ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 253 อดีตของเว่ยจี๋
“ข้าเคยพูดว่าอะไรหรือ” เจียงหลีมึนงงเล็กน้อย
นางจำไม่ได้จริงๆ ว่าตนเองพูดอะไรกับเว่ยจี๋ไปบ้าง หรือเพราะนางพูดกับเว่ยจี๋หลายเรื่อง จึงไม่รู้ว่าเขาหมายถึงคำพูดไหน
ปฏิกิริยาของเจียงหลี ทำให้สีหน้าของเว่ยจี๋มืดครึ้ม
ผิวพรรณสีขาวถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกครึ้ม “เจียงหลี!” เขากัดฟัน เต็มไปด้วยความดุร้าย
เจียงหลีรีบเดินออกไปสองก้าวและหัวเราะเบาๆ “ช่วงนี้ข้าความจำไม่ค่อยดี ทำไมเจ้าไม่เตือนข้าล่ะ”
มุมปากของเว่ยจี๋กระตุกหงึกๆ
คนที่ไม่เคยลืมบอกว่าความจำไม่ดีเนี่ยนะ หน่วยความจำถูกสุนัขกินไปแล้วหรือกระไร
“ข้าพูดอะไรไปบ้างเล่า” เจียงหลีขยับเข้าใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“…” เว่ยจี๋จุกอก พูดไม่ออก
เรื่องแบบนั้น เขาจะพูดอย่างไรดี
แต่ถ้าไม่พูดออกมา มันก็จะคาใจเขาอยู่เยี่ยงนี้ ทรมานราวกับมีก้อนหินหนักๆ มาทับหน้าอกเอาไว้
เมื่อก้าวเข้าไปในตำหนักของเจียงหลี เว่ยจี๋โบกมือพัดปิดประตูใหญ่ เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก เจียงหลีหันกลับมามองเขา กะพริบตาปริบๆ และยังคงมีสีหน้าใสซื่อ
ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์มองนางด้วยแววตาดำดิ่ง เขาขบกรามพูด “เจ้าพูดว่า…ข้ามีใจให้กับศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า”
เอ่อะ…
เจียงหลีมองเขาเบิกตาอ้าปากค้าง และชะงักอยู่กับที่
นางเคยพูดเช่นนี้จริงหรือ
โอ้! ถ้าหากแพร่งพรายออกไป นางต้องถูกศิษย์พี่ใหญ่ตีตายแน่ๆ เลย!
ไม่ ไม่ ไม่ นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ดวงตาของเจียงหลีหรี่ลงอย่างรวดเร็ว นางมองไปที่เว่ยจี๋ด้วยความตกใจและตะโกนออกมา “เจ้าคงไม่คิดอยากได้ศิษย์พี่ใหญ่จริงๆ ใช่หรือไม่!”
“…” ปฏิกิริยาของเจียงหลี ทำให้เว่ยจี๋เจ็บปวดอย่างยิ่ง ดวงตาหงส์เต็มไปด้วยความผิดหวัง
ดูเหมือนว่าเขาได้ปิดกั้นตัวในพื้นที่มืดมนนั้นอีกครั้งและปฏิเสธการเข้าใกล้ของทุกคน
แค่กๆ! เจียงหลีสำนึกได้ว่าตัวเองเล่นใหญ่เกินไปหน่อย จึงแกล้งกระแอมไอเพื่อปกปิดความกระอักกระอ่วนนี้
จริงๆ อย่าโทษนางเลย!
ข่าวนี้ช่างน่าตกใจและกะทันหันเกินไป
คำพูดของเว่ยจี๋ปลุกความทรงจำที่เลือนรางของนาง ดูเหมือนว่า…นางน่าจะ…พูดแบบนี้จริงๆ ตอนเมาใช่หรือไม่
แต่ทว่านางจำได้รางๆ ว่าเว่ยจี๋ปฏิเสธกลับไปนี่นา!
แล้วสถานการณ์ตอนนี้นี่มันเป็นกระไรกัน
เว่ยจี๋นิ่งเงียบ ท่าทางเช่นนี้ทำให้นางทนไม่ได้
เจียงหลีใช้สมองนึกคิด พยายามอย่างหนักเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย “เอ่อ คือ…ตราบใดที่เจ้ากับศิษย์พี่ใหญ่ของข้ารักกันจริงๆ ข้าก็จะไม่คัดค้าน! แหะๆ!”
ทันทีที่พูดจบ เจียงหลีแทบจะตบหน้าตัวเอง นี่นางกำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระอะไรอยู่!
อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่เว่ยจี๋กับศิษย์พี่ใหญ่เป็นบุรุษเหมือนกันเลย ตอนนี้เว่ยจี๋เป็นเพียงแค่วิญญาณชั่วร้ายตนหนึ่ง ศิษย์พี่ใหญ่มองไม่เห็นเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และก็ไม่รู้ว่าเว่ยจี๋มีตัวตนอยู่ ดังนั้นจะรักกันได้อย่างไร
หรือว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความปรารถนาของเว่ยจี๋แค่ฝ่ายเดียว เจียงหลีคาดเดาในใจ
“ความรักหรือ” ในที่สุดเว่ยจี๋ก็ไม่เงียบอีกต่อไป แต่ใบหน้าของเขากลับเผยรอยยิ้มประชดประชัน “ข้าไม่รู้ว่าความรักคืออะไร รักคือความรู้สึกเยี่ยงไร”
รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความประชดและอ้างว้าง รวมทั้งความเจ็บปวดที่ไม่อาจปิดบังในดวงตาของเขาได้
ความเจ็บปวดในดวงตาของเว่ยจี๋ ทิ่มแทงเข้ามาในดวงตาของเจียงหลี
นางค่อยๆ ขยับเข้าไปนั่งลงข้างกายเขา แล้วอยู่เป็นเพื่อนเขาอย่างเงียบๆ
“เจ้ารู้ไหมว่าข้าเกิดมาในครอบครัวแบบไหน” ทันใดนั้นเว่ยจี๋ก็เอ่ยขึ้น
เจียงหลีนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เว่ยจี๋ไม่เคยพูดเรื่องอดีตของเขาให้นางฟัง ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และบางทีอาจจะเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวก็ได้
และสิ่งที่เขาต้องการก็คือผู้รับฟัง
“ครอบครัวข้าเป็นปุถุชนธรรมดา ธรรมดามากเสียจนใครๆ ก็อยากจะเหยียบย่ำ” เว่ยจี๋ยิ้ม แต่ในใจเขารู้สึกขมขื่นอย่างที่สุด ความทรงจำเหล่านั้นเป็นแผลเป็นที่เขาไม่อยากเปิดเผย วันนี้มันกำลังจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าเจียงหลี แม้ว่ามันจะได้เลือดก็ตาม
“ข้ารูปงามหรือไม่” เว่ยจี๋ถาม
เจียงหลีหันไปมองเขา
แน่นอนว่าเว่ยจี๋งดงามมากจริงๆ โดยเฉพาะตอนนี้ ตอนที่เขากำลังเอ่ยถามประโยคนี้ ดวงตาเรียวดุจหงส์แฝงความเย็นชา แต่กลับน่าหลงใหลด้วยความอ้อยอิ่งหยาดเยิ้ม
“เพราะเนื้อหนังของข้าเช่นนี้ ข้าถึงได้เจอกับเรื่องน่าอายและน่าเศร้าที่สุดในโลก” เว่ยจี๋เยาะเย้ย และปรากฏแสงเย็นวาบในดวงตา “พ่อแม่ของข้าต่างเป็นคนธรรมดา ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกท่านให้กำเนิดข้ามาได้อย่างไร ตอนที่ข้าอายุเก้าขวบ มีสตรีจากกลุ่มอำนาจเล็กๆ มาตกหลุมรัก จากนั้นนางก็มาแย่งข้าไป พ่อแม่ตามไปช่วยข้า แต่กลับถูกนางฆ่าตายอย่างไร้ความปรานีต่อหน้าต่อตาข้า ข้าเห็นนางหัวเราะแล้วควักหัวใจของพ่อแม่ข้ามาเหยียบย่ำกับตาตัวเอง”
เจียงหลีตกใจและรู้สึกถึงความสิ้นหวังและความเกลียดชังในความทรงจำของเว่ยจี๋
“แล้วข้าก็ถูกนางพากลับไปด้วย จากนั้นก็ข่มเหงข้า…” อยู่ๆ เว่ยจี๋ก็หยุดพูด ดวงตาพลันเย็นเยียบไม่มีสิ่งใดเปรียบ และน้ำเสียงก็ดำดิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ “เด็กชายวัยเก้าขวบคนหนึ่ง จะไปทำอะไรได้ สตรีสำส่อนนั่นบังคับให้ข้าใช้มือใช้ปาก หากไม่ได้ดั่งใจ นางก็จะตีข้าจนเกือบตาย แต่นางก็สรรหาทุกวิถีทางไม่ให้ข้าตายไปง่ายๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างกายของเจียงหลีก็รู้สึกชาวาบ เรื่องราวในอดีตของเว่ยจี๋ช่าง…
“ข้าอดทนภายใต้การทรมานของนางจนอายุสิบเอ็ดขวบ บางทีนางอาจจะเบื่อแล้วก็ได้ ในงานเลี้ยงงานหนึ่ง สหายของนางคนหนึ่งตกหลุมรักข้า ข้ายิ่งเหมือนสินค้าชิ้นหนึ่งเข้าไปใหญ่ ถูกส่งตัวให้ไปอยู่ในมือของสตรีคนที่สอง” เว่ยจี๋หัวเราะเยาะตนเอง “สิบเอ็ดขวบ ข้าก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพื่อตอบสนองตัณหานางคนนั้น และเพื่อให้มีชีวิตรอดกลับมาแก้แค้นพวกนาง ข้าจึงใช้วิธีทั้งหมดที่เรียนรู้ในสองปีที่ผ่านมาเพื่อปรนเปรอนาง จนนางหลงใหลโงหัวไม่ขึ้น จากนั้นข้าจึงวางแผนอยู่เบื้องหลังให้พวกนางสองคนต่อสู้แก้แค้นฆ่ากันตายเสียเอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าก็รู้สึกมีความสุขกับการเล่นหุ่นเชิด พวกนางในสายตาข้าก็มิต่างอะไรกับหุ่นเชิด”
“…” เจียงหลีนิ่งเงียบ
เว่ยจี๋เล่าต่อ “สองคนนั้นตายไปแล้ว ข้าคิดว่าในที่สุดข้าก็สามารถหลบหนีจากขุมนรกได้ เมื่อข้ามีอิสระ ข้าก็เริ่มฝึกยุทธ์ เพราะตอนนั้นข้ามัวแต่คิดว่าหากไม่แข็งแกร่งพอ แม้กระทั่งตัวเองก็จะปกป้องไม่ได้ จึงทำได้เพียงอดทนอดกลั้น ณ สถานที่ฝึกฝนแห่งหนึ่ง ข้าเจอสตรีนางหนึ่ง ตอนแรกข้ายังคิดว่านางไม่เหมือนกับคนอื่น ศิษย์หญิงในสำนักล้วนใช้สายตาละโมบมองมาที่ข้า แต่ตอนที่นางมองข้า แววตาของนางช่างใสซื่อบริสุทธิ์ ตอนนั้นข้าอายุสิบเจ็ดแล้ว หลังจากที่ชีวิตผ่านความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมามาก ข้าก็จินตนาการถึงอนาคตที่มั่นคง คิดว่าสวรรค์คงจะหยุดทรมานข้า บาปกรรมของข้าควรจะหยุดอยู่แค่นี้”
“จากนั้น ในขณะที่ข้ากำลังซาบซึ้งว่านางไม่เหมือนผู้อื่นอยู่นั้น เมื่อนางใจดีกับข้า แต่ความเป็นจริงนั้นกลับปลุกข้าให้ตื่นขึ้นอย่างรุนแรง ปรากฏว่านางจงใจเข้าใกล้ข้า เพียงเพราะนางต้องการหลอกให้ข้าไปแลกเปลี่ยนวิชาปลุกเสกหุ่นกับคนแก่วิปลาสในถ้ำ”
เจียงหลีอ้าปากพะงาบ อยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออก
ชะตากรรมของเว่ยจี๋ช่าง…
“เจ้าเดาสิว่าข้าไปหรือไม่” จู่ๆ เว่ยจี๋ก็หันกลับมามองนางด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม