน หากฉันแข็งแกร่งขึ้น งั้นฉันจะไปช่วงชิงด้วยตัวเอง ทำไมต้องประจบคนที่อ่อนแอกว่าฉันด้วย? ถ้านายคิดว่าได้รับการเหยียดหยาม ทั้งไม่มีใครใช้ให้นายไปประจบ ในเมื่อนายเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องแบบนี้เอาไว้”
“นายกำลังพูดถึงฉันหรือพูดถึงตัวเองกันแน่?” ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยหยอก
ฟางผิงคลี่ยิ้มว่า “นายสนใจทำไมว่าฉันพูดถึงใคร อย่างน้อยฉันยังกุมชะตาชีวิตนายอยู่ก็เพียงพอแล้ว”
ฉินเฟิ่งชิงสีหน้าแทบดูไม่ได้ แค่นเสียงว่า “นายอย่าลืมว่าฉันเป็นคนเซ็นชื่อเดิมพัน ของก็ควรเป็นของฉัน!”
ฟางผิงชะงักไปเล็กน้อย ใช่สิ นึกไม่ถึงว่าเจ้าโล้นจะหัวไวขึ้นมา!
คำพูดนี้…ไม่ได้ผิดทีเดียว
ชื่อที่เซ็นเดิมพันคือเขา ของย่อมเป็นของเขา
เห็นฟางผิงสีหน้าเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ฉินเฟิ่งชิงได้ใจไม่น้อย เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฟางผิง ของเป็นของฉัน ให้นายหรือไม่ให้ นั่นเป็นสิทธิ์ของฉัน นายอยากเอาไปก็มาประจบฉันคนนี้สิ!”
ฟางผิงเผยสีหน้าไม่พอใจ “ได้ ของเอาให้นาย ฉันจะช่วยนายป่าวประกาศอีกสักหน่อยว่าฉินเฟิ่งชิงมีทรัพยากรห้าหมื่นล้านในมือ อาวุธวิเศษห้าชิ้น นายคิดว่าเป็นยังไง?”
เวลานี้ถึงตาของฉินเฟิ่งชิงทำหน้าแข็งทื่อ
ไอ้เวรนี้ ใจอำมหิตถึงขนาดนี้
พวกหวังจินหยางชมเรื่องสนุกอยู่ด้านข้างเช่นกัน ส่วนเรื่องที่ฉินเฟิ่งชิงบอกจะไม่ให้ของฟางผิง…เขาแค่พูดไปเท่านั้น
กล้าไม่ให้ ฟางผิงอาจไม่ซ้อมเขาตายหรอก
แม้ฟางผิงจะไม่ซ้อม แต่พวกตาเฒ่าหลี่ก็เตะเจ้าหมอนี้ตายได้อยู่ดี
พูดเล่นกันพักใหญ่แล้ว หวังจินหยางก็สอดว่า “เมื่อกี้คุยกับพวกเขา ได้รับอะไรกลับมาไม่น้อยเหมือนกัน”
ระหว่างที่พูด หวังจินหยางก็เอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง “คนพวกนี้…ไปเขตหวงห้ามได้!”
“หืม?”
ฟางผิงสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าว่า “ก่อนหน้านี้อธิการเคยมีการคาดเดาแบบนี้เหมือนกัน”
ด้านข้างฉินเฟิ่งชิงเอ่ยอย่างงุนงงว่า “ฉันไม่เห็นรู้เลย?”
ฟางผิงและหวังจินหยางมองหน้าเขาพร้อมกัน นายมันปัญญาอ่อน สนใจแต่เรื่องกิน จะไปรู้อะไร!
หวังจินหยางเดินไปก็พูดไปด้วย “พวกเขาเอ่ยถึงแค่ประโยคเดียว การแข่งขันผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาวทั่วโลก มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขตหวงห้าม จากที่พวกเขาพูด รวมกับที่ฉันคาดเดา เข้าไปในเขตหวงห้าม น่าจะมีการจำกัด หลักๆ จำกัดเงื่อนไขอะไรไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ แต่เขตหวงห้ามอันตรายมาก พวกเขาสามารถเข้าไปได้ บางทีอาจเพราะยอดฝีมือขั้นสุดยอดพวกนั้นทำสัญญาบางอย่างกับยอดฝีมือเขตหวงห้ามไว้ ก่อนหน้านี้นายพูดว่าอัจฉริยะถ้ำข้างนอกล้วนเข้าไปในเขตหวงห้ามทั้งหมด ต่อให้อัจฉริยะยังไงก็ต้องฝึกประสบการณ์เหมือนกัน นายว่าเป้าหมายฝึกฝนของอัจฉริยะถ้ำพวกนั้น จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะของมนุษย์พวกนี้หรือเปล่า?”
ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยทันที “หากเป็นเหมือนที่นายพูด อัจฉริยะพวกนี้แทบไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่ใช่ว่าส่งไปหนึ่งคนก็ตายหนึ่งคนหรือไง…”
หวังจินหยางกวาดตามองเขาอย่างหมดคำพูด เอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “นายไม่ได้ฟังพวกเขาพูดหรือไง? ในตระกูลนั้นเจี่ยงเชาเป็นลูกคนรอง ยังมีพี่ชายอีกหนึ่งคน คนอื่นๆ เอ่ยถึงเขาต่างทำหน้านับถือ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเทียบได้ อีกอย่างหลี่เฟยก็เป็นลูกคนที่สามของตระกูลเท่านั้น พี่ๆ ของเขาจะฝีมือเป็นยังไงล่ะ? พวกหลี่เฟยนี้เป็นแค่มือใหม่ ไม่อาจแทนความสามารถของอัจฉริยะเมืองเจิ้นซิงได้ พวกเขาอยู่ขั้นหกสูงสุดถึงจะนับว่าเป็นผู้ใหญ่ ก่อนที่จะถึงเวลานั้น นายสามารถมองพวกเขาเป็นเหมือนนักศึกษาต่ำกว่าขั้นสามที่ลงถ้ำใต้ดินไม่ได้ นักศึกษาต่ำกว่าขั้นสามพวกนั้น แข็งแกร่งมากหรือไง? ประสบพบเจอเรื่องมากหน่อย เห็นคาวเลือดมากหน่อย ไม่นานคนพวกนี้ก็จะเติบโตขึ้นมาแล้ว ฉินเฟิ่งชิง อย่าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งมาก รอพวกเขาเติบโตกว่านี้อีกหน่อย เลือกออกมาสักคน อาจจะสามารถฆ่านายได้อย่างง่ายดาย…”
ฉินเฟิ่งชิงแค่นเสียงว่า “คนที่อยากฆ่าฉันมีถมเถไป พวกเขายังคุณสมบัติไม่พอ!”
ฟางผิงคร้านจะสนใจพวกเขา ตัดบทว่า “พูดแบบนี้ อันที่จริงมนุษย์ไม่ได้เปิดแค่สนามรบเดียว ไม่สิ ควรต้องพูดว่าไม่เปิดสนามรบแค่รอบนอกถ้ำใต้ดิน เขตหวงห้ามก็อาจจะเปิดฉากสงครามบางส่วนได้?”
“ใช่”
“ไม่น่าล่ะ…” ฟางผิงครุ่นคิดเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้อาจารย์บอกว่าผู้อาวุโสคนนั้นของพวกหลี่เฟยพูดว่าผู้บัญชาการหลี่ถือกำเนิดจากเมืองเจิ้นซิง ตอนนี้ดูแล้วฉันกลับเข้าใจขึ้นมาอยู่บ้าง”
ระหว่างที่พูดฟางผิงก็ก่นด่าว่า “เดาไว้แล้วว่าเบื้องบนต้องปิดบังข้อมูล ก่อนหน้านี้ยังทำลับๆ ล่อๆ ไม่รู้ว่าวางท่าทีคบค้าสมาคมกับพวกถ้ำใต้ดินหรือเปล่า ยังบอกว่าผู้บัญชาการหลี่อะไรนั่นเคยคาดเดามาก่อน เพราะสัมผัสได้ถึงลมหายใจยอดฝีมือถ้ำทางตะวันตกในถ้ำใต้ดินทางตะวันออก ตอนนี้ดูท่าเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น พวกเขารู้เรื่องทั้งหมดตั้งนานแล้ว แค่ปิดบังคนอย่างพวกเราเอาไว้”
หวังจินหยางเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “เรื่องปกติ นายรู้แล้วทำอะไรได้ กระทั่งถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้ยังแก้ปัญหาไม่ได้ รู้เรื่องพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร?”
“มีเหตุผล”
ระหว่างที่ฟางผิงพูดก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันค้นพบปัญหาหนึ่งในการฝึกวิชา…แก้ไขแล้ว บางทีอาจจะเข้าสู่ขั้นหกในเร็วๆ นี้”
พวกเขาสีหน้าเปลี่ยนทันที หลี่หานซงเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนว่า “นี่จะเข้าขั้นหกแล้ว?”
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูสถานการณ์ละกัน ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉันฟันดาบนั้นออกไป จึงเข้าใจขึ้นมาอยู่บ้าง ฉันพึ่งพาพลังฟ้าดินมากเกินไป ก่อนหน้านี้ฉันก็สัมผัสได้เหมือนกัน ในขั้นสามขั้นสี่ฉันแตะถึงสภาวะจิงชี่เฉินเป็นหนึ่งแล้ว ตอนนี้เหมือนไม่มีอีกแล้ว วันนี้ฟันดาบออกไป ฉันถึงพบสาเหตุขึ้นมา ตอนนี้ฉันคิดว่าพลังฟ้าดินแข็งแกร่งกว่าพลังปราณและพลังจิตใจมาโดยตลอดนี่ทำให้ตอนที่ฉันเจอกับคู่ต่อสู้ ชอบใช้พลังฟ้าดินฆ่าอีกฝ่าย แต่ในความเป็นจริง ยังไงพลังฟ้าดินก็เป็นแค่การยืมพลังชั่วคราว ดังนั้นทุกคนต้องระวังไว้ พลังเช่นนี้บางทีอาจจะทำให้ความสามารถพวกเราเพิ่มขึ้น กลับขัดขวางรากฐานของพวกเราเอง… ”
เขาพูดประโยคนี้ออกมา คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเล็กน้อย ฉินเฟิ่งชิงกลับเสียงดังว่า “ฉันไม่มีพลังจากภายนอก ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน!”
คำพูดนี้แทงใจคนจริงๆ!
ฟางผิงค้นพบปัญหานี้ สำหรับพวกหวังจินหยาง ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
พลังไขกระดูกของหวังจินหยาง พลังร่างทองของหลี่หานซง พลังจิตใจของเหยาเฉิงจวิน แม้ตอนนี้จะแข็งแกร่งมาก แต่ก็พึ่งพามากเกินไปอยู่บ้างจริงๆ
กลับเป็นพลังปราณจากรากฐานที่ถูกทุกคนลืมเลือนไป
แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉินเฟิ่งชิง เขาอิจฉายังไม่อาจอิจฉาได้ พูดเรื่องนี้มีประโยชน์อะไร
ฟางผิงคร้านจะสนใจเขา พูดจบก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ครั้งนี้เสร็จเรื่องแล้ว จิงชี่เฉินรวมเป็นหนึ่ง ฟันออกไปหลายร้อยหลายพันดาบ…บางทีฉันน่าจะขั้นหกได้แล้ว!”
ทุกคนต่างถอนหายใจ แรงกดดันเยอะจริงๆ!
คนพวกนั้นจากเมืองเจิ้นซิงไม่พูดถึง ฟางผิงอายุน้อยกว่าพวกเขาเยอะ นี่หากเป็นคนแรกที่เข้าสู่ขั้นหก…ยังไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกยังไงอยู่บ้างจริงๆ
ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นทุกคนก็ไม่มีจิตใจจะคุยเล่นอีกแล้ว
เส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ล้าหลังไปก้าวเดียวก็จะล้าหลังไปเรื่อยๆ หากไม่ไล่ตามอีก นั่นก็จะตามไม่ทันจริงๆ แล้ว
————–
………………..