ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 466 อาวุธวิเศษอยู่ในมือ (1)
ตอนที่ 466 อาวุธวิเศษอยู่ในมือ (1)
………………..
ช่วงบ่าย
หอประวัติศาสตร์
ตอนที่เห็นป้ายวิญญาณเรียงรายแทบจะวางไม่พอในห้องโถงใหญ่ กระทั่งหลี่โม่ที่มาเยือนหอประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรกก็จมดิ่งในความเงียบเช่นกัน
พวกหลี่เฟยที่ตามเข้ามาด้วยกันเผยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ฟางผิงเคยมาครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้ามาอีก
ตอนนี้ฟางผิงไม่ได้เศร้าโศกเสียใจอะไร ใบหน้ายังคงแต่งแต้มรอยยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นี่คือเหรียญเกียรติยศที่โชติช่วงที่สุดของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้! เลือดเนื้อและชีวิตของคนมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ทุกยุคสมัยหล่อหลอมกลายเป็นมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ในวันนี้! บางทีความสามารถและประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้อาจจะสู้เมืองเจิ้นซิงไม่ได้ แต่จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ไม่อ่อนด้อยไปกว่าที่ไหนอย่างแน่นอน!”
ฟางผิงพูดหนึ่งประโยคแล้วก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ วันนี้พาทุกคนมาที่นี่เพื่ออยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสิ่งที่นักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยเซ่ยงไฮ้ทำทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว”
บางทีพวกเจิ้งหนานฉีอาจไม่เข้าใจ แต่หลี่โม่กลับกระจ่างแจ้ง
ฟางผิงน่าจะกำลังอธิบายเรื่องเดิมพัน แม้ว่าการเดิมพันจะอยู่ภายใต้การตกลงของทั้งสองฝ่าย แต่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ฝีมืออ่อนแอกว่า บางเรื่องก็ต้องครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว
อีกฝั่งหนึ่ง ฉินเฟิ่งชิงจ้องมองป้ายวิญญาณหนึ่งอยู่เนิ่นนาน นั่นเป็นป้ายวิญญาณของพ่อเขา
แววตาเผยความซับซ้อนวาบผ่านขึ้นมา หางตามองไปยังป้ายวิญญาณของอธิการคนก่อนอีกที ฉินเฟิ่งชิงเศร้าในใจอยู่เล็กน้อย
ไม่นานฉินเฟิ่งชิงก็เก็บงำความรู้สึกพวกนี้ไว้ จู่ๆ ก็คว้าตัวนายอ้วนเจี่ยงเชา กระซิบขู่ว่า “นี่คือพ่อของฉัน ถ้านายไม่ให้อาวุธวิเศษฉัน กลางคืนฉันจะให้พ่อไปหานาย!”
เจี่ยงเชาแทบจะร้องไห้ออกมารอมร่อ!
แม่งเหอะ จำเป็นต้องขู่กันขนาดนี้เลยหรือไง?
อีกด้านหนึ่ง ผู้หญิงจากทีมแลกเปลี่ยนหลายคนกลับรู้สึกเศร้าและละอายใจอยู่บ้าง ที่แท้พ่อของนายโล้นก็ตายในสงครามแล้ว
อันที่จริงหลายปีมานี้เมืองเจิ้นซิงก็มีคนตายในสนามรบไม่น้อยเหมือนกัน แต่เมืองเจิ้นซิงไม่ได้ใหญ่มาก ไม่ใหญ่เป็นแค่คำพูดเปรียบเทียบเท่านั้น
ทั้งแต่ละตระกูล เฉลี่ยแล้วก็ไม่ได้มีมากมาย
ยังห่างไกลจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ที่มีป้ายวิญญาณแออัดนับพันเช่นนี้
พวกเจิ้งหนานฉีอดมองหลี่โม่ไม่ได้ จากความหมายของเด็กพวกนี้ แพ้แล้วก็ควรมอบอาวุธวิเศษให้
แม้ว่าจะทำใจไม่ได้อยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกลึกล้ำหรือหวงแหนอาวุธวิเศษขนาดนั้น
หลี่โม่กลับรู้ว่าอาวุธวิเศษหายากขนาดไหน!
แม้พวกผู้อาวุโสจะมีความสามารถกล้าแกร่ง แต่ไม่อาจจะสังหารสัตว์ปีศาจขั้นเจ็ดขั้นแปดพวกนั้นได้อย่างส่งเดชเช่นกัน หากฆ่ามากไป งั้นจะระเบิดสงครามเต็มรูปแบบได้
ดังนั้นแม้เมืองเจิ้นซิงจะมีอาวุธวิเศษอยู่บ้าง แต่ล้วนเป็นการสะสมมาหลายปี
อาวุธวิเศษห้าชิ้น สำหรับเมืองเจิ้นซิงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เหมือนกัน
จากความคิดของเขา ยอมให้หินพลังงานดีกว่าต้องเสียอาวุธวิเศษไป
แต่ตอนนี้…มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้พาพวกเขามาถึงที่นี่ อันที่จริงความหมายนั้นชัดเจนแล้ว พวกเขาอยากเพิ่มขีดจำกัดพลังต่อสู้ อาวุธวิเศษก็คือวิธีที่ดีที่สุด
“คุณปู่หลี่…”
ซูจื่อซู่เรียกเบาๆ พวกเจียงซีเหยียนก็มองไปทางหลี่โม่เช่นกัน
หลี่โม่คร่ำครวญในใจ เด็กโง่กลุ่มหนึ่ง!
ตกลงพวกเธอเข้าใจบ้างหรือเปล่า หากเสียอาวุธวิเศษไปแล้ว หลังจากนี้คิดจะมาเอาคืนแทบไม่มีโอกาสอีกแล้ว
ไม่มีอาวุธวิเศษ ถึงขั้นเจ็ดแล้ว พลังต่อสู้ของพวกเธอจะด้อยกว่าคนอื่นไปช่วงใหญ่
แม้จะคิดแบบนั้น หลี่โม่กลับเงียบไปพักหนึ่ง ท้ายที่สุดจึงถอนหายใจว่า “คิดจะพนันก็ต้องยอมรับผลให้ได้ ผู้ฝึกยุทธ์เมืองเจิ้นซิงก็ไม่ใช่คนเชื่อถือไม่ได้! อาวุธวิเศษห้าชิ้น…สามารถให้พวกเธอได้!”
เจ้าเด็กนี้จะเกินไปแล้ว!
อาวุธวิเศษสิบชิ้นไม่ได้อยู่ระดับเดียวกันทั้งหมด
แน่นอนว่าล้วนสร้างมาจากแกนหัวใจของพืชปีศาจและสัตว์ปีศาจขั้นเจ็ด แต่ขั้นเจ็ดก็แบ่งสูงต่ำด้วยเช่นกัน
ขั้นเจ็ดตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลายและสูงสุดมีอยู่สี่ระดับเล็กๆ พลังของแกนสมองและแกนหัวใจก็ไม่เหมือนกัน มูลค่าของอาวุธวิเศษที่สร้างออกมาก็มีความแตกต่าง
ให้มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ต้องมอบอาวุธวิเศษขั้นเจ็ดตอนต้นห้าชิ้นอยู่แล้ว
ตอนนี้ฉินเฟิ่งชิงจะเลือกเอง นั่นก็ไม่เหมือนกันแล้ว
เห็นตาแก่คนนี้ถลึงตามองตัวเอง ฉินเฟิ่งชิงก็กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ฉันไม่ได้เป็นคนใช้สักหน่อย นายถลึงตามองฉันทำไมกัน
เวลานี้ฟางผิงรับบทสนทนาด้วยรอยยิ้มว่า “ฉินเฟิ่งชิง นายไม่ได้เดิมพันว่าเลือกอาวุธวิเศษประเภทไหนสักหน่อย ในเมื่อพวกพี่เจิ้งตัดสินใจแล้ว นายก็อย่าเลือกมากเลย”
ฉินเฟิ่งชิงพึมพำว่า “ประเด็นอยู่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่บ้าง สนับมือของเหล่าเจิ้งก็ไม่เลว ดาบยาวของเหล่าหลี่ดูดีทีเดียว กระบี่เล่มนั้นของเจียงซีเหยียนงดงามไม่น้อยเหมือนกัน…”
“แค่กๆ!”
ฟางผิงไอแห้งๆ ขมวดคิ้วว่า “พอได้แล้ว จะพูดมากมายอะไรขนาดนั้น?”
จากความคิดฟางผิง ทางมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้มีตาเฒ่าหลี่และหลิวพั่วหลู่ที่ใช้กระบี่ ต้องมีกระบี่สองเล่มถึงจะดี
ถังเฟิงใช้หมัด สนับมือของเจิ้งหนานฉีเหมาะสมที่สุด
หลู่เฟิ่งโหรวก็ใช้หมัดเหมือนกัน แต่เคล็ดวิชาต่อสู้หลักของหลู่เฟิ่งโหรวซับซ้อนอยู่บ้าง ไม่ได้สายตรงเหมือนถังเฟิง เธอใช้ดาบก็ได้เหมือนกัน
ส่วนรองเท้าอาวุธวิเศษพวกนั้นก็ไม่ได้เป็นอาวุธวิเศษเสริมอย่างเดียว สามารถใช้ต่อสู้ได้เหมือนกัน แต่เทียบกับอาวุธโดยตรงพวกนี้แล้ว พลังต่อสู้จะด้อยไปอยู่บ้าง
ส่วนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้อะไรสักชิ้นก็เพียงพอแล้ว หลี่หานซงไม่ได้ชนะด้วยซ้ำ ฟางผิงเอาให้เขา นั่นเพราะคิดว่าฮุบผลประโยชน์คนเดียวจะเตะตาคนเกินไป
เขาอยู่ขั้นหกตอนปลาย เข้าใกล้ขั้นเจ็ดมากที่สุดแล้ว อาจจะเป็นคนแรกที่แสดงประสิทธิภาพของอาวุธวิเศษได้อย่างแท้จริง
แต่ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยออกมาแล้ว เขาก็ไม่อยากพูดอะไร
เจิ้งหนานฉีพูดจบ หลี่โม่ก็แทบจะโมโหตาย!
ไอ้เวรนี้รู้ความแตกต่างภายในบ้างหรือเปล่า?
สนับมือของเจิ้งหนานฉี สร้างจากแกนหัวใจและแกนสมองของสัตว์ปีศาจขั้นเจ็ดตอนกลาง อีกอย่างการทำสนับมือก็ยากกว่ากระบี่และดาบที่เป็นรูปร่างทั่วไปอยู่บ้าง
มอบอาวุธวิเศษให้มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ก็ไม่เลวแล้ว นึกไม่ถึงว่ายังต้องควักอันดีๆ ออกมาอีก!
เจิ้งหนานฉีเอ่ยปากแบบนั้น หลี่เฟยสีหน้าเปลี่ยนอยู่พักใหญ่ เอ่ยไปว่า “ดาบของฉันนับเป็นอีกชิ้น!”
เจียงซีเหยียนกลับไม่ได้ลังเลขนาดนั้น ทุกคนหารือกันแล้ว กระบี่ของเธอเดิมทีก็เป็นหนึ่งในนั้น เห็นแบบนั้นจึงเอ่ยว่า “กระบี่คุนอู๋นับเป็นอีกชิ้น”
“หอกเลี่ยรื่อด้วยอีกชิ้น”
ตอนนี้มีคนเอ่ยขึ้นมาเช่นกัน
ท้ายที่สุดทุกคนต่างมองไปทางเจี่ยงเชา เจี่ยงเชาเผยสีหน้าใสซื่อ พึมพำว่า “รองเท้าของฉันขั้นเจ็ดตอนกลาง…พวกนายคำนวณเป็นกันหรือเปล่า มองฉันทำไม?”
คนพวกนี้เอาแต่วางแผนกับรองเท้าของเขา
โง่หรือเปล่าล่ะ!
ของฉันเป็นขั้นเจ็ดตอนกลาง เปลี่ยนเป็นตอนต้นของพวกนายไม่ดีกว่าหรือไง?
ในกลุ่มคนพวกนี้มีอาวุธวิเศษขั้นเจ็ดตอนกลางทั้งหมดสามชิ้น
ของเจิ้งหนานฉี เจี่ยงเชา และซูจื่อซู่
ตอนนี้เจิ้งหนานฉีอุทิศสนับมือของตัวเองออกไปแล้ว ซูจื่อซู่ยินดีจ่ายเป็นเงิน ตามหลักแล้วไม่ควรเล็งมาที่เขาอีก
ซูจื่อซู่พึมพำว่า “นายไม่เห็นจะสู้อะไร เอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์”
เจี่ยงเชาเผยสีหน้าอัดอั้นตันใจ ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยว่า “งั้นเป็นรองเท้าจุยเฟิงของฉันก็ได้”
อันที่จริงฟางผิงไม่อยากได้รองเท้าเท่าไหร่แต่เห็นหลี่โม่ไม่คัดค้านแล้ว ตัวเองเลือกมากอีก อาจจะซวยจริงๆ ขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้นฉินเฟิ่งชิงยังพูดว่าอยากได้รองเท้าไปนานแล้ว ตอนนี้กลับคำไม่ค่อยดีเท่าไหร่
มองเป็นนัยไปทางฉินเฟิ่งชิงแวบหนึ่ง ฉินเฟิ่งชิงหัวเราะว่า “งั้นก็ได้ ฉันอยากได้ของพวกนี้แหละ! ทุกคนใจกว้างจริงๆ ฉันชอบคนอย่างพวกนาย!”
ฉินเฟิ่งชิงยิ้มแยกเขี้ยวยิงฟัน ตบไหล่เจี่ยงเชาอย่างแรง แสดงท่าทีราวกับเป็นสหายที่มีคุณธรรม
เรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว หลี่โม่ก็ไม่พูดมากอีก
พวกเจิ้งหนานฉีทยอยเก็บอาวุธวิเศษของตัวเองส่งให้ฉินเฟิ่งชิง
เจี่ยงเชาจ้องมองรองเท้าของตัวเองอยู่พักใหญ่ ถอดด้วยใบหน้าอยากร้องไห้ โยนให้ฉินเฟิ่งชิง
ฉินเฟิ่งชิงไม่รังเกียจเช่นกัน อาวุธวิเศษเช่นนี้อยู่ระหว่างความเป็นจริงและความว่างเปล่า อย่ามองของพวกนี้แทบไม่แตกต่างจากอาวุธโลหะผสมทั่วไปเท่าไหร่ อันที่จริงกลับมีประสิทธิภาพมหาศาล
ต่อให้เท้าของนายอ้วนเหม็นขนาดไหนก็อย่าคิดจะหลงเหลือรอยและกลิ่นไว้ในรองเท้าได้
—
ฉินเฟิ่งชิงกอดอาวุธวิเศษพวกนี้ไว้ตลอด ฟางผิงไม่มาหยิบออกไปเช่นกัน พาทุกคนเดินชมรอบๆ ต่อไป
รอถึงห้องเคล็ดวิชาต่อสู้แล้ว แม้คนพวกนี้จะเคยเห็นเคล็ดวิชาต่อสู้ในเมืองเจิ้นซิงมานับไม่ถ้วน แต่เคล็ดวิชาต่อสู้ในมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ส่วนมากล้วนมีเอกลักษณ์ ทุกคนสนอกสนใจไม่น้อย รวมถึงหลี่โม่ก็มองอยู่หลายครั้งเช่นกัน
เห็นคนพวกนี้กำลังสนใจเคล็ดวิชาต่อสู้ ฟางผิงกลับถอนตัวออกมาอย่างเงียบๆ ไม่นานก็เดินออกจากห้องฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้
———————-
………………..