ราชันพิชิตหล้า หนึ่งมรรคาสยบฟ้า - ตอนที่ 278 การทดสอบของซูจ้าว
ตอนที่ 278 การทดสอบของซูจ้าว
เหตุผลที่ทำให้เขาผละออกมาจากเรือ เป็นเพราะเขาสังเกตเห็นว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรจากบนเกาะทะยานเข้ามาตรวจสอบ
ยามนี้พอมองไป คล้ายว่าบนเกาะจะมีคนจำนวนมากหาบท่อนไม้ขึ้นไปบนเรือแต่ละลำ
เขาสังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้างเล็กน้อย มองดูท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงแล้ว เขาตัดสินใจจะเข้าไปสืบดูใกล้ๆ จึงมุดลงไปในน้ำอย่างเงียบเชียบอีกครั้ง
สาเหตุที่เขากล้าเข้าใกล้เป็นเพราะที่นี่คือท้องทะเลที่มีคลื่นซัดสาด หากว่าเป็นทะเลสาบที่อยู่บนแผ่นดิน เขาคงไม่กล้าเข้าไปใกล้ เพราะระลอกคลื่นที่กระเพื่อมขึ้นบนผิวน้ำจะถูกคนสังเกตเห็นได้ง่าย แต่ระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นภายในทะเลจะถูกเกลียวคลื่นกลบทับไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เข้าไปใกล้เกาะ มีเสียง ‘ครืดๆ’ หรือไม่ก็ ‘เคร้งๆ’ สับสนวุ่นวายแว่วมาจากใต้น้ำ เขาเคลื่อนที่เข้าไปตามเสียง มาถึงใต้ท้องเรือลำหนึ่ง โผล่หัวขึ้นไปที่ท้ายเรืออย่างเงียบเชียบอีกครั้ง ถึงไม่แนบหูเข้ากับตัวเรือก็ยังได้ยินเสียงเคาะดังตึงตังแว่วมาจากในท้องเรือ แล้วก็ยังมีเสียงเลื่อยไม้ด้วย
ไม่ใช่แค่จากเรือลำเดียว แต่เรือที่อยู่รอบข้างล้วนมีเสียงงานช่างไม้แว่วมาจากในเรือทั้งสิ้น
เขาอยากจะขึ้นไปสังเกตการณ์บนเรือ แต่เพื่อความปลอดภัย สุดท้ายจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
เขาสืบสถานการณ์อยู่ในน้ำสักพัก จากนั้นดำน้ำออกห่างจากเกาะเล็กน้อย พออยู่ห่างจากเกาะก็คอยโผล่หน้าขึ้นมาเป็นระยะ ว่ายวนรอบเกาะ นับจำนวนเรืออย่างละเอียด
หลังจากนับจำนวนอยู่ในใจคร่าวๆ แล้ว เขาก็มุดลงไปใต้ทะเล ดำน้ำออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว
เขาดำน้ำรวดเดียวจนออกมาไกลแล้วถึงได้โผล่มาหายใจ จนกระทั่งออกห่างจากสถานที่แห่งนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว และแน่ใจแล้วว่าคนบนเกาะไม่มีทางสังเกตเห็นตนอีกต่อไป เขาถึงจะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำทะเลแล้วมองสำรวจดูสภาพแวดล้อมรอบข้างเล็กน้อย จากนั้นกระโจนขึ้นมาเดินย่ำคลื่นทะเล เหินทะยานบนผิวน้ำเดินทางกลับ
…..
เมืองต้าเฉิงนับเป็นเมืองสุดท้ายที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงแคว้นฉีที่สุดตามเส้นทางการเดินทางของหนิวโหย่วเต้า
หนิวโหย่วเต้าแวะเที่ยวไปทั่วเมืองอีกครั้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา เดินเล่นไปได้ครึ่งทาง ศิษย์สำนักเบญจคีรีคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกตเห็น พยักเพยิดหน้าให้เฮยหมู่ตานอยู่ไกลๆ
เฮยหมู่ตานไม่เหมือนหนิวโหย่วเต้า หนิวโหย่วเต้ากำลังเดินเที่ยวเตร่อยู่จริงๆ ทว่าเฮยหมู่ตานที่เดินเที่ยวเล่นอยู่ข้างกายหนิวโหย่วเต้ากลับมิได้เที่ยวเล่นจริงๆ หากแต่รับผิดชอบสังเกตการณ์รอบข้าง นี่คือเรื่องที่หยวนกังเคยชี้แนะสั่งสอนไว้เมื่อนานมาแล้ว ถึงขั้นที่ทำการอบรบฝึกฝนคนที่ติดตามใกล้ชิดหนิวโหย่วอย่างจริงจังด้วย
แม้นจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แต่เรื่องบางอย่างก็ไม่ชำนาญเท่าผู้เชี่ยวชาญ
ตอนที่อบรมคนเหล่านี้ หยวนกังได้บอกพวกเขาอย่างชัดเจนว่าเต้าเหยี่ยคือคนคุมหางเสือ หรือก็คือผู้นำของทุกคน ความปลอดภัยของเต้าเหยี่ยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง จะปล่อยให้เกิดเรื่องกับเต้าเหยี่ยไม่ได้ หากเกิดอุบัติเหตุใดขึ้นกับเต้าเหยี่ย ทุกคนไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะได้อยู่ดี ในฐานะผู้ติดตามของเต้าเหยี่ยล้วนต้องรับผิดชอบดูแลความปลอดภัยของเต้าเหยี่ย คอยสังเกตตักเตือนเรื่องที่เต้าเหยี่ยไม่ทันสังเกตให้ทันท่วงที
เพราะเต้าเหยี่ยก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีเพียงสองตาและสองหู ไม่มีทางที่จะคอยสังเกตดูสภาพแวดล้อมทุกอย่างรอบข้างได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะยามที่อยู่ด้านนอก
เฮยหมู่ตานพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อสื่อว่ารับทราบ ศิษย์สำนักเบญจคีรีคนนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ในจังหวะที่หนิวโหย่วเต้าหยุดข้างทางแล้วนั่งยองๆ ดูภาพแผ่นไม้แกะลายชิ้นหนึ่ง เฮยหมู่ตานโน้มตัวลงไป ระหว่างที่พูดคุยยิ้มแย้มกับหนิวโหย่วเต้าอยู่ จู่ๆ ก็กระซิบข้างหูหนิวโหย่วเต้าว่า “ท่านกงซุนเชิญให้กลับไปเจ้าค่ะ”
หนิวโหย่วเต้าพยักหน้าเล็กน้อย สื่อว่ารับรู้แล้ว ทว่ายังนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้นไม่ได้ลุกขึ้นมา ค่อยๆ หยิบแผ่นไม้แกะสลักขึ้นมาชื่นชมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นถึงจะลุกขึ้นมาช้าๆ
ลิ่งหูชิวก็ยกมือไพล่หลังชื่นชมภาพไม้แกะสลักที่แขวนอยู่ เดิมทีเขาไม่ได้นึกสนใจเลย แต่พอเจอกับความอืดอาดยืดยาดของหนิวโหย่วเต้า เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน แล้วก็ค่อยๆ มีความอดทนขึ้นมา ชื่นชมก็ชื่นชม ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว
“พี่ลิ่งหู ข้ามีธุระต้องกลับโรงเตี๊ยมก่อน ท่านจะอยู่ชมที่นี่ต่อหรือไม่?” หนิวโหย่วเต้าเอ่ยถามลิ่งหูชิวที่อยู่ด้านข้าง
ลิ่งหูชิวหันขวับทันที คิดในใจ ถ้าเจ้ากลับไป ข้าจะยังอยู่ชมของผุพังเหล่านี้อีกทำไม?
“เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ” ลิ่งหูชิวโบกมือส่งสัญญาณเล็กน้อย
พอกลับถึงโรงเตี๊ยม เมื่อมองเห็นคนเฝ้าอยู่นอกห้องหนิวโหย่วเต้า ขวางไม่ให้คนนอกเข้าใกล้ ลิ่งหูชิวสื่อสารกับหงซิ่วและหงฝูผ่านทางสายตา รู้แก่ใจดี คาดว่าคงมีเรื่องอันใดอีกแล้ว
ถึงแม้ทางนี้จะไม่ทราบว่าหนิวโหย่วเต้าจะทำอะไร แต่พวกเขากลับทราบดีว่าที่หนิวโหย่วเต้าอืดอาดยืดยาดมาตลอดทางนั้นจะต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังเป็นแน่
พอหนิวโหย่วเต้าเข้าห้อง เฮยหมู่ตานก็รีบปิดประตูโดยเร็ว กงซุนปู้ที่รออยู่ในห้องลุกขึ้นยืน เอ่ยด้วยสีหน้าที่เจือความตื่นเต้น “เต้าเหยี่ย พบสถานที่ดัดแปลงเรือแล้วขอรับ”
หนิวโหย่วเต้าเอ่ยด้วยความแปลกใจ “เร็วขนาดนี้เชียวหรือ?”
นับจากตอนที่วิเคราะห์กันไปก่อนหน้านี้ นี่เพิ่งผ่านไปเพียงห้าวันเท่านั้น ต้องทราบก่อนว่าปีกทองบินไปกลับเพื่อถ่ายทอดข้อความก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน การจัดสรรกำลังคน อีกทั้งการตรวจสอบน่านน้ำที่ตรงกับเงื่อนไขที่ได้ทำการวิเคราะห์เอาไว้ล้วนต้องใช้เวลาทั้งสิ้น มีความคืบหน้าเร็วขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ?
กงซุนปู้พยักหน้าเอ่ยไปว่า “ใช่ขอรับ กำลังคนในแคว้นอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างเดินทาง คนที่อยู่ในเขตทะเลแคว้นฉีแถบนั้นพอได้รับภารกิจก็ออกปฏิบัติการก่อน ผลคือมีคนที่ออกปฏิบัติภารกิจวันแรกก็หาพบทันที เรื่องนี้ต้องยกผลงานให้การกำหนดทิศทางตรวจสอบของพวกเรา มิเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าเรือที่สัญจรไปมาบนท้องทะเลเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่เราตามหาหรือไม่”
“ดี!” หนิวโหย่วเต้ามีสีหน้ากระฉับกระเฉงทันที “อยู่ที่ไหน?”
กงซุนปู้ผายมือไปทางเฮยหมู่ตานเล็กน้อย เฮยหมู่ตานหยิบแผนที่ออกมาอย่างรวดเร็ว แขวนไว้บนผนัง
กงซุนปู้จ้องแผนที่มองสำรวจเล็กน้อย ชี้นิ้วไปยังเขตทะเลแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นฉี “น่าจะอยู่แถบนี้ บนเกาะทะเลแห่งหนึ่ง เขตทะเลแถบนี้มีแนวหินโสโครกมากมาย เรือที่ไม่ทราบเส้นทางการเดินเรือไม่กล้าล่องผ่านที่นี่ ต่อให้ทราบว่ามีเส้นทางผ่านบริเวณนี้อย่างปลอดภัย เรือทั่วไปก็ไม่มีทางมาวนเวียนในแถบนี้ สภาพแวดล้อมในแถบนี้สอดคล้องกับที่พวกเราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ขอรับ”
หนิวโหย่วเต้าถาม “แน่ใจหรือ?”
กงซุนปู้ตอบว่า “แน่ใจขอรับ จำนวนเรือที่จอดเทียบอยู่รอบเกาะแห่งนี้มีมากมายจนยากจะเข้าไปใกล้เพื่อนับให้กระจ่างได้ บนเกาะมีผู้บำเพ็ญเพียรคอยตรวจตรา แต่จำนวนเรือตามที่คนที่ถูกส่งไปตรวจสอบประเมินไว้มีคร่าวๆ ประมาณสองร้อยลำ ทั้งหมดเป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่เหมือนที่พวกเราวิเคราะห์ไว้ แม้คนที่ไปตรวจสอบจะไม่กล้าขึ้นฝั่ง แต่ก็ดำลงไปสำรวจใต้เรือมาแล้ว ยืนยันได้ว่ากำลังดำเนินการดัดแปลงเรือกันอยู่ขอรับ”
หนิวโหย่วเต้าถามอีกครั้ง “หากแล่นเรือมุ่งสู่ชายฝั่งแคว้นฉีใช้เวลาเท่าไร?”
กงซุนปู้ตอบว่า “สอดคล้องกับที่น้องหมู่ตานคาดการณ์ไว้ ประมาณหนึ่งวันขอรับ”
“เรือประมาณสองร้อยลำหรือ? ดูเหมือนจะมีม้าศึกไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นตัว!” หนิวโหย่วหัวเราะเฮอะๆ จ้องมองกงซุนปู้พร้อมสั่งการอย่างเข้มงวด “ให้คนของท่านจับตามองไว้ หากปรากฏสัญญาณว่าจะมีการเคลื่อนย้ายเรือ ให้รายงานทันที! จำไว้ พวกท่านไม่จำเป็นต้องกระทำการใดนอกเหนือไปจากนี้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง จับตามองก็พอ ห้ามแหวกหญ้าให้งูตื่นเด็ดขาด!”
“ขอรับ!” กงซุนปู้ไปจัดการตามคำสั่งทันที
เมื่อส่งกงซุนปู้จากไปแล้ว เฮยหมู่ตานกลับมา มองเห็นหนิวโหย่วเต้าเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องพลางใช้ความคิด จึงรออยู่ด้านข้างอย่างสงบ ไม่ได้รบกวน
จู่ๆ หนิวโหย่วเต้าก็ชะงักเท้า หันไปกล่าวกับนาง “ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป เตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นฉีเดี๋ยวนี้ เจ้าไปแจ้งลิ่งหูชิวหน่อย ดูว่าเขามีความเห็นอย่างไร”
ลิ่งหูชิวยังจะมีความเห็นใดได้อีก เดิมทีก็มาเพื่อช่วยเขาอยู่แล้ว ย่อมติดตามออกเดินทางทันที
…..
การทำงานของฮูเหยียนเวยมีประสิทธิภาพอย่างมาก บอกว่าจะกว้านซื้อบ้านเรือนรอบร้านเต้าหู้มาก็กว้านซื้อมาแล้ว บอกว่าภายในสามวันก็ไม่มีทางเกินไปถึงวันที่สี่
ถัดจากร้านเต้าหู้ไป ชั้นบนของหอแห่งหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปอีกซอยหนึ่ง ภายในห้องรับรองส่วนตัวห้องหนึ่ง ฉินเหมียนยืนอยู่ริมหน้าต่างบานที่อยู่ใกล้กับตรอก กำลังมองสำรวจอะไรบางอย่างทางด้านนอก
หน้าโต๊ะภายในห้อง ซูจ้าวที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดาละเลียดชิมเต้าฮวยสดใหม่ถ้วยหนึ่งอยู่
“มาแล้วเจ้าค่ะ” จู่ๆ ฉินเหมียนก็หันมาเรียกเสียงเบาๆ
ซูจ้าววางช้อนลง ค่อยๆ ลุกขึ้นมา เดินไปที่หน้าต่าง มองเข้าไปในตรอกด้านนอกผ่านบานหน้าต่างที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่ง
ฉินเหมียนเดินไปยังหน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามกับทะเลสาบพราวแสงพลางโบกสะบัดผ้าเช็ดหน้าเล็กน้อย
ตรงมุมตรอก แม่หนูน้อยในชุดสกปรกคนหนึ่งถือชามเต้าหู้ปรากฏตัวขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจู่ๆ ก็เผชิญหน้ากับหยวนกังกะทันหันหรือไม่ จึงทำชามหลุดมือหล่นแตกบนพื้น
แม่หนูน้อยเม้มปากมองดูเต้าฮวยที่สาดกระจายเต็มพื้น สีหน้าเศร้าสร้อย น้ำตาร่วงเผาะๆ ค่อยๆ ย่อกายลงไป คล้ายอยากกอบเอาเต้าฮวยขึ้นมา
หยวนกังหยุดอยู่ตรงหน้านาง ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ค้อมกายให้แม่หนูน้อย ค่อยๆ ย่อตัวลงตรงหน้านางเช่นกัน เอ่ยว่า “เละหมดแล้ว อย่าเก็บเลย”
แม่หนูน้อยสะอื้นไห้อย่างคับข้องใจ “ข้าซื้อให้ท่านย่า”
หยวนกังยื่นมือไปพยุงนางขึ้นมา ช่วยเช็ดน้ำตาให้นาง บนใบหน้าเคร่งขรึมไร้ร้อยยิ้มปรากฏสีหน้าอ่อนโยนอย่างที่หาได้ยากนัก “ไม่เป็นไร ไปซื้อใหม่อีกชุดเถอะ”
แม่หนูน้อยส่ายหน้าพลางเอ่ยสะอื้น “ไม่มีเงินแล้ว”
หยวนกังหยิบเงินออกมายื่นให้นาง แม่หนูน้อยส่ายหน้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว เห็นได้ชัดว่าไม่กล้ารับเงินของคนแปลกหน้าส่งเดช
“ข้ารู้จักท่านย่าของเจ้า…” หยวนกังเอ่ยบางอย่างออกมา ยื่นมือไปกุมมือแม่หนูน้อย แผ่นหลังหนึ่งเล็กหนึ่งใหญ่เดินออกไปจากตรอก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉินเหมียนที่ชะเง้อคออยู่ตรงหน้าต่างมองไปทางร้านเต้าหู้ก็หดคอกลับเข้ามา ยิ้มพลางกระซิบว่า “ชายร่างใหญ่คนนี้ซื้อให้แม่หนูหนึ่งชุดจริงๆ เจ้าค่ะ ซื้อชุดที่ใหญ่กว่าให้ด้วย”
ซูจ้าวค่อยๆ เดินเข้ามาทางหน้าต่างด้านนี้ มองเห็นในมือแม่หนูมีหม้อดินเผาเพิ่มขึ้นมาใบหนึ่ง ซ้ำยังผูกเชือกคล้องไว้อย่างดี จะได้หิ้วได้สะดวก ไม่ต้องถืออีกต่อไป เดินจากไปอย่างมีความสุข
ซูจ้าวค่อยๆ กลับมาที่หน้าโต๊ะ มองเต้าฮวยในถ้วย อารมณ์ปั่นป่วน ภาพเหตุการณ์แผ่นหลังหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กที่เดินจูงมือกันอย่างอบอุ่นยังคงปรากฏอยู่ในหัวของนาง ผ่านไปนานแล้วก็ยังยากจะลบเลือน
ในวันนั้น ยามที่อันไท่ผิงคนนั้นบอกว่าไม่มี ‘แบ่งแยกสูงต่ำจนรวย’ นางได้ยินเต็มหู จิตใจสั่นไหวขึ้นมา
ส่วนเหตุผลที่สั่นไหว นั่นเพราะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความทุกข์ภายในใจของนาง นางปรารถนาจะได้ลงเอยกับบุรุษที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมดั่งปีศาจ หล่อเหลาสง่างามและมีความสามารถแกร่งกล้าคนนั้น แต่นางเป็นใครเล่า? นางเป็นหญิงคณิกา อีกอย่างทุกคนล้วนทราบกันว่านางเป็นนางห้ามของท่านอ๋องผู้หนึ่ง ชื่อเสียงนี้จะติดตัวไปตลอดกาลไม่อาจลบล้างได้
ด้วยค่านิยมในยุคสมัยนี้ นางถามตัวเองอยู่หลายครั้ง อีกทั้งถามเซ่าผิงปออยู่หลายครั้งว่าจะแต่งกับนางจริงหรือไม่?
แม้ว่าเซ่าผิงปอจะให้คำตอบยืนยันแล้ว แต่ความรู้สึกในใจนางก็ยากจะบรรยายได้ นางกำลังคิดว่าหากเซ่าผิงปอประสบความสำเร็จได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดจริงๆ เซ่าผิงปอจะสามารถแต่งกับสตรีที่มีชื่อเสียงอย่างนางได้จริงๆ น่ะหรือ?
สำหรับยุคที่มีค่านิยมเช่นนี้ วาจาของอันไท่ผิงค่อนข้างน่าตกใจยิ่ง อย่าว่าแต่เด็กหนุ่มที่มาหาเรื่องสามคนนั้นเลย แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน ถึงแม้คำพูดนั้นจะไปสัมผัสเข้ากับความอ่อนไหวภายในใจนางก็ตาม
หลังจากนั้น อันไท่ผิงคนนั้นถึงขั้นที่ใช้ร่างขวางอยู่ด้านหน้าของสาวใช้ในหอคณิกาคนนั้น กำบังแส้ที่ฟาดสะเปะสะปะเข้ามาให้สาวใช้
นางสงสัยว่าอันไท่ผิงคนนี้จะกำลังเสแสร้งทำ จึงอยากลองทดสอบอีกครั้ง
อยากเห็นว่าอันไท่ผิงคนนี้หากไม่อยู่ต่อหน้าผู้คน อยากดูว่าตอนที่อยู่ลับหลังผู้คนเขาจะเป็นอย่างไร
เรื่องบางอย่างไม่จำเป็นต้องแสดงอะไรมากนัก เพียงแค่การกระทำและสายตาบางอย่างมันก็เพียงพอจะเผยให้เห็นถึงพิรุธแล้ว
ทว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นเหนือไปจากที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก ความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อเด็กน้อยยากจนคนนั้นทำให้นางรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ ทำให้นางตระหนักได้อย่างลึกซึ้งแล้วว่าในใจของชายคนนี้ไม่ได้แบ่งแยกสูงต่ำจนรวยอันใดเลย ชายคนนี้แปลกแยกแตกต่างจากค่านิยมในยุคสมัยนี้ เป็นบุรุษที่ไม่สนใจภูมิหลังของสตรีจากหอคณิกาอย่างแท้จริง!
…………………………………………………….