ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 451 ข้าจะพลอดรัก
สาวใช้ทั้งสี่เข้าไปในเรือนรับรอง ยืนรอคำสั่งด้านในประตูเงียบๆ ดวงตาสุกใสลอบสำรวจสองคนที่กำลังนั่งลง
อันหลินกับสวีเสี่ยวหลานนั่งคนละฝั่งบนโต๊ะเล็กๆ ไม่ได้สนใจสาวใช้ทั้งสี่ที่ไม่ค่อยรู้มารยาทมากนัก
“เจ้าเร่งเดินทางมาตลอดทางคงจะเหนื่อยแล้ว กินอะไรสักหน่อยไหม” สวีเสี่ยวหลานมองอาหารบนโต๊ะแล้วพูดยิ้มๆ
พออันหลินเห็นของอร่อยก็ได้สติทันใด กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “กินของพวกนี้ไปทำไม ข้าจะทำบะหมี่ให้เจ้าเอง!”
สวีเสี่ยวหลานชะงักก่อน จากนั้นก็ยิ้มบางๆ “ได้สิ”
อันหลินพยักหน้า กวักมือเรียกสาวใช้คนหนึ่งในเรือนรับรอง “เสี่ยวชิว เก็บอาหารบนโต๊ะไปให้หมด!”
“ฮะ” สาวใช้ที่หน้าตาสะสวยผงะครู่หนึ่งกว่าจะตั้งตัวได้ “อ้อ! เจ้าค่ะ!”
เสี่ยวชิวเก็บอาหารบนโต๊ะด้วยความงุนงง ในใจงุนงงว่าทำบะหมี่ที่คุณชายคนนั้นว่าจะทำอย่างไรบ้าง หรือจะเข้าครัวไปทำบะหมี่จริงๆ อาหารดีๆ มากมายปานนี้ไม่กิน ทำไมต้องกินบะหมี่
เสี่ยวชุนที่เป็นแม่ครัวหลักถึงกับมองอาหารที่ถูกเก็บไปด้วยความเจ็บปวด อาหารพวกนี้นางทำอย่างลำบากลำบน นั่นมันหยาดเหงื่อแรงกายของนางนะ! เก็บโดยที่ไม่ได้กินเลยสักคำ รู้สึกเหมือนผลพวงแรงกายของตนถูกหมากินไปเสียแล้ว
เสี่ยวตงที่อายุน้อยกว่ากลับทำท่าครุ่นคิด นี่อาจจะเป็นวิธีการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่งของคุณชายคนนั้นกระมัง ได้กินอาหารที่คนที่ชอบทำเองกับมือจะได้อารมณ์กว่างั้นหรือ
เสี่ยวเซี่ยกะพริบตาปริบๆ กำลังขบคิดว่าจะเข้าไปก่อไฟในครัวก่อนดีหรือไม่
จากนั้นพวกนางก็เห็นชายหนุ่มผมขาวคนนั้นหยิบกระทะก้นแบนออกมา พร้อมกับเครื่องปรุงเป็นกอง วางลงบนพื้นแล้วตั้งตะแกรง ลงมือต้มบะหมี่ทันที
ชุนเซี่ยชิวตง “…”
ต้มบะหมี่บนพื้นเลยหรือ พวกนางรู้สึกว่าตนตาบอดแล้ว!
“เสี่ยวชิว เอาบะหมี่กับไข่มาหน่อย!” อันหลินตะโกนเรียก
“ฮะ เจ้าค่ะ!” เสี่ยวชิววิ่งไปเอาวัตถุดิบในครัวด้วยความสนเท่ห์
อันหลินใช้วิชารวมวารินเติมน้ำ ใช้เพลิงเทวะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นใส่บะหมี่ลงไป เติมเครื่องปรุง ตอกไข่สองฟองลงไปแล้วคน คนแล้วก็คน…ดูแล้วมักง่ายอย่างยิ่ง
สาวใช้ทั้งสี่มองดูด้วยความงงงวย
“อย่างน้อยก็กินได้กระมัง…” เสี่ยวเซี่ยกล่าว
“อืม สุกแล้วก็กินได้ อย่างไรเสียนายหญิงชอบก็พอแล้ว” เสี่ยวตงพูดอย่างซึมกระทือ
“ฮือ…อาหารที่ข้าตั้งใจตระเตรียม กลับสู้บะหมี่พรรค์นี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ…” เสี่ยวชุนน้ำตาคลอหน่วย เมื่อเห็นอาหารหลายจานถูกทิ้งไว้อีกมุม ในใจนางก็เหมือนถูกมีดกรีด
น้ำเดือดปุดๆ ควันขาวลอยโขมง จากนั้นลอยล่องไปในอากาศ
จากนั้นชุนเซี่ยชิวตงก็พบว่าพวกนางเข้าใจผิดไป
“คุณพระ…กลิ่นนี้มัน…” เสี่ยวเซี่ยสูดจมูกอย่างแรง ใบหน้าตกใจและเคลิบเคลิ้ม
“กระจายออกมาจากบะหมี่นี่หรือ ทำไมบะหมี่ที่แค่คนส่งๆ ถึงได้มีกลิ่นหอมแบบนี้!” เสี่ยวตงก็ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
เสี่ยวชิวดมกลิ่นที่ทำให้นางอ่อนแรง ในใจกระจ่างแล้ว
เสี่ยวชุนกลับทำหน้าละอายและชื่นชม ละอายที่ก่อนหน้านี้นางดูถูกบะหมี่นี่ ชื่นชมในฝีมือการปรุงอาหารที่น่ากลัวของชายหนุ่มคนนั้น…นางจ้องชายหนุ่มผมขาวรูปหล่อคนนั้นด้วยแววตาที่เปี่ยมความเคารพนับถือและเร้าร้อน
นางคิดว่ามันก็คือฝีมือการปรุงอาหารที่เป็นธรรมชาติระดับตำนาน!
แม้ทุกท่วงท่าจะธรรมดาสามัญ แต่กลับบรรลุขั้นที่คืนสู่สามัญ!
กลิ่นหอมยั่วยวนใจเหลือเกิน สาวใช้ทั้งสี่มองบะหมี่ พยายามยับยั้งความปรารถนาจะพุ่งเข้าไปของตน
เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรมากไปกว่า…อาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า แต่กลับทำได้แค่ดม กินไม่ได้
อันหลินต้มบะหมี่แล้วตักให้สวีเสี่ยวหลานชามใหญ่ วางลงตรงหน้านาง จากนั้นก็ตักให้ตนอีกถ้วยเช่นกัน พูดยิ้มๆ ว่า “รีบกินเถอะ บะหมี่นี่ต้องอร่อยไร้เทียมทานแน่นอน รีบกินตอนร้อนๆ!”
สวีเสี่ยวหลานมองอันหลินด้วยแววตาที่กระจ่างใส พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “อืม”
บะหมี่ไข่มองภายนอกแล้วสว่างไสวอย่างยิ่ง ไข่ขาวกลายเป็นน้ำแกงข้น ไข่แดงผสมผสานกับบะหมี่อย่างสมบูรณ์แบบ แลดูทองอร่าม กินแล้วนุ่มอร่อย รสชาติอร่อยเหาะ
ทั้งคู่กินบะหมี่ไข่อย่างสบายอารมณ์ พูดเรื่องสนุกในสรวงสวรรค์ แล้วคุยเรื่องแผนการในเมืองซีเสีย เปี่ยมด้วยความสุข เหมือนสองสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเหลือเกิน
สาวใช้ทั้งสี่ที่น่าสงสาร ยืนอยู่ในเรือนรับรองทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่ดมกลิ่นหอมของบะหมี่ที่ยั่วยวนใจอย่างยิ่ง มองทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระอย่างห่อเหี่ยว
โครกคราก...
ท้องของเสี่ยวชิวร้อง นางมองหญิงผมยาวที่อยู่ข้างๆ ตาละห้อย พูดเสียงเบาว่า “พี่ตงเอ๋อร์ ข้าหิว…”
เสี่ยวตงปลอบโยนเสียงนุ่มว่า “ไม่เป็นไร บะหมี่ในกระทะกินได้ถึงสี่คนแน่ะ รอให้นายหญิงกับคุณชายท่านนั้นกินอิ่มแล้ว พวกเราจัดการอาหารที่เหลือก็จะได้กินบะหมี่แล้ว!”
เสี่ยวชุนกับเสี่ยวเซี่ยตาลุกวาวเมื่อได้ฟัง ราวกับว่าชีวิตมีสีสันอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง อันหลินกับสวีเสี่ยวหลานกินบะหมี่ไข่ในถ้วยหมดแล้ว
จากนั้นอันหลินเดินอาดๆ ไปยกกระทะก้นแบนขึ้นแล้วคีบบะหมี่ ตักใส่ถ้วยของทั้งคู่จนเต็ม แม้แต่น้ำแกงก็เทใส่ชามไม่ให้เหลือ
กระทะก้นแบนว่างเปล่า หมดเกลี้ยง
ชุนเซี่ยชิวตง “…”
อันหลินมองสวีเสี่ยวหลานอย่างเริงร่า “ยังกินได้อีกไหม”
สวีเสี่ยวหลานยิ้มอ่อนโยน “ฝีมือเจ้า ข้ากินได้ทั้งนั้น อีกอย่างรสชาติก็สุดยอดจริงๆ!”
“ฮ่าๆ ๆ ขอแค่เจ้าชอบ ข้าจะทำให้เจ้ากินทุกวัน อาหารไม่ซ้ำกันเลย!”
อันหลินที่ได้รับคำชมก็ยิ้มเหมือนเด็กอ้วนร้อยกิโล พูดด้วยความตื่นเต้น
ทั้งสองเกี้ยวพาราสีกันไปมาอยู่อย่างนั้น
ชุนเซี่ยชิวตงน้ำตาไหลพราก นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!
“ปกตินายหญิงอย่างมากก็กินแค่ข้าวถ้วยเดียวไม่ใช่หรือ ไยตอนนี้กินบะหมี่ได้ถึงสองชามล่ะ” เสี่ยวชิวปากคว่ำ น้ำตาคลอเบ้า
“นี่แหละหนอพลังของอาหาร...ถ้าอร่อยก็จะกินได้เยอะ” เสี่ยวชุนมองกระทะก้นแบนที่ว่างเปล่าอย่างเจ็บใจ อยากเข้าไปเลียเหลือเกินว่ามีรสชาติอย่างไร
“นี่เป็นพลังของความรักด้วย” เสี่ยวตงชี้แจงด้วยสีหน้าจริงจัง
สาวใช้อีกสามคนที่เหลือพยักหน้ารัวๆ เป็นเชิงเห็นด้วย
บะหมี่ไข่ที่หอมเย้ายวนอย่างยิ่ง บทสนทนาที่อบอวลไปด้วยความรักของทั้งสองคน
สาวใช้ทั้งสี่อย่างชุนเซี่ยชิวตงรู้สึกว่าไม่ใช่แค่ท้องว่างจนทรมาน แม้แต่ในใจก็วูบโหวงผิดปกติ
เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต
ไม่ใช่อาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า แต่ทำได้แค่ดม กินไม่ได้
แต่เป็น…มีอาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้าไม่พอ ทำได้แค่ดมแต่กินไม่ได้ มิหนำซ้ำยังถูกอาหารหมายัดใส่ปากไม่หยุด![1]
สาวใช้ทั้งสี่ไม่เคยได้รับแรงกระทบกระเทือนรุนแรงปานนี้มาก่อน แต่ละคนสีหน้าเลื่อนลอย
อันหลินกับสวีเสี่ยวหลานค่อยๆ กินบะหมี่ในถ้วยจนหมด แม้แต่น้ำแกงก็ซดจนไม่เหลือ ช่วยไม่ได้ บะหมี่ไข่นี่อร่อยมากเหลือเกินจริงๆ!
ทั้งคู่ต่างก็เห็นท่าทางยังไม่หนำใจจากใบหน้าของอีกฝ่าย จึงอดมองหน้าแล้วหัวเราะไม่ได้ บรรยากาศคลุมเครือและชื่นมื่นอบอวลในเรือนรับรอง
สวีเสี่ยวหลานจ้องอันหลิน จู่ๆ ก็ยื่นเรียวนิ้วขาวออกไปสัมผัสเส้นผมสีขาวของเขา พูดด้วยความถนอมรักว่า “เจ้ามันโง่จริงๆ ข้าไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไหนโง่เหมือนเจ้าเลย”
อันหลินหยิกแก้มขาวนุ่มของสวีเสี่ยวหลานยิ้มๆ “ข้าก็ไม่เคยเจอผู้หญิงที่โง่เช่นนี้เหมือนกัน เราโง่ทั้งคู่ คู่กันได้พอดีเลย”
สวีเสี่ยวหลานขำพรืด “หน้าไม่อายจริงๆ”
อันหลินรำพันว่า “เราช่างเป็นสามีภรรยาที่ร่วมทุกข์กันจริงๆ”
มุมปากของสวีเสี่ยวหลานยกขึ้นน้อยๆ ใบหน้างดงามเปื้อนรอยยิ้มจางๆ “เจ้าพูดไม่ถูกนะ อย่าเอาเปรียบข้าให้มันมาก พวกเราเป็นสามีภรรยาที่ไหนกัน”
อันหลินพยักหน้าเห็นด้วย แก้คำพูดว่า “ไม่ถูกจริงๆ ด้วย พวกเราเป็นคู่รักร่วมทุกข์ต่างหาก”
สวีเสี่ยวหลาน “…”
ชุนเซี่ยชิวตง “…เอ่อ”
[1] ป้อนอาหารหมา หมายถึง พลอดรัก แสดงความรักให้ดู