ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 446 แม้สุดหล้าฟ้าเขียว ข้าจะตามหาเจ้าให้พบ
อันหลินฝัน ฝันว่าตนเดินอยู่ท่ามกลางดินแดนหิมะอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเพียงลำพัง
เยี่ยมเลย ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเกินกางเกงในตัวเดียว ลมหิมะถาโถมมาไม่ขาดสาย ทำให้เขาขาวโพลน
หนาวมากจริงๆ…
ตั้งแต่หัวจรดเท้าถูกความเย็นเยือกกร่อนกระดูกโจมตี ทำให้เขาเจ็บปวดทรมาน
เพราะว่าหนาวเกินไป เขาจึงเดินช้าลงเรื่อยๆ สุดท้ายถูกแช่แข็งอยู่กับที่ กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็ง
ความเย็นค่อยๆ เกาะกุมทะเลปราณของเขา ทำให้มันแข็งตัว สุดท้ายแม้แต่จิตสำนึกรู้ของเขาก็ถูกแช่แข็งเช่นกัน
ทุกอย่างล้วนสลัว ราวกับว่าจะกลับสู่ความมืดมนอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง เขาได้เห็นแสงสว่างจุดหนึ่ง แสงนั่นไม่เจิดจ้า แต่กลับดึงดูดใจยิ่งนัก
มีผู้หญิงที่เปล่งประกายทั้งตัวคนหนึ่งเดินมาหาเขา
นางช่างดงามเหลือเกิน แม้แต่รอยยิ้มก็มีพลังที่ทำให้อบอุ่นใจเจือปน
“อันหลิน เจ้าหนาวไหม” เสียงที่ห่วงในไพเราะปานเสียงสวรรค์
อันหลินอยากตอบมากว่าหนาว แต่กลับพูดไม่ออก
จริงสิ ถูกแช่แข็งแล้ว จะพูดได้อย่างไร
เอ๊ะ ฉากนี้มันช่างคุ้นเคย…
ตอนที่เขาอยู่บนโลกก็เคยถูกระบบแช่แข็งเพราะไม่ยอมมอบจูบแรกให้ราชาศพ เหมือนว่าสภาพจะเป็นแบบนี้แหละ
ถูกแช่แข็งเป็นรูปสลักน้ำแข็ง แถมยังพูดไม่ได้ด้วย
ตอนนี้ถึงแม้จะพูดไม่ได้ แต่สวีเสี่ยวหลานกลับอดทนอยู่กับเขาตั้งหลายคืน แถมยังถ่ายทอดพลังเพลิงเข้าสู่น้ำแข็งไม่หยุด ทำให้เขาอบอุ่นขึ้น
ฉากนี้คุ้นเคย แต่ก็มีความแตกต่างกัน
เพราะครั้งนี้สวีเสี่ยวหลานละลายน้ำแข็งที่จองจำอันหลินโดยตรง ง่ายดายและบ้าบิ่นเหลือเกิน
ไม่เพียงเท่านี้ สวีเสี่ยวหลานยังโอบกอดเขาอย่างอ่อนโยน มอบความอบอุ่นให้ร่างกายเขาอีกด้วย
ความสุขมาเยือนกะทันหันเกินไป ทำให้อันหลินรู้สึกเหมือนตนกำลังฝันไป!
“ฮือ…เซียนหญิงเสี่ยวหลาน เจ้าช่างดีจริงๆ อบอุ่นจังเลย…”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทำให้เขาสบายไปทั้งตัว
มันเป็นความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้สึกถึงความเหน็บหนาวที่น่ากลัวเช่นนั้นอีกแล้ว
…
ภายในถ้ำบนภูเขาหิมะลูกหนึ่ง ชายหนุ่มที่หลับใหลคนหนึ่งกำลังละเมอไม่หยุด ปากพึมพำทำนองว่า ‘เซียนหญิงเสี่ยวหลาน’ ‘อุ่นจังเลย’
ผ่านไปสองชั่วยาม เขาถึงค่อยๆ ตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา
อันหลินลืมตาขึ้น เห็นผนังหินที่ขรุขระไม่เรียบ
ที่นี่เงียบสงัด ได้ยินเสียงพายุหิมะแว่วมาจากปากถ้ำอย่างชัดเจน
“หือ เสี่ยวหลาน”
เขาไม่เห็นเงาของสวีเสี่ยวหลาน ขานเรียกชื่อของหญิงสาว
ไม่มีเสียงตอบรับ
“หรือนางจะมีธุระก็เลยออกไปแล้ว” อันหลินงุนงง
แต่ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“ไม่สิ! เราจำได้ว่าเจ็บหนักเพราะพลังที่ชิงหลีทิ้งไว้ ตอนนี้ทำไมฟื้นขึ้นมาแล้วเลือดลมเต็มเปี่ยมถึงขั้นนี้ละ ราวกับว่าหายเป็นปลิดทิ้งแล้วอย่างนั้นแหละ”
เขาลุกพรวดขึ้นนั่ง ลูบบริเวณที่ถูกโจมตี ตรงนั้นกลายเป็นรอยแผลเป็นไปแล้ว
ของสิ่งนี้ตกลงมาจากหน้าอกของเขา พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง
อันหลินมองของสิ่งนั้นแล้วอึ้งไปเล็กน้อย
จานรวมอัคคีงั้นเหรอ
เราให้จานรวมอัคคีกับสวีเสี่ยวหลานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่กับเราได้ละ
เขาหยิบจานรวมอัคคีกับกระดาษขาวแผ่นนั้นขึ้น บนกระดาษมีตัวหนังสือบรรจงเขียนไว้ว่า
‘นำจานรวมอัคคีกลับสำนักวิหคชาด ตั้งใจบำเพ็ญเพียร ก้าวหน้าทุกวัน ไม่ต้องคิดถึงข้า’
มือของอันหลินสั่นระริก ในใจพลันรู้สึกวูบโหวง
หมายความว่าอย่างไร ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่
ทำไมต้องให้เราเอาจานรวมอัคคีกลับสำนักวิหคชาด้วย นางล่ะ
นางไม่กลับไปเหรอ
ทำไมต้องบอกให้เราไม่ต้องคิดถึงนางด้วยล่ะ
เขาเห็นคราบน้ำตาที่หลงเหลือจากหยดน้ำที่เคยชุ่มบนกระดาษ อารมณ์หวาดกลัวบางอย่างลุกลามไปทั่วหัวใจ
เขาเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติภายในร่างกาย เพลิงดั้งเดิมที่เต็มเปี่ยม พลังเพลิงที่แทรกซึมอยู่ในเลือดที่ทำงานไม่หยุดหย่อนนั่น…แปลกมากเหลือเกิน เขามีพลังแบบนี้ได้ อย่างไร…
“เสี่ยวหลาน เจ้าจะทอะไร เจ้าจะไปไหน”
เขาสับสนงุนงง ราวกับมือใหญ่บีบหัวใจแน่น เสมือนว่าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่น่ากลัวสุดขีด ทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดเหมือนมีอะไรบางอย่างมาอุดกั้น
อันหลินหยิบยันต์ส่งสารออกมา หมายจะติดต่อสวีเสี่ยวหลาน กลับพบว่าพลังที่เกี่ยวข้องกับนางขาดสะบั้นเสียแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ ถูกบล็อกแล้วนั่นเอง
“ต้องมีวิธีแน่ๆ ต้องมีวิธีอื่นแน่ๆ…”
นิ้วมือของอันหลินกำเศษหินบนพื้น ความคิดนับไม่ถ้วนพรั่งพรูในหัวสมอง
จู่ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกาย
คิดออกแล้ว วิชาจิตอนุมาน!
ภารกิจของระบบบอกว่า แค่เพียงเอาชนะศัตรูระดับหวนสู่ความว่างเปล่าสองคนก็จะได้รับวิชานี้ มันหลอมรวมพลังฟ้าดิน อนุมานทุกสรรพสิ่งตามร่องรอยที่หลงเหลือไว้ในโลกหล้า
วิชาแบบนี้เหนือธรรมชาติอย่างยิ่ง เพียงแต่จะผลาญพลังจิตเป็นล้นพ้นเมื่อใช้มัน ไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้
หนึ่งเดือนใช้ได้มากที่สุดแค่หนึ่งครั้ง ไม่อย่างนั้นจะเป็นผลเสียต่อร่างกาย ถึงขั้นว่าบั่นทอนอายุขัย
อันหลินไม่ลังเลเลยสักนิด รีบใช้วิชาจิตอนุมานทันที!
ดวงดาวมากเหนือคณานับฉายวาบในดวงตาของเขา สุดท้ายนัยน์ตาก็สะท้อนภาพของดินแดนผืนนี้
ชั่ววินาทีนั้น คลื่นไร้รูปร่างกระจายไปร่วมร้อยลี้
ไล่ไปตั้งแต่สภาพอากาศ ลักษณะทางภูมิประเทศ จนถึงวงโคจรของเกล็ดน้ำแข็ง การกระจายตัวของกระแสอากาศอนุภาคเล็กๆ รวมถึงการตอบสนองของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทุกรายละเอียดเขารู้หมดแ แล้ว จากนั้นก็ใช้รายละเอียดเหล่านี้เริ่มทำการอนุมาน
อันหลินพบคราบเลือดที่ปกคลุมดินโคลนภายในถ้ำ เลือดนั่นไม่ใช่ของเขา เขาพบคราบน้ำบนกระดาษสีขาว มันเป็นส่วนประกอบของน้ำตา เขายังพบโครงสร้างใหม่หลังข้อมือของตนถูกเฉือนแ แล้วสมานกันอีกครั้งด้วย และเขาก็รู้แล้วว่าพลังภายในร่างกายเป็นพลังอะไรกันแน่ มันเป็นพลังแห่งสายเลือดของพญาหงส์…
พิษเย็นของชิงหลี พลังแห่งสายเลือดพญาหงส์ รากฐานป่นปี้..
เค้าโครงของเรื่องทั้งหมดค่อยๆ ชัดเจนในใจอันหลิน การอนุมานสุดความสามารถเช่นนั้น ทำให้เขาเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว ในใจกลับเหมือนถูกคนฉีกกระชากอย่างแรง เนื้อตัวสั่นเทาอย่าง ควบคุมไม่ได้
“ข้ามีสิทธิ์อะไรควรค่าให้เจ้าทำแบบนี้ ข้ามีสิทธิ์อะไร…”
“เจ้ามันโง่จริงๆ…ทำไมถึงได้มีผู้หญิงที่โง่ขนาดอยู่ด้วย”
อันหลินกัดฟัน สองมือกำแน่น ในใจกลับฉายความหนักแน่นที่ไม่มีวันดับสูญ
“เสี่ยวหลาน เจ้าจะหนีไม่ใช่หรือ”
“ข้าจะตามเจ้าให้ทัน ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปไหน ข้าก็จะตามเจ้าให้ทัน!”
“ไม่ง่ายเลยที่ข้าจะต้องการคู่ครองสักคน เจ้ากลับทิ้งข้าโดยที่ไม่บอกสักคำแบบนี้ ไม่ให้เกียรติข้าเอาเสียเลยไม่ใช่หรือ”
อันหลินสูดหายใจเข้าลึก เก็บจานรวมอัคคีกับกระดาษขาวใส่ในสาบเสื้ออย่างระมัดระวังแล้วออกจากถ้ำ
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือหิมะขาวโพลน กับลมเย็นจับขั้วหัวใจ ทุกอณูของดินแดนล้วนเป็นสีสันที่เวิ้งว้างและมีเพียงหนึ่งเดียว
วิชาจิตอนุมานสามารถคาดคะเนทุกสรรพสิ่งได้ ในเรื่องราวเหล่านี้ แน่นอนว่ารวมถึงเบาะแสของสวีเสี่ยวหลานด้วย…
อันหลินทอดมองเส้นขอบฟ้าที่นภาและพสุธาบรรจบกัน ทิศทางนั้นมีแคว้นเฟิงหยวน เป็นแคว้นที่เชื่อมต่อระหว่างแดนจิ่วโจวกับแดนศักดิ์สิทธิ์เหมันต์ สวีเสี่ยวหลานเหาะไปทางนั้น
อันหลินย่ำก้อนอิฐสีดำลอยขึ้นฟ้า เหาะไปในดินแดนอันขาวโพลน
“สวีเสี่ยวหลาน เจ้าสลัดข้าไม่หลุดหรอก แม้สุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะตามหาเจ้าให้พบ!”