ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 142 ควบคุมไว้ไม่ได้น่ะสิ!
“เจ้าไม่ได้คิดขุดหลุมฝังเขาลงไปใช่หรือไม่” เจียงหลีถามอย่างสงสัย
นางไม่ได้จิตใจดีขนาดฆ่าคนแล้วขุดหลุมฝังให้หรอกนะ
ไหวปี้มองบนใส่นาง แล้วตระหนักอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พลิกมือขึ้นมา มีขวดกระเบื้องขวดหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง นางจับขวดกระเบื้องนั้นไว้แน่น เดินไปที่ศพของจู๋เยี่ยนและกล่าวกับเจียงหลีว ว่า “เจ้าถอยห่างไปหน่อย”
เจียงหลีไม่ตอบอะไร และถอยหลังไปสองสามก้าวตามที่ไหวปี้บอก
จากนั้น นางก็เห็นไหวปี้เทของที่อยู่ในขวดกระเบื้องนั้นไว้บนศพของจู๋เยี่ยนอย่างช้าๆ
แหมะๆ!
เมื่อของเหลวที่ไม่รู้ว่าคืออะไรนั้นตกลงไปบนศพของจู๋เยี่ยน ร่างของเขาก็ละลายกลายเป็นน้ำอย่างรวดเร็ว
ไหวปี้เทน้ำที่อยู่ในขวดจนหมด และถอยหลังไป ยกมือขึ้นปิดจมูกเว้นระยะจากกลิ่นเหม็นของศพ
“นี่เป็นน้ำละลายศพที่ข้าพบเจอที่เมืองๆ หนึ่ง ก็จริงอยู่ที่บางคนไม่มีทักษะในการฝึกฝน แต่หากมีทักษะด้านอื่นๆ ก็เก่งกาจกว่าคนธรรมดาทั่วไป” ไหวปี้เงยหน้าขึ้นมองเจียงหลี สายตาทำให้คนซาบซึ้งใจ
“เจ้าเจอกับปรมาจารย์อสรพิษหรือ” เจียงหลีขมวดคิ้ว
ไหวปี้พยักหน้า “ใช่แล้วล่ะ เขามีวิธีการมากมาย ข้ายังแทบจะตกหลุมพรางของเขาเช่นกัน หลังจากฆ่าเขาแล้ว ของดีที่เขาทิ้งไว้ ก็ตกเป็นของข้าโดยทันที”
พูดจบ นางก็ยิ้มหวานให้กับเจียงหลี สายตาดูตื่นเต้น
เจียงหลีหัวเราะ ไม่ได้สนใจท่าทีของนาง แต่กลับขัดแย้งในใจ วังเวิ่นฉิงนี่กำลังฝึกฝนอะไรอยู่กันแน่ ฝึกฝนวิชามารยาจนไม่แยกชายหญิงแล้วอย่างนั้นหรือ
ในที่สุด ศพของจู๋เยี่ยนก็ละลายกลายเป็นน้ำรวมกับดินบนพื้นเป็นที่เรียบร้อย
ไหวปี้ลดมือที่ปิดจมูกลง และยิ้มอย่างเบิกบาน “คราวนี้ ถึงแม้ต้าหลัวจะยังอยู่ ก็ยากที่จะรู้ว่าจู๋เยี่ยนนั้นตายได้อย่างไร”
เรื่องนี้ เจียงหลีไม่ได้สนใจนัก ศัตรูที่ถูกลิขิตไว้แล้วจะปิดบังไปทำไมกัน
นางเป็นคนฆ่าเขาเอง สำนักหลีหุนจงจะมาก็มาได้ หากไม่มา เมื่อถึงเวลานางก็จะไปที่สำนักหลีหุนจงสักครั้งหนึ่งอยู่แล้ว
“ไหวปี้ขอบคุณรองประมุขน้อยที่ช่วยชีวิตไว้เจ้าค่ะ” ทันใดนั้น ไหวปี้ก็คำนับต่อเจียงหลีอย่างกะทันหัน
ปากบอกกว่าขอบคุณ แต่ความรู้สึกที่ปรากฏออกมาของนาง กลับเต็มไปด้วยความยั่วยวน อย่าว่าแต่ชายหนุ่มเลย แค่เจียงหลีเห็นก็รู้สึกใจเต้นแล้ว
“อ่ะแฮ่ม” เจียงหลีกระแอมไอเบาๆ “เจ้านี่ช่างรู้เรื่องราวภายในของฮวงเสินดีจริงๆ”
ไหวปี้ยิ้มอย่างยั่วยวนมากขึ้น “วังเวิ่นฉิงของเรา นอกจากจะเก่งด้านวิชามารยาแล้ว ด้านสืบหาเบาะแสก็เก่งเช่นกัน”
ด้านสืบหาเบาะแส…
เจียงหลีหรี่ตาลง และดึงสติกลับมา หากพูดถึงเรื่องสืบหาข้อมูลเบาะแสแล้ว วังเวิ่นฉิงนั้นมีข้อได้เปรียบจริงๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่า พวกนางมีข้อมูลเกี่ยวกับกลองศิลาจารึกและกลองศิลาจารึกของหนานฮวงที่หายไปตอนนั้นหรือไม่ เจียงหลีละสายตาและไตร่ตรอง
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ตอนนี้กับวังเวิ่นฉิงยังไม่แน่ชัดนัก และเรื่องบางเรื่องก็ยังไม่ถึงเวลาตรวจสอบเช่นกัน
เมื่อเห็นเจียงหลีเพิกเฉยต่อนาง ไหวปี้ก็ฉายแววความขุ่นเคืองในดวงตาของนางและกล่าวว่า “พวกเราก็ไม่รู้ทุกเรื่องหรอก อย่างเช่น ข้าไม่รู้นามของเจ้า”
ในเมืองซู่หยา ทั้งสามคนรวมทั้งเจียงหลี ไม่เคยบอกชื่อของพวกเขาเลย แต่เจียงเฮ่าเรียกนางว่า‘อาหลี’ มู่ชิงเหยียนก็ยิ่งหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อนางมากกว่าใคร
หลังจากที่กลับมาแล้ว นางก็ได้ทำการสอบสวนลับโดยพิจารณาจากการปรากฏตัวของทั้งสาม แต่ก็รู้เพียงว่ามู่ชิงเหยียนนั้นเคยเป็นศิษย์ของเขาเฟิ่งอู่ซานมาก่อน แต่สุดท้ายก็ทรยศแล้วหนีไป
การทรยศแล้วหนีไปของนาง ก็เกี่ยวข้องกับเจียงหลีเช่นกัน แต่เจียงหลีกลับดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับนายน้อยแห่งวังเทียนอู่กง
มีเสน่ห์ดึงดูดมากล้นนัก เมื่อนึกถึงเบาะแสจากการสืบสวน ไหวปี้ก็รู้สึกอึดอัดในใจ และสายตาที่มองเจียงหลีก็ขุ่นเคืองมากยิ่งขึ้น
เจียงหลีดึงสติกลับมา ตกใจกับความขุ่นเคืองในดวงตาของนาง แต่ก็บอกชื่อของตัวเองออกไปว่า “เจียงหลี” ถึงอย่างไรก็ตาม ตอนนี้นางเป็นศิษย์ของตำหนักเย่าแห่งฮวงเสินแล้ว และตั้งแต่ที่นางยังไม่เข้ามา าในดินแดนผนึกมารนี้ นางก็รู้อยู่แล้วว่าทุกคนต่างให้ความสนใจกับศิษย์ของตำหนักเย่าแห่งฮวงเสินมากแค่ไหน หรือบางทีในช่วงเวลาสองปีที่พวกเขายังคงฝึกฝนหาประสบการณ์ในดินแดนผนึกมารนี้ ศิษย์คนใ ใหม่ของตำหนักเย่าจะถูกเลือกโดยกลุ่มอำนาจทั้งหมด
แน่นอนว่าสิ่งที่เรียกว่าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังนั้น เจียงหลีเชื่อว่าฮวงเสินจะจัดการกับมันได้เป็นอย่างดีและจะไม่เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนางอยู่หนานฮวงแน่นอน
ดังนั้น ยังมีความจำเป็นต้องปกปิดชื่ออีกหรือ
“เจียงหลี” ไหวปี้กระซิบเบาๆ เสียงของนางเสนาะและไพเราะราวกับไข่มุกที่ตกกระทบจานหยก แต่เจียงหลีกลับฟังแล้วขนลุก
“เจ้าช่วยเก็บอาการหน่อยได้หรือไม่” เจียงหลีรู้สึกหมดหนทาง
ในฐานะผู้หญิง การถูกผู้หญิงอีกคนหนึ่งยั่วยวนไม่หยุด ก็เขินๆ อยู่เหมือนกัน
แน่นอนล่ะ เจียงหลียอมรับ นางเคยยั่วยวนสตรีมาก่อน แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นเท่านั้น อีกฝ่ายก็รู้ดีและยินดีให้ความร่วมมือ
ตั้งแต่มีลู่เจี้ย นาง…อ่ะแฮ่มๆ ได้กลับตัวกลับใจแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม การยั่วยวนของไหวปี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย แต่เป็นการยั่วยวนนางในฐานะบุรุษคนหนึ่ง กลอุบายเหล่านี้ ไม่สามารถปิดบังนางได้หรอก
“ข้าทำไมหรือ” ไหวปี้มองนางอย่างไร้เดียงสา
เจียงหลีรู้สึกปวดหัว ส่ายหน้าพลางเดินไปข้างหน้า นางรู้สึกว่าไหวปี้แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ แล้วเหตุใดจะต้องพูดต่อไปให้เปลืองน้ำลายกัน
ในการเผชิญหน้ากับไหวปี้ที่สอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลงนั้น เจียงหลีก็ได้เลิกสนใจนางแล้ว มันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้นที่ช่วยชีวิตนาง ที่ฆ่าจู๋เยี่ยนก็ไม่ใช่เพราะไหวปี้ ฉะนั้น เรื องมันจบไปแล้ว ก็ต่างคนต่างไปแล้วกัน
หลังจากนั้น นางต้องการแยกทางกับไหวปี้ แต่ไหวปี้กลับตามติดนางอย่างใกล้ชิด
หลังจากเดินไปได้สักพัก เจียงหลีก็หยุดและหันมาเผชิญหน้ากับนางด้วยความเย็นชา
ไหวปี้แสร้งทำเป็นอ่อนแอ “ดินแดนปีศาจแห่งนี้แปลกมาก และข้าก็เพิ่งถูกจู๋เยี่ยนรังแกมา ข้ากลัวน่ะ เราไปด้วยกันต่างดูแลกันดีหรือไม่”
สายตาที่น่าสงสารนั้น หากเจียงหลีเป็นผู้ชายจริงๆ ต้องรู้สึกสงสารและยืนหยัดที่จะดูแลนางให้นางปลอดภัยเป็นแน่
แต่ทว่า เจียงหลีไม่ใช่ผู้ชาย และนางก็มองวิชาร้อยเล่ห์มารยาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
“พอเถิด” เสียงของเจียงหลีเริ่มเย็นชา
ไหวปี้ตกตะลึง แต่ดวงตากลับดูไร้เดียงสามากขึ้นกว่าเดิม
“เราต่างก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน หากเจ้ายังคงใช้วิชามารยาเพื่อสร้างความสับสนให้กับข้าและบรรลุจุดประสงค์ที่เจ้าหวังต่อไปล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่ออมมือให้คนแปลกหน้าแล้วกัน” เจียงหลีกล่าวด้วยน้ำเ เสียงที่ลึกล้ำ
การทำเช่นนี้ ทำให้ไหวปี้รู้สึกเสียใจยิ่งนัก
มีหมอกปรากฏในดวงตาของนาง มองจนปากของเจียงหลีกระตุก
“ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องวิชามารยามากขนาดนั้น เจ้ายังไม่รู้หรือว่าข้าจริงใจหรือไม่จริงใจ” ไหวปี้มองนางอย่างน้อยใจ
เจียงหลีขมวดคิ้ว กอดอก เอียงศีรษะเล็กน้อยและจ้องไปที่นาง “เจ้าคิดจะทำอะไร”
แน่นอนว่าเจียงหลีสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่านางจริงใจหรือไม่จริงใจ แต่ก็เป็นเพราะนางมองเห็นได้อย่างชัดเจน นางถึงได้อดทนต่อไหวปี้ตลอด
“ข้าเพียงแค่ต้องการติดตามเจ้า ไม่ได้คิดทำร้ายเจ้าสักหน่อย” ไหวปี้บอกความตั้งใจของตัวเองออกไป
เจียงหลีหัวเราะอย่างประชดประชัน “แต่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมองข้าด้วยความรักเช่นนั้น ข้าไม่เหมือนผู้หญิงเลยอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินการดูถูกในคำพูดของเจียงหลี ความเจ็บปวดก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของไหวปี้ “เจ้าคิดว่าข้าต้องการอย่างนั้นหรือ แต่ข้าควบคุมมันไม่ได้น่ะสิ!”