ระบบแหวนสุดโกงสร้างตำนานในสองโลก - บทที่ 667 รวมเป็นหนึ่ง
บทที่ 667 รวมเป็นหนึ่ง
“เจ้าสำนักซือจริงจังเกินไปแล้ว นับจากนี้พวกเราจะรับใช้นายน้อยไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าพวกเราจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ สำนักทั้งของคุณและของผมจะกลายเป็นสองสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเจียงโจว” สวีอี้ซานเอ่ย
การได้กลายเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเจียงโจว มันคือความใฝ่ฝันอันสูงสุดของอดีตเจ้าวังเมฆาสีชาด เพียงแต่พวกเขาไม่อาจทำให้เป็นจริงได้ ทว่าสวีอี้ซานเองก็มีแรงทะเยอทะยานดังกล่าวเช่นกัน และกระทั่งรู้สึกว่าตนเองอยู่ไม่ไกลจากเป้าหมายแล้วด้วยซ้ำ
“ทั้งสองสำนักจะไม่เป็นเพียงสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเจียงโจว แต่อนาคตจะเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศด้วยเหมือนกันครับ” อู๋ฝานเอ่ยด้วยความมั่นใจ
เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มไม่ได้พอใจแค่การเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเจียงโจว หากพูดถึงในระดับประเทศ ความแข็งแกร่งของเหล่าผู้ฝึกตนในเจียงโจวก็ยังค่อนข้างอ่อนด้อย เนื่องจากแวดวงผู้ฝึกตนของที่อื่นต่างแข็งแกร่งยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นเป็นแค่อันดับหนึ่งในเจียงโจวจึงยังไม่มากพอ
“ครับ นายน้อยกล่าวได้ถูกต้อง” สวีอี้ซานและซือหลินรับคำพร้อมกัน
คนทั้งสองต่างก็มีใจทะเยอทะยาน ตอนที่พวกเขาได้ยินคำพูดของอู๋ฝานจึงรู้สึกตื่นเต้น เพราะหากสำนักของพวกเขาได้ไปยืนอยู่แถวหน้าของระดับประเทศ พวกเขาจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และกลายเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกเอาไว้ในสำนัก
“แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตครับ” เขาตอบรับ “ตอนนี้พวกเราต้องร่วมมือจัดการสำนักชั้นหนึ่งในเจียงโจวที่ยังเหลืออยู่ให้เรียบร้อยก่อน”
ทั้งสองทีมผสานรวมกันเป็นหนึ่งในที่แห่งนี้ และพร้อมกับมุ่งหน้าเดินทางสู่ที่ตั้งของวังเมฆาสวรรค์โดยมีอู๋ฝานเป็นผู้นำ
หลังชายหนุ่มกลับจากโลกแห่งเกม แม้ตนจะนอนเอกเขนกไปมา แต่อินทรีวายุไม่ได้พักผ่อน เมื่อออกมาเขาก็ส่งมันบินออกไปทำภารกิจตรวจสอบสถานที่ตั้งของสำนักทั้งหลายเพื่อสำรวจพื้นที่ก่อนทำการบุก
แม้อู๋ฝานจะค่อนข้างมั่นใจในความแข็งแกร่งของกำลังคนที่มี โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีสำนักล้ำสวรรค์เข้าร่วม แต่ความมั่นใจย่อมต้องมีความระมัดระวังรวมอยู่ด้วย ข้อมูลของศัตรูคือสิ่งสำคัญที่ต้องรวบรวมก่อนเปิดฉากสู้รบ ดังคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
เมื่ออินทรีวายุช่วยตรวจสอบ อู๋ฝานก็ทราบว่าสำนักชั้นหนึ่งที่มีส่วนร่วมกับการซุ่มโจมตีตนเอง และตอนนี้กำลังรวมกำลังกันเป็นปึกแผ่น คนจากสำนักทั้งหลายไปรวมตัวกันที่วังเมฆาสวรรค์เพียงหนึ่งเดียว
“อี้ซาน เรื่องเชลยที่จับกุมตัวได้เมื่อวานเป็นยังไงบ้างครับ?” ระหว่างทาง ชายหนุ่มถามขึ้นมา
ไม่ว่าจะสำนักตะวันเพ็จหรือสำนักทะยานสวรรค์ พวกเขาต่างก็เป็นสำนักชั้นหนึ่งในพื้นที่เจียงโจว ดังนั้นจึงมีศิษย์จำนวนมาก ทั้งยังมีพรสวรรค์สูงส่งและแข็งแกร่ง แม้ศึกเมื่อวานจะมีหลายคนตายไป แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รอดเป็นเชลย หากคนเหล่านั้นยอมกล้ำกลืนและตอบรับ มันจะเป็นผลประโยชน์ต่อวังเมฆาสีชาด
เมื่อวังเมฆาสีชาดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มันก็หมายความถึงความแข็งแกร่งของอู๋ฝานเช่นกัน
“นายน้อย มีกลุ่มคนที่ตัดสินใจยอมเข้าร่วมกับวังเมฆาสีชาดเรียบร้อยแล้วครับ” หลังได้ยินคำถามถึงเชลยของศึกเมื่อวาน สวีอี้ซานก็ได้ดำเนินการตามที่อู๋ฝานสั่งเอาไว้แล้ว หากมีใครยอมรับและตัดสินใจได้ วังเมฆาสีชาดก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล ดังนั้นสวีอี้ซานจึงค่อนข้างให้ความสนใจกับการกำราบและปลอบขวัญเหล่าเชลย
“ถึงจะยังมีกลุ่มคนที่ไม่ตอบรับการเข้าร่วมวังเมฆาสีชาดอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีใจที่แน่วแน่สักเท่าไหร่ครับ ส่วนพวกที่ตอบรับเข้าร่วมเมื่อวาน มันก็ไม่ได้หมายความว่าใจของพวกเขาจะภักดีกับวังเมฆาสีชาดเต็มร้อย ผมเชื่อว่าหลังจากพวกเราสยบกองกำลังผสมของหลาย ๆ สำนักในวันนี้ได้ พวกเขาคงละทิ้งท่าทีต่อต้านและยอมจำนนอย่างไม่มีทางเลือกแน่นอนครับ” สวีอี้ซานตอบกลับ
ความแข็งแกร่งคือภาษาของผู้ฝึกตน แน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งของสำนัก หากสำนักชั้นหนึ่งแถวหน้าอย่างสำนักตะวันเพ็จและสำนักทะยานสวรรค์ไม่ย่อยยับในการศึก บรรดาศิษย์ที่ถูกจับกุมตัวมาก็คงแข็งขืนและต่อต้านจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน
ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น สองสำนักแถวหน้าได้พังทลายลงด้วยฝีมือของอู๋ฝานเรียบร้อยแล้ว เหล่าศิษย์ที่ถูกจับกุมตัวเอาไว้ต่างสูญเสียหลักยึดในใจ ทั้งยังไม่มีใจจะสู้กลับ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หากชายหนุ่มและวังเมฆาสีชาดแสดงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ออกมา แนวคิดของพวกเขาเหล่านั้นจากที่ลังเลจะเปลี่ยนไปเป็นเข้าร่วมอย่างแน่นอน
ซือหลินมองสวีอี้ซานอย่างนึกอิจฉา เหล่าศิษย์จากสำนักชั้นหนึ่งทั้งสองแห่งในเจียงโจว พวกเขามีจำนวนมากมายและแข็งแกร่ง แม้ตอนนี้จะอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้าร่วมกับวังเมฆาสีชาดหรือยอมถูกเนรเทศ แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะยังไงครั้งนี้ก็ทำให้วังเมฆาสีชาดเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล
อู๋ฝานพยักหน้าตอบรับ “คอยใส่ใจเรื่องการชี้นำแนวคิดให้ดีนะครับ สำนักทั้งสองถูกพวกเรากำจัดทิ้ง ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครยอมกลืนความแค้นตอนนี้เพื่อต่อต้านในอนาคต”
“ทราบแล้วครับนายน้อย” สวีอี้ซานตอบรับ เขาไม่ใช่คนอ่อนต่อโลก ต่อให้อู๋ฝานไม่เตือนก็ต้องคิดเผื่อเอาไว้อยู่แล้วเช่นกัน
ทั้งคณะเดินทางอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของวังเมฆาสวรรค์
ขณะนี้ ภายในที่ตั้งของวังเมฆาสวรรค์มีกลุ่มคนเข้ามารวมตัว พวกเขามาจากหลายสำนักและปักหลักอยู่ที่นี่ ทว่าสิ่งหนึ่งที่สำนักเหล่านี้มีเหมือนกัน คือการมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ลอบโจมตีอู๋ฝาน
เมื่อวานสำนักตะวันเพ็จและสำนักทะยานสวรรค์ย่อยยับไปแล้ว ผู้คนเหล่านี้ที่ได้ทราบข่าวคราวถึงกับแตกตื่น เนื่องจากทั้งสองสำนักต่างก็แข็งแกร่งกว่าพวกเขากันทั้งนั้น แต่ผลลัพธ์คือการถูกกำจัดรวดเดียวภายในหนึ่งวัน เพียงแค่เรื่องนี้มันก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาวิตกกังวล
หลังดึงสติกลับคืนมาได้ คนจากสำนักทั้งหลายจึงเลือกที่จะรวมตัวกันโดยไม่ลังเล เพราะอู๋ฝานลงมือกับสำนักตะวันเพ็จและสำนักทะยานสวรรค์ไปแล้ว ลิ่มปักหัวใจกำลังจะยื่นมาถึงและปักพวกเขาลงโลงในไม่ช้า ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรวมตัวกันเพื่อต่อต้าน เรื่องที่เกิดขึ้นกับสองสำนักเมื่อวานได้พิสูจน์แล้วว่าสำนักเพียงหนึ่งไม่อาจต่อกรกับอู๋ฝานและวังเมฆาสีชาดได้ เช่นนั้นทางเลือกของพวกเขาจึงมีแต่ต้องรวมตัวเข้าด้วยกันเพื่อจัดการอีกฝ่าย
“ถ้ายังเลือกได้ ฉันคงไม่เลือกเชื่อคนของสำนักตะวันเพ็จและลงมือทำอะไรแบบนั้นตั้งแต่แรก! หากไม่ได้มีส่วนร่วมกับการซุ่มโจมตีนั้น ตอนนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น!”
“คิดตอนนี้ไปจะได้อะไรขึ้นมา? มีใครบ้างไม่นึกเสียใจ? แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว จะมานึกเสียใจตอนที่อู๋ฝานออกมาตอบโต้ให้มันได้อะไรขึ้นมา? ตอนนั้นไม่ใช่เพราะคิดถึงแต่ผลประโยชน์เหรอ ใครจะคิดว่ามันจะล้างแค้นได้โหดเหี้ยมขนาดนี้กัน”
“แล้วจะทำยังไงดี? อธิบายแล้วขอให้อู๋ฝานยกโทษงั้นเหรอ? มันจะยอมฟังรึไง? ถ้ามันยอมฟังคงไม่มีทางเด็ดหัวสองสำนักนั่นในวันเดียวแน่”
“ถ้าให้พูดตามตรง พวกเราก็ไม่น่าจะสิ้นหวังถึงขนาดนั้นนะ อู๋ฝานกับวังเมฆาสีชาดน่ากลัวก็จริง แต่พวกเราหลายสำนักก็ผนึกกำลังรวมกันแล้ว ต่อให้เป็นพวกมันก็ไม่น่าจะเอาชนะพวกเราได้”
ภายในโถงใหญ่ของวังเมฆาสวรรค์ เจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโสจากหลายสำนักกำลังพูดคุยหารือกัน