วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 9 นอกเมือง จิตสังหารปรากฏกะทันหัน!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 9 นอกเมือง จิตสังหารปรากฏกะทันหัน!
รุ่งอรุณวันใหม่ แสงแดดอุ่นสาดส่องผ่านหน้าต่าง ซูอวี่ลืมตาตื่นจากการทำสมาธิบ่มเพาะ
เพียงชั่วข้ามคืน ค่าปราณโลหิตของเขาก็ขยับจาก 3.1 ขึ้นมาเป็น 3.2!
ฟังดูเหมือนเพิ่มมาแค่ 0.1 แต่มันโคตรจะน่าทึ่ง! อย่าลืมว่าเกณฑ์มาตรฐานของ ‘นักสู้ฝึกหัด’ คือปราณโลหิตแค่ 0.5 เท่านั้น! สำหรับคนที่ยังไม่ได้รับวิชาบ่มเพาะอย่างเป็นทางการ การจะดึงปราณโลหิตให้ขยับได้แต่ละหน่วยนั้นช้าเป็นเต่าคลาน
เมื่อวานนี้ คนของสมาคมนักสู้ได้นำส่งวิชาพื้นฐานมาให้เขาแล้ว มันมีชื่อว่า [เคล็ดวิชาชักนำพื้นฐาน]
แม้จะเป็นแค่วิชาระดับ 1 กากๆ แต่พอมีมันช่วยชักนำลมปราณ ความเร็วในการฝึกฝนก็พุ่งพรวดขึ้นหลายเท่าตัว!
“น่าเสียดายที่ได้มาแค่เล่มเดียว ไว้ต้องหาเวลาไปกว้านซื้อมาเพิ่มซะแล้ว ถึงเวลานั้น… เคล็ดวิชาที่คราฟต์ออกมาจากช่องสังเคราะห์จะต้องอัปเกรดเป็นของโคตรแรร์แน่!”
แค่วิชาพื้นฐานระดับ 1 ยังบัฟความเร็วให้เขาได้ขนาดนี้ ซูอวี่แทบจะอดใจรอใช้ช่องสังเคราะห์คราฟต์วิชาระดับสูงกว่านี้ไม่ไหวแล้ว
ชายหนุ่มทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ
“ฉันล่ะอยากจะรู้นัก… ว่าวันนี้ยัยหลิวอี้อี้มันจะงัดลูกไม้บ้าบออะไรมาเล่น!”
ด้วยปราณโลหิตระดับ 3.2 บวกกับอานุภาพของ [หมัดไทเก๊กหยินหยาง] ซูอวี่มั่นใจเกินร้อยว่า หากเจอคู่ต่อสู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตปราณโลหิตขั้นปลาย เขาสามารถบดขยี้พวกมันได้สบายๆ!
และต่อให้ดวงซวยไปปะทะกับยอดฝีมือขอบเขตปราณโลหิตขั้นปลายเข้าจริงๆ เขาก็มั่นใจว่าสามารถหนีเอาตัวรอดได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
เมืองเหิงเฉิงเป็นแค่เมืองเล็กๆ แถบชายแดนต้าเซี่ย ยอดฝีมือขอบเขตหลอมโลหิตก็นับว่าเป็นระดับแนวหน้าเดินกร่างได้แล้ว ส่วนยอดฝีมือขอบเขตปราณโลหิตขั้นปลายก็ถือว่าหาตัวจับยาก ซูอวี่ไม่เชื่อหรอกว่ากลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่จะยอมทุ่มทุนสร้าง ส่งยอดฝีมือระดับนั้นมาเพื่อตามเช็คบิลเด็กมัธยมอย่างเขา
คิดได้ดังนั้น เขาก็เก็บข้าวของลวกๆ แล้วก้าวเท้าออกจากห้อง ตรงดิ่งไปยังจุดนัดหมายทันที
…..
ณ บริเวณริมกำแพงเมืองเหิงเฉิง
ร่างสูงโปร่งของซูอวี่เดินล้วงกระเป๋ามาถึงจุดนัดพบ ห่างออกไปไม่ไกล มีเด็กสาวร่างบอบบางยืนทำหน้าตาน่าสงสารออดอ้อนรออยู่ สายลมพัดชายกระโปรงของเธอปลิวไสวเบาๆ พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อดูเย้ายวนน่าทะนุถนอม… แน่นอนว่าคือหลิวอี้อี้
ทันทีที่ดวงตากลมโตเหลือบไปเห็นซูอวี่ เธอก็รีบปรับสีหน้าดีใจกระโดดเหยงๆ เข้ามาหาทันที
“คุณพี่ซูอวี่ค้าา~!”
น้ำเสียงดัดแบ๊วที่ดังทะลุปรอทเรียกสายตาจากผู้คนรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว ซูอวี่แค่นเสียงเหอะในใจ
“ยัยแอ๊บดัดจริตเอ๊ย!”
ชายหนุ่มปั้นหน้าตาย เดินเข้าไปหาช้าๆ แล้วเอ่ยถามเรียบๆ
“ไง? มีแค่นี้งั้นเหรอ?”
หลิวอี้อี้แสร้งบิดตัวไปมา เผยรอยยิ้มเขินอายที่ผ่านการซ้อมหน้ากระจกมาเป็นร้อยรอบ “แหม~ คุณพี่ซูอวี่เป็นถึงนักสู้ตัวจริงแล้วนี่คะ หนูคิดว่าแค่เราสองคนก็พอแล้วล่ะค่า ไม่ต้องเอาคนอื่นมาเป็นตัวถ่วงหรอกน้า~”
ถ้าเป็นไอ้หน้าโง่คนอื่นมาได้ยินคำเยินยอแบบนี้ คงหน้าบานเป็นจานดาวเทียม หัวใจพองโตหลงระเริงไปถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดแล้ว แต่สำหรับซูอวี่… ในหัวเขามีแต่ความรังเกียจขยะแขยง
“ไม่ต้องมีคนอื่นมาเป็นตัวถ่วงเหี้ยอะไรล่ะ ไม่ใช่ว่าเตรียมแผนจะรุมกระทืบฉัน แล้วกลัวมีพยานมาเห็นหรือไงวะ”
ซูอวี่เก็บซ่อนความเย็นชาไว้อย่างมิดชิด ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าอย่างนั้นก็ออกเดินทางเถอะ”
หางตาของหลิวอี้อี้กระตุกยิก ขนตายาวงอนสั่นไหวเบาๆ เธอยังคงตีหน้าซื่อตาใส “แหม~ คุณพี่ซูอวี่ใจร้อนจังเลยนะคะเนี่ย~ รีบไปก็รีบไปค่า~!”
ซูอวี่มองจริตจะก้านปลอมๆ นั่นแล้วรู้สึกปวดประสาทตุบๆ
“บัดซบเอ๊ย ไม่ใช่แค่ดัดเสียงจนน่าถีบ แต่สกิลตอแหลยังระดับปรมาจารย์!”
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นจิตสังหารเอาไว้
“ใจเย็นไว้ตัวกู ท่องไว้ว่าต้องใช้ยัยนี่ลากคอไอ้ตัวการเบื้องหลังออกมา ถ้าไม่ติดเรื่องนี้ พ่อจะตบให้คว่ำเดี๋ยวนี้แหละ!” ซูอวี่พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วพูดเร่ง “อย่ามัวโอ้เอ้เลย เสร็จธุระแล้วฉันยังต้องรีบกลับไปฝึกต่อ”
หลิวอี้อี้ประสานมือแนบอก ส่งสายตาเทิดทูนบูชาดั่งเห็นเทพบุตร “ว้าวว~ คุณพี่ซูอวี่ขยันจังเลยค่า ขนาดเป็นนักสู้แล้วยังไม่ยอมพักเลย อนาคตคุณพี่ต้องกลายเป็นบุคคลสำคัญระดับบิ๊กของเมืองเหิงเฉิงแน่ๆ เลยน้า~”
มุมปากซูอวี่กระตุกยิกๆ
“สกิลเลียแข้งเลียขาของยัยนี่ แม่งทะลุหลอดขีดจำกัดมนุษย์ไปแล้วสัส…”
ซูอวี่คร้านจะเสวนาต่อ เขาหมุนตัวเดินนำออกไปนอกประตูเมืองทันที
หลิวอี้อี้จ้องมองแผ่นหลังกว้างนั้น คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นอย่างขัดใจ เธอมั่นหน้าว่าตัวเองตกผู้ชายมานักต่อนัก แต่ทำไมมารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนที่งัดมาใช้กับไอ้ซูอวี่ ถึงได้ดูไร้ค่าเหมือนเทน้ำลงทรายแบบนี้?!
หลิวอี้อี้แค่นเสียงหัวเราะหยันในใจ
“ทำมาเป็นหยิ่งยโส! ก็แค่ฟลุ๊กตื่นรู้เป็นนักสู้ไม่ใช่หรือไง? กล้าดีมาล่วงเกินกลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่ เดี๋ยวแกก็เตรียมตัวลงไปคุยกับรากมะม่วงได้เลย!”
คิดจบ เธอก็รีบสับเท้าวิ่งตามซูอวี่ไปติดๆ ปากก็ยังไม่วายส่งเสียงออดอ้อน “คุณพี่ ซูอวี่ค้าา~ รอหนูด้วยสิค้า~”
……
กำแพงเมืองแห่งเหิงเฉิงถูกก่อร่างสร้างขึ้นจากก้อนหินออบซิเดียน แต่ไม่ใช่หินธรรมดา มันคือแร่กลายพันธุ์ที่สามารถซึมซับ ‘ปราณโลหิต’ เข้าไปผสานในเนื้อหินได้!
ความแข็งแกร่งของมันอยู่ในระดับวิปลาส ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตปราณโลหิตขั้นปลายซัดสุดกำลัง ก็แทบไม่ระคายผิวทิ้งรอยขีดข่วนไว้ได้เลย
ถึงกระนั้น สภาพกำแพงเมืองเหิงเฉิงในยามนี้กลับเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บและรอยแหว่งวิ่นจากการโจมตีนับไม่ถ้วน บางจุดยังถูกย้อมด้วยคราบเลือดสีแดงฉานที่แห้งกรัง เพียงแค่ปรายตามอง ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคาวเลือดและรับรู้ได้ทันทีว่ากำแพงแห่งนี้ต้องผ่านการต้านทานฝูงสัตว์อสูรที่บ้าคลั่งมานับครั้งไม่ถ้วน
ไม่นานนัก ซูอวี่และหลิวอี้อี้ก็ก้าวพ้นเขตปลอดภัย มุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตชานเมืองรกร้าง
แม้จะมีคำกล่าวว่า ‘หมื่นเผ่าพันธุ์’ ถูกกองทัพมนุษย์สกัดกั้นหัวหาดไว้ที่ สนามรบหมื่นเผ่าพันธุ์ หมดแล้ว ทว่าความเป็นจริง ภายในอาณาเขตของเผ่ามนุษย์เองก็ยังมีสัตว์อสูรหลุดรอดและเพาะพันธุ์อยู่นับไม่ถ้วน ถือเป็นภัยคุกคามที่คอยสูบเลือดสูบเนื้ออยู่เนืองๆ
บรรดายอดฝีมือเผ่ามนุษย์พยายามจัดทีมออกกวาดล้างอยู่บ่อยครั้ง แต่สัตว์อสูรพวกนี้กลับมีวงจรชีวิตที่น่าขนลุก ฆ่าไปเท่าไหร่ก็เหมือนเด็ดหญ้า ไม่นานฝูงใหม่ก็ผุดขึ้นมาทดแทน ราวกับฆ่าไม่มีวันหมด
นานวันเข้า เผ่ามนุษย์จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ เลิกบุกทะลวงล้างบางสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วหันมาเน้นตั้งรับเป็นหลัก หนึ่งคือพวกมันฆ่าไม่ตาย สองคือตราบใดที่ไม่มีมนุษย์ระดับยอดฝีมือไปยั่วยุจนพวกมันคลั่ง สัตว์อสูรก็แทบจะไม่รวมฝูงบุกโจมตีเมือง สองเผ่าพันธุ์จึงอยู่ในสภาวะคุมเชิง ต่างคนต่างอยู่แบบตึงเครียด
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขตชานเมือง บรรยากาศก็ยิ่งวังเวง
ซูอวี่จงใจชะลอฝีเท้าลง แสร้งขมวดคิ้วทำหน้าหวาดระแวง
“หลิวอี้อี้ ตกลงว่าเป้าหมายของเธอคือสัตว์อสูรตัวไหนกันแน่? ขืนเดินลึกเข้าไปมากกว่านี้ เราอาจจะแจ็กพอตเจอสัตว์อสูรระดับขอบเขตหลอมโลหิตเลยนะ! ถึงตอนนั้นแค่สองคนเอาไม่อยู่แน่!”
คราวนี้ หลิวอี้อี้กลับไม่ได้เออออคล้อยตามประจบประแจงเหมือนเคย เธอกลับชะงักเท้า กวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆ บริเวณแทน
ซูอวี่เลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนเร้นไว้เป็นอย่างดี
“ในที่สุด… หางก็โผล่แล้วสินะ?”
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่ารัศมีรอบด้านไร้เงาผู้คน รอยยิ้มวิปริตก็ฉีกกว้างขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มของหลิวอี้อี้
“คุณพี่ซูอวี่เข้าใจผิดแล้วค่า~ หนูไปบอกตอนไหนเหรอคะว่าจะมาล่าสัตว์อสูร? เพราะเหยื่อที่หนูจะล่าวันนี้… ก็คือคุณพี่ต่างหากล่ะ”
ถึงจะเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว ยัยชาเขียวหน้าด้านก็ยังไม่วายดัดเสียงแอ๊บแบ๊วชวนอ้วก!
และในวินาทีที่สิ้นเสียงกระแดะของเธอ!
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เงาร่างทะมึนสามสายก็พุ่งพรวดพราดออกมาจากเงามืดดั่งภูตผี ปิดล้อมหน้าหลังบล็อกทางหนีของซูอวี่เอาไว้ในพริบตา!
ตามมาด้วยร่างของชายหนุ่มอีกคนที่ก้าวเดินนวยนาดออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ปรากฏตัวเข้าสู่กรอบสายตาของซูอวี่อย่างยโสโอหัง
ซูอวี่หรี่ตาแคบลง แววตาเยียบเย็น “หลี่หลง!”
ไอ้เวรที่เดินกร่างออกมา ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคุณชายหลี่หลง!
ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวไปด้วยความเย้ยหยันและจิตสังหาร มันจ้องมองซูอวี่ราวกับมองซากศพ ก่อนจะแสยะยิ้มหัวเราะลั่น
“ไอ้สวะซูอวี่… แกคงนึกไม่ถึงล่ะสิ! วันนี้ข้าจะส่งแกไปลงนรกเอง!”