วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 32 ชั้นสองแห่งหอศาสตรา และท่านผู้เฒ่าหลิน
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 32 ชั้นสองแห่งหอศาสตรา และท่านผู้เฒ่าหลิน
บทที่ 32 ชั้นสองแห่งหอศาสตรา และท่านผู้เฒ่าหลิน
“ขึ้นไปชั้นสองงั้นรึ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของศิษย์พี่หลัว เมิ่งฝานก็หันขวับกลับมาทันที แววตาฉายชัดถึงความประหลาดใจ
ชั้นสองของหอศาสตรา สถานที่ที่เขาเฝ้าถวิลหาอยากจะขึ้นไปยลโฉมมานาน แต่ก็มิเคยกล้าบุ่มบ่ามย่างกรายขึ้นไปแม้เพียงก้าวเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเจียมตัวว่าตนเองเพิ่งจะเข้ามาได้ไม่นาน คงยังไร้ซึ่งคุณสมบัติพอที่จะย้ายลำดับขึ้นไปชั้นที่สูงกว่า
เขาเฝ้ารอคอยจังหวะที่ศิษย์พี่หลัวจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนด้วยตนเองมาตลอด และในที่สุด วันนั้นก็มาถึง
“ขึ้นไปชั้นสองเพื่อการใดกันขอรับ?” เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความข้องใจ
ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่หลัวไม่เคยปริปากถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เหตุใดจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจ แล้วเป้าหมายของการขึ้นไปครั้งนี้คืออะไรกันแน่
ศิษย์พี่หลัวลูบเคราเบา ๆ พลางเอ่ย “ถึงเวลาที่ข้าจะพาเจ้าไปพบ ‘ท่านผู้เฒ่าหลิน’ เสียที ในเมื่อเจ้าสามารถทนทานต่อไอร้ายของกระบี่วิญญาณได้ ข้าเชื่อว่าท่านผู้เฒ่าเองก็คงจะสนใจในตัวเจ้าไม่น้อยเช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเมิ่งฝานก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นและคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
นามของ ‘ท่านผู้เฒ่าหลิน’ ผู้ลึกลับท่านนี้ เขาได้ยินจากปากศิษย์พี่หลัวมานับครั้งไม่ถ้วน จนในใจเกิดความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้าว่า ยอดคนท่านนี้แท้จริงแล้วจะมีบุคลิกลักษณะเช่นไร
เมิ่งฝานเอ่ยถามอย่างนอบน้อมและระมัดระวัง “ในเมื่อท่านผู้เฒ่าหลินมิได้เรียกพบข้าด้วยตนเอง หากข้าเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปหาท่านเช่นนี้ จะเป็นการรบกวนท่านเกินไปหรือไม่ขอรับ”
ศิษย์พี่หลัวเห็นท่าทางกระวนกระวายของรุ่นน้องก็หลุดยิ้มออกมา
เขาตบไหล่เมิ่งฝานพลางเอ่ยอย่างไม่ถือสา “เจ้าวางใจเถอะ ท่านผู้เฒ่าหลินเป็นคนอารมณ์สุนทรีย์และเปี่ยมด้วยเมตตาอย่างยิ่ง”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ พยายามระงับความฟุ้งซ่านในใจลง
“ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนหอศาสตราจะปิดทำการ เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะพาเจ้าไปพบท่านเอง ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะผ่านการปะทะกับจิตสังหารของกระบี่โม่หยุนมา ไปพักผ่อนเสียหน่อยเถิด” ศิษย์พี่หลัวสำทับด้วยความห่วงใย
เมิ่งฝานมิได้ดื้อดึง เขาเดินกลับเข้าห้องเพื่อรวบรวมสมาธิและปรับลมหายใจให้คงที่
ในขณะเดียวกัน เขาก็ลอบฝึกปรือ ‘เพลงกระบี่เจ็ดปลิดวิญญาณ’ ที่เพิ่งได้รับสืบทอดมาในห้วงสำนึก… ซึ่งอานุภาพของมันช่างรุนแรงและล้ำลึกเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก!
วิชากระบี่ทั้งหมดที่เมิ่งฝานเคยสัมผัสมา ล้วนมิอาจเทียบเคียงกับ ‘เพลงกระบี่เจ็ดปลิดวิญญาณ’ นี้ได้เลย
แม้แต่ ‘กระบี่ไท่ซั่งไร้รัก’ หรือวิชา ‘ผ่าขุนเขา’ ที่ว่าทรงพลังอยู่แล้ว ก็ยังทิ้งห่างจากวิชานี้อยู่อักโข เมิ่งฝานสัมผัสได้เลา ๆ ว่าอานุภาพของมันก้าวข้ามขีดจำกัดของเพลงกระบี่ทั่วไป และสัมผัสถึงระดับของ ‘จิตวิญญาณแห่งกระบี่’ ไปแล้ว
โดยปกติแล้ว ‘วิญญาณกระบี่’ และ ‘เจตจำนงกระบี่’ คือศาสตร์ขั้นสูงที่ต้องใช้พลังแห่ง หยวนเสิน เป็นตัวขับเคลื่อน ทว่าวิชากระบี่มารชุดนี้กลับบิดเบือนไปจากครรลองหลักโดยสิ้นเชิง มันคือวิชาที่ถลำลึกเข้าสู่มรรคาแห่งมารอย่างแท้จริง!
ปลิดรัก ปลิดแค้น กลายเป็นจอมมารกระบี่ นี่คือวิชาสายมืดที่ทั่วหล้าต่างหวาดเกรง
ถึงกระนั้น เมิ่งฝานก็หาได้ขลาดกลัวหรือคิดจะหลีกเลี่ยง เขามองว่าหนทางมารก็เป็นเพียงเส้นทางหนึ่งในใต้หล้าที่ควรค่าแก่การศึกษาวิจัย ยิ่งไปกว่านั้นด้วยอานุภาพแห่ง ‘หยวนซื่อ – ปฐมธาตุ’ ที่เขามี ซึ่งเป็นพลังที่โอบอุ้มและหลอมรวมสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปฏิเสธพลังจากฝ่ายมาร
ทว่าเมื่อเมิ่งฝานเริ่มจำลองการฝึกปรือในห้วงจิต เขาก็พบกับความผิดปกติอันน่าสะพรึงกลัว…
‘เพลงกระบี่เจ็ดปลิดวิญญาณ’ นี้มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงจนถึงขีดสุด แต่ทุกครั้งที่ร่ายรำ จิตใจจะถูกฉุดกระชากให้ตกอยู่ในสภาวะ ‘เข้าสู่ภวังค์มาร’ เจตนาสังหารจะปะทุพลุ่งพล่านจนยากแก่การควบคุม มีโอกาสสูงยิ่งที่จะเสียสติและเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
แม้จะเป็นเพียงการฝึกซ้อนในมโนสำนึก มิได้ลงมือจริงในโลกภายนอก เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกได้ว่าห้วงจิตของตนถูกปกคลุมด้วยไอสังหารอันไร้ก้นบึ้ง มันเป็นความรู้สึกกระหายเลือดที่อยากจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่งรอบข้างให้สิ้นซาก!
เมิ่งฝานยุติการจำลองวิชาในห้วงคำนึงแล้วลืมตาขึ้น
นัยน์ตาของเขาในยามนี้แดงก่ำพาดผ่านด้วยเส้นเลือดฝอย กลิ่นอายสังหารยังคงตกค้างและหมุนวนอยู่รอบกายอย่างน่าหวาดหวั่น
“มิน่าเล่า… จอมกระบี่มารแห่งนิกายมารกุ้ยอิ่งถึงได้น่าสะพรึงกลัวนักตามคำร่ำลือ ถึงขั้นเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไม่กะพริบตา หากใครก็ตามฝึกปรือวิชาชุดนี้จนถึงขั้นสุดยอด ย่อมหนีไม่พ้นการเสียสติและจุติเป็นมารร้ายโดยสมบูรณ์”
“แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ … ว่าอานุภาพของมันช่างรุนแรงถึงใจนัก”
เมิ่งฝานส่ายหน้าเพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป
หลังจากนั่งปรับลมหายใจอยู่ร่วมหนึ่งชั่วยาม สภาวะจิตใจของเขาก็คืนสู่ความสงบ ไอสังหารที่เคยแผดเผาห้วงจิตราวกับเปลวเพลิงได้มอดดับลงจนหมดสิ้น
เมื่อถึงเวลาปิดหอศาสตรา เสียงของศิษย์พี่หลัวก็ดังขึ้นจากหน้าห้อง “ศิษย์น้องเมิ่ง ได้เวลาแล้ว ตามข้ามาเถิด ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านผู้เฒ่าหลิน”
เมิ่งฝานรีบก้าวออกจากห้องพัก ในอกกระตุกวูบด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะระงับ เขาเดินตามหลังศิษย์พี่หลัวขึ้นบันไดที่ทอดตัวสู่ชั้นสอง… บันไดที่เขาเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่กลับไม่เคยมีโอกาสได้เหยียบย่างขึ้นไปแม้เพียงกึ่งก้าว
ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดเข้าสู่ชั้นสอง พื้นที่โดยรอบดูจะขยับแคบลงกว่าชั้นแรกเล็กน้อย แต่ทว่าความกดดันกลับพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว!
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือราวไม้ที่เรียงรายเป็นระเบียบ เช่นเดียวกับชั้นล่าง ทว่าสิ่งที่วางพาดอยู่นั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกระบี่ทุกเล่มบนชั้นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็น ‘กระบี่วิญญาณ’ ทั้งสิ้น
ในชั้นแรก การจะหากระบี่วิญญาณสักเล่มเปรียบได้กับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ที่ชั้นสองแห่งนี้ กลับไม่มีที่ว่างให้กับกระบี่สามัญเลยแม้แต่เล่มเดียว
เมิ่งฝานกวาดสายตามองดูมวลมหากระบี่วิญญาณที่เรียงรายจนละลานตา หัวใจของเขาพลันสั่นสะท้านด้วยความละโมบในวิถีกระบี่
หากข้าสามารถดูดซับเจตจำนงกระบี่จากศาสตราเหล่านี้ได้จนครบถ้วน รากฐานของข้าจะมั่นคงแข็งแกร่งเพียงใด?
และหากข้าได้กลืนกิน ‘ต้นกำเนิดกระบี่’ ทั้งหมดนี้เข้าไปอีกเล่า ตบะของข้าจะพุ่งทะยานไปถึงระดับที่สั่นสะเทือนฟ้าดินได้ขนาดไหนกัน
และที่เหนือไปกว่านั้น หอศาสตราแห่งนี้มิได้มีเพียงชั้นสอง ทว่ายังมีชั้นสาม ชั้นสี่ และชั้นห้าซุกซ่อนอยู่อีก
เพียงแค่จินตนาการถึงสิ่งที่จะได้พบในชั้นที่สูงขึ้นไป หัวใจของเมิ่งฝานก็พลันเต้นระรัวด้วยความเร่าร้อน
ไม่ต้องสงสัยเลย หอศาสตราแห่งซู่ซันแห่งนี้ คือสรวงสวรรค์และดินแดนมงคลสำหรับข้าอย่างแท้จริง!
ณ มุมทางทิศใต้ของชั้นสอง ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะฟางอย่างสงบนิ่ง ดวงตาของท่านปิดสนิทคล้ายกำลังเข้าสู่ห้วงภวังค์ลึกล้ำ
ชายชราผู้นี้คือ ‘ผู้เฒ่า’ ที่แท้จริง ช่างแตกต่างจากศิษย์พี่หลัวที่แม้ภายนอกจะดูชราภาพแต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ลวงตา
“ท่านผู้เฒ่าหลินครับ นี่คือศิษย์ผู้ดูแลกระบี่คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาประจำการ ตั้งแต่มาถึงเขาก็ปฏิบัติตนได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าจึงพาเขามาเข้าพบท่าน” ศิษย์พี่หลัวก้าวเข้าไปเบื้องหน้าท่านผู้เฒ่าหลินพร้อมกับค้อมตัวลงคำนับอย่างนอบน้อม
เมิ่งฝานรีบโน้มตัวลงคำนับตามทันที ในขณะเดียวกันเขาก็ลอบสังเกตชายชราตรงหน้าอย่างละเอียดและระมัดระวัง
เขารู้ดีว่าสถานะอันสูงส่งและเป็นเอกเทศของหอศาสตราแห่งนี้ ส่วนใหญ่แล้วล้วนมาจากการมีอยู่ของยอดคนเบื้องหน้าเขาท่านนี้เอง เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ท่านผู้เฒ่าหลินต้องมีวรยุทธ์ที่แก่กล้าจนยากจะหยั่งถึง
ในวินาทีที่ท่านผู้เฒ่าหลินค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เมิ่งฝานกลับมีความรู้สึกประหลาดราวกับภาพตรงหน้ามิใช่ดวงตามนุษย์ แต่กลับเป็น ‘คมกระบี่’ ที่วาววับสะท้อนออกมาเลือนลาง
หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ ราวกับว่าชายชราผู้นี้ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับศาสตราไปเสียแล้ว
เบื้องหน้าของเขามิใช่เพียงมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ แต่กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายประหนึ่งมหากระบี่อันคมกริบที่พร้อมจะสะบั้นทุกสรรพสิ่ง!
‘คนกับกระบี่รวมเป็นหนึ่ง’
ความคิดนี้ผุดวาบขึ้นในห้วงคำนึงของเมิ่งฝานอย่างแจ่มชัด
หากมิใช่เพราะเขาได้ซึมซับร่องรอยจาก ‘ศิลาจารึกเทพกระบี่’ มาก่อนหน้านี้ ต่อให้เขามีพรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ที่ล้ำเลิศเพียงใด ก็คงไม่อาจมองสภาวะนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง เพราะลำพังเพียงพรสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หาได้เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่เขาไม่
ทว่าการได้ดื่มด่ำกับเจตจำนงจากศิลาจารึกเทพกระบี่ กลับทำให้เมิ่งฝานได้สั่งสม ‘ประสบการณ์’ และ ‘ความหยั่งรู้’ ในวิถีกระบี่อย่างมหาศาล จนเขาสามารถจำแนกสภาวะที่อยู่เหนือสามัญสำนึกนี้ได้
สภาวะ ‘คนกับกระบี่รวมเป็นหนึ่ง’ มิใช่ระดับขั้นวรยุทธ์ที่วัดกันด้วยพลังปราณ หากแต่เป็นสภาวะทางจิตที่หลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับศาสตรา ยอดฝีมือมากมายฝึกปรือกระบี่มาทั้งชีวิต ต่อให้จะมีตบะบารมีแก่กล้าเพียงใด ก็ใช่ว่าจะสามารถก้าวเข้าสู่สภาวะนี้ได้โดยง่าย
ไม่ต้องสงสัยเลย ท่านผู้เฒ่าหลินผู้นี้คือยอดคนที่ทรงพลังจนยากจะหยั่งถึง!
เมิ่งฝานพลันเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อชายชราเบื้องหน้าอย่างเต็มเปี่ยม มันคือสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ที่จะน้อมคารวะต่อผู้ที่เข้มแข็งและเหนือชั้นกว่าตนเองอย่างแท้จริง
ท่านผู้เฒ่าหลินทอดสายตามองเมิ่งฝานเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ขึ้นที่มุมปาก
“เจ้าทำได้ดีมาก”
น้ำเสียงของท่านนั้นนุ่มนวลเป็นมิตร อีกทั้งแววตาที่มองตรงมายังเมิ่งฝานยังฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้เมิ่งฝานจะมิเคยได้เข้าพบท่านผู้เฒ่าหลินอย่างเป็นทางการ แต่ทุกย่างก้าวและความเป็นไปของเขากลับอยู่ในสายตาของท่านผู้เฒ่าอยู่ตลอดเวลา
เมื่อได้ยินว่าประโยคแรกที่หลุดจากปากของท่านผู้เฒ่าหลินคือคำชมเชยศิษย์น้องคนใหม่ ศิษย์พี่หลัวก็อดมิได้ที่จะรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจเล็ก ๆ เพราะตลอดหลายปีที่เขารับใช้ใกล้ชิดอยู่ในหอศาสตราแห่งนี้ เขาไม่เคยได้รับคำชมแม้เพียงครึ่งคำจากท่านผู้เฒ่าเลยสักครั้ง
ไม่เพียงแต่จะไร้ซึ่งคำชมเชย ในบางคราเขายังแอบเห็นประกายแห่งความผิดหวังวูบหนึ่งในแววตาของท่านผู้เฒ่าเสมอ ในฐานะศิษย์ในนามที่ได้รับโอกาสมาเนิ่นนาน เขากลับไม่อาจทำให้ท่านผู้เฒ่าหลินภาคภูมิใจได้จริง ๆ
“ผู้น้อยเมิ่งฝาน ศิษย์ผู้ดูแลกระบี่คนใหม่แห่งหอศาสตรา ขอน้อมคารวะท่านผู้เฒ่าหลินขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งด้วยความนอบน้อม
ท่านผู้เฒ่าหลินพยักหน้าช้า ๆ เป็นสัญญาณว่าท่านได้จดจำนามนี้ไว้แล้ว จากนั้นดวงตาที่คมปราบดุจกระบี่ของท่านก็เริ่มพินิจพิเคราะห์เมิ่งฝานอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
“ความปรารถนาของเจ้า คือสิ่งใด?” จู่ ๆ ท่านผู้เฒ่าหลินก็เอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
เมิ่งฝานถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความมึนงง เขาไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากได้รับคำชม ประโยคถัดมาที่ยอดคนลึกลับท่านนี้จะเอ่ยถาม คือคำถามที่ชวนสับสนและดู ‘นามธรรม’ เช่นนี้
ภาพในหัวของเขาพลันซ้อนทับกับรายการวาไรตี้ชื่อดังในชาติภพก่อนบนโลกมนุษย์ขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เหล่ากรรมการและเมนเทอร์ผู้ทรงอิทธิพลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ มักจะหันมาถามผู้เข้าแข่งขันด้วยประโยคสุดคลาสสิกว่า “ความฝันของเจ้าคืออะไร?”
จะ ‘ความปรารถนา’ หรือ ‘ความฝัน’ ดูไปแล้วก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
แต่เหตุใดเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด… ราวกับว่าตนเองกำลังจะถูกชักจูงเข้าสู่บทสนทนาสวยหรูเพื่อขายฝันอยู่กันแน่
…
เมิ่งฝานนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขาจ้องมองท่านผู้เฒ่าหลินด้วยท่าทีอึกอักขัดเขิน พยายามเค้นสมองอยู่นานก็ยังไม่อาจบีบคำตอบที่ดูดีออกมาได้แม้แต่คำเดียว
“เอ่อ… ท่านผู้เฒ่าหลินขอรับ ณ เวลานี้ ผู้น้อยยังนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าตนเองมีความปรารถนาอันใด”
ท่านผู้เฒ่าหลินเผยรอยยิ้มละมุน ท่านลุกขึ้นยืนพลางเอื้อมมือมาตบไหล่เมิ่งฝานเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ตรองดูเถิด เจ้ายังมีเวลาอีกมากนัก”
เมิ่งฝานรู้สึกงุนงงจนบอกไม่ถูก เขาเริ่มรู้สึกว่าท่านผู้เฒ่าผู้นี้ช่างมีบุคลิกที่ประหลาดล้ำเกินคาดเดา อย่างน้อยที่สุด การสนทนาในครั้งนี้ก็ดูจะ ‘ติดขัด’ และไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็นเสียเลย
พูดกันตามตรง หากเขาสามารถสลับบทบาทกับท่านผู้เฒ่าได้ เมิ่งฝานคงอยากจะตบบ่าท่านกลับแรง ๆ สักที แล้วโพล่งออกไปว่า “พูดให้รู้เรื่องหน่อยเถอะท่าน!” ทว่านั่นก็เป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝัน ในโลกความเป็นจริง เมิ่งฝานทำได้เพียงสำรวมกิริยาอย่างนอบน้อมที่สุด ก่อนจะเอ่ยว่า
“ผู้น้อยโง่เขลาเบาปัญญา มิอาจหยั่งถึงความหมายลึกซึ้งในคำถามของท่านได้ขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าหลินปรายตามองศิษย์พี่หลัวแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่เมิ่งฝาน
“ตลอดมา ข้าปรารถนาจะหารับศิษย์สืบทอดสายตรงสักคน ก่อนหน้านี้ข้าเคยพิจารณา ‘หลัวน้อย’ อยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่เขายังขาดพรสวรรค์อยู่หลายส่วน ฝีมือยังห่างชั้นกับสิ่งที่ข้าคาดหวังไว้มากนัก”
คำว่า ‘หลัวน้อย’ ทำเอาศิษย์พี่หลัวแทบจะมุดหน้าลงดิน ส่วนท่านผู้เฒ่าก็กล่าวต่อไปว่า “ความจริงแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าเหยียบย่างเข้าสู่หอศาสตรา ข้าก็เฝ้าสังเกตเจ้าอยู่ตลอด ในช่วงแรกข้าค่อนข้างผิดหวัง เพราะรู้สึกว่าเจ้ายังด้อยกว่าหลัวน้อยเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เจ้ากลับสร้างความตื่นตะลึงให้ข้าได้ไม่เว้นแต่ละวัน”
หัวใจของเมิ่งฝานเต้นระรัวอย่างรุนแรง ท่านผู้เฒ่าหลินกำลังคิดจะรับเขาเป็นศิษย์สายตรงอย่างนั้นรึ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เปรียบเสมือนการก้าวกระโดดขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในพริบตาเดียว
ในสำนักกระบี่ซู่ซัน ลำดับชั้นถูกแบ่งไว้อย่างเข้มงวด ตั้งแต่ศิษย์รับใช้ ศิษย์นอก ศิษย์ใน ไปจนถึงศิษย์สืบทอดสายตรง แม้เมิ่งฝานจะไม่ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของท่านผู้เฒ่าหลิน แต่การที่ยอดคนผู้นี้สามารถปกครองหอศาสตราอันศักดิ์สิทธิ์ได้ ย่อมมีอำนาจและบารมีมิด้อยไปกว่าประมุขยอดเขาคนใด
หากได้รับเลือกเป็นศิษย์สายตรงของท่าน สถานะของเขาจะพุ่งทะยานเหนือกว่าศิษย์ฝ่ายในทั่วไปอย่างไม่อาจเทียบติด!
“อาจารย์อยู่เหนือเกล้า โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วยเถิด!”
เมิ่งฝานผู้ข้ามภพมาจากโลกอนาคต ย่อมพกพาคุณสมบัติ ‘หน้าหนาเป็นเลิศ’ ติดตัวมาด้วย เพียงแค่ท่านผู้เฒ่าหลินส่งสัญญาณออกมาเพียงนิด เขาก็รีบตะครุบโอกาสทองนั้นไว้ทันควัน ร่างของเขาลงไปคุกเข่าราบกับพื้นเบื้องหน้าท่านผู้เฒ่าเพื่อทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ในทันที
“เจ้าหนูนี่ช่างรู้ความนัก แต่ข้ายังพูดไม่ทันจบคำเลยนะ” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยปนหัวเราะอย่างเอ็นดู
“ไม่ว่าเรื่องใด โปรดอาจารย์สั่งการลงมาได้เลยขอรับ!” เมิ่งฝานตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม ราวกับศิษย์ผู้ซื่อสัตย์มานับสิบปี
ศิษย์พี่หลัวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ถึงกับยืนบื้อใบ้ ตาค้างด้วยความตกตะลึง ตั้งแต่คบหากับเมิ่งฝานมานานขนาดนี้ เขาเพิ่งจะประจักษ์แจ้งแก่ใจวันนี้เองว่าแท้จริงแล้วรุ่นน้องคนนี้ ‘หน้าด้านหน้าทน’ ถึงเพียงไหน
ก่อนหน้านี้เขายังแอบชมในใจว่าเจ้าเด็กนี่ช่างซื่อตรง มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียเหลือเกิน บัดนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่าตนเองนั่นแหละที่ตาถั่ว!
ช่างเป็นสัจธรรมที่แท้จริง ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ตราบใดที่มีรูปโฉมงดงามปานล่มเมือง จิตใจย่อมมีความซับซ้อนยากแท้หยั่งถึงเสมอ
ในขณะเดียวกัน ศิษย์พี่หลัวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกริษยา หากในวันวานเขากล้าทิ้งศักดิ์ศรีแล้วสวมหน้ากากหน้าหนาเช่นนี้ดูบ้าง บางทีตำแหน่งศิษย์สายตรงของท่านผู้เฒ่าหลินอาจไม่หลุดมือเขาไปก็ได้
น่าเสียดาย… ที่เขาดันเป็นคนซื่อสัตย์จนเกินไป
ท่านผู้เฒ่าหลินทอดสายตามองเมิ่งฝาน แม้ในแววตาจะฉายความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็แสร้งปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้น
“หากคิดจะก้าวข้ามธรณีประตูมาเป็นศิษย์ของข้า เจ้าต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน!”