ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 65 ข้าไม่รับเจ้าหรอก
“ผู้อาวุโสสิบ... สั่งให้เจ้ามาหาข้างั้นรึ?”
จางอวิ๋นทอดสายตามอง ‘เนี่ยจื้อ’ ที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ระลอกอารมณ์
“หามิได้ขอรับ! ท่านผู้อาวุโสเก้า!”
เนี่ยจื้อรีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม “ข้ามีเรื่องสำคัญ… อยากจะกราบเรียนให้ท่านทราบขอรับ!”
เขาลอบมองจางอวิ๋นด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
ก่อนจะตัดสินใจแบกหน้ามาหาจางอวิ๋นในวันนี้ เขาได้คิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดทั้งคืน
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาเลือก ‘เมิ่งจง’ เป็นอาจารย์ในงานรับศิษย์ เขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงรสชาติของความเสียใจ เพราะเมิ่งจงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขาดั่งที่คาดหวังเลยแม้แต่น้อย
นอกจากตอนนั้นที่เขาเสนอตัวเป็นนกต่อ ส่งข่าวเรื่องสวีหมิงให้ตระกูลหลินเพื่อแลกความดีความชอบ… เมิ่งจงก็แทบไม่เคยชายตามองเขาอีกเลย ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ
กระทั่งงานประลองแลกเปลี่ยนระหว่างสองสำนักเมื่อคราวก่อน เมิ่งจงก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากบอกเขาด้วยซ้ำ
เขาเพิ่งมารู้เรื่องงานประลองนี้จากปากของศิษย์พี่ที่ถูกหามกลับมาในสภาพปางตาย หลังจากไปท้าทายสวีหมิงจนโดนซัดหมอบ ตอนที่เขาและศิษย์คนอื่นๆ ถูกเรียกตัวไปช่วยทำแผลนั่นแหละ
แค่เรื่องนั้นก็เจ็บใจพอแล้ว… แต่ที่ทำให้เขาทรมานใจยิ่งกว่า คือข่าวลือหนาหูที่ว่า ภายใต้สังกัดของจางอวิ๋น นอกจากสวีหมิงแล้ว ยังมีศิษย์จดชื่อไร้ค่าที่ไม่มีใครต้องการอีกคนหนึ่ง ได้ติดตามไปร่วมงานประลองด้วย
เรื่องนี้ทำให้ไฟริษยาในอกเขาเริ่มลุกโชน
และยิ่งหลังจากงานประลองจบลง พอได้ยินวีรกรรมของศิษย์จางอวิ๋น โดยเฉพาะเรื่องที่ศิษย์ทั้งสองคนได้รับ ‘ลูกสัตว์อสูรระดับจินตาน’ เป็นของรางวัล… เขาแทบจะคลั่งตายด้วยความริษยา!
ของล้ำค่าพวกนั้น… มันควรจะเป็นของเขาแท้ๆ!
หากตอนนั้นในงานรับศิษย์เขาเลือกจางอวิ๋น ป่านนี้เขาคงได้เป็นศิษย์เอก ได้เชิดหน้าชูตา ทุกสิ่งที่สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งได้รับ มันก็ควรจะเป็นของเขา!
ยิ่งคิด ความเสียดายก็ยิ่งกัดกินหัวใจ
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแน่วแน่… เขาจะย้ายสำนักอาจารย์! เขาจะไม่อยู่กับคนตาถั่วอย่างเมิ่งจงอีกต่อไป!
เมื่อวานพอได้ยินข่าวว่าจางอวิ๋นรับสาวชาวบ้านคนหนึ่งเป็นศิษย์คนที่สาม เขาจึงตระหนักได้ว่าตัวเองจะมัวรีรอต่อไปไม่ได้แล้ว ขืนช้ากว่านี้ที่ว่างอาจจะเต็ม!
ประจวบเหมาะกับตอนนี้เมิ่งจงไม่อยู่ในสำนัก… โอกาสทองมาถึงแล้ว
เช้าตรู่วันนี้เขาจึงรีบรุดมาที่นี่ เพื่อเดิมพันอนาคตกับจางอวิ๋น
เนี่ยจื้อสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสเก้า… ข้าอยากรายงานเรื่องคอขาดบาดตายเรื่องหนึ่งให้ท่านทราบ!”
“หือ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วมองเขาด้วยความสงสัย
เนี่ยจื้อกัดฟันพูดเสียงเครียด “ท่านผู้อาวุโสเก้า… หลังจบงานรับศิษย์ ผู้อาวุโสสิบ... หรือก็คืออาจารย์ของข้า ได้ส่งข้าไปที่ตระกูลหลิน เพื่อแจ้งเบาะแสของศิษย์พี่สวีหมิงให้ทางนั้นรับทราบ ศิษย์มิกล้าขัดคำสั่งอาจารย์จึงต้องจำใจทำตาม…”
“ตอนนี้ตระกูลหลินรู้แล้วว่าศิษย์พี่สวีหมิงกราบท่านเป็นอาจารย์ ศิษย์พี่สวีหมิงมีความแค้นใหญ่หลวงกับตระกูลหลิน หากพวกมันรู้เรื่องนี้ ย่อมต้องมาหาเรื่องท่านแน่ ขอให้ท่านโปรดระวังตัวด้วยเถิดขอรับ!”
ได้ยินคำสารภาพเช่นนั้น จางอวิ๋นก็มองเนี่ยจื้อด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะกล้ามาสารภาพความผิดด้วยตัวเอง ดูจากท่าทางแล้วน่าจะสมัครใจมาเองด้วย ถ้าเมิ่งจงรู้เข้า มีหวังถูกไล่ออกจากสำนัก หรือเผลอๆ อาจโดนฆ่าปิดปาก!
เนี่ยจื้อตีหน้าเศร้า บีบน้ำตาแสดงความจริงใจสุดชีวิต “ท่านผู้อาวุโสเก้า… ช่วงที่ผ่านมาข้าลำบากใจและรู้สึกผิดมาก สุดท้ายก็คิดได้ว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องบอกให้ท่านทราบ เพื่อไถ่โทษ!”
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว… ขอบใจเจ้ามากที่มาบอก”
จางอวิ๋นพยักหน้าเรียบๆ “ข้าจะระวังตัว!”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะเดินจากไป โบกมือเรียกหุ่นเชิดอวิ๋นหมายเลขหนึ่งเตรียมจะกลับขึ้นยอดเขา
“ท่านผู้อาวุโสเก้า!”
เนี่ยจื้อรีบตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน
จางอวิ๋นหันกลับมามองด้วยหางตา “มีอะไรอีก?”
เนี่ยจื้อกัดฟันแน่น ทรุดตัวลงคุกเข่า ตุบ ต่อหน้าจางอวิ๋น โขกศีรษะลงกับพื้นดิน “ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิดขอรับ ท่านผู้อาวุโสเก้า!!”
“ช่วยเจ้า?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
เนี่ยจื้อเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเว้าวอน “ท่านผู้อาวุโสเก้า… วันนี้ข้านำเรื่องนี้มาบอกท่าน หากผู้อาวุโสสิบเมิ่งจงรู้เข้า เขาไม่มีทางปล่อยข้าไว้แน่ ดังนั้นข้าขอร้องท่าน… ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิดขอรับ!!”
พูดจบก็โขกศีรษะลงกับพื้นอีกครั้งเสียงดังสนั่น
“…”
จางอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมาในลำคอ หึ
เข้าใจแล้ว!
มิน่าล่ะถึงกล้าคาบข่าวมาบอก ที่แท้เนี่ยจื้อก็วางแผนจะ ‘ย้ายค่ายเปลี่ยนนาย’ ทรยศอาจารย์เดิมมาซบอกเขานี่เอง!
รับหมอนี่ไว้ไหม?
จางอวิ๋นส่ายหน้าในใจโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
ถ้าเป็นตอนงานรับศิษย์ เขาอาจจะพิจารณาในฐานะตัวเลือกสำรอง แต่ตอนนี้…
พูดกันตามตรง คุณสมบัติของเนี่ยจื้อ… เขาไม่แลแม้แต่หางตา!
อีกฝ่ายมีแค่รากวิญญาณวารีระดับต่ำ ในขณะที่ศิษย์ทั้งสามคนของเขาตอนนี้ คนที่แย่ที่สุดอย่างอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ยังเป็นถึงรากวิญญาณวารีระดับสุดยอดที่หาตัวจับยาก
ต่อให้เขาอยากรับศิษย์เพิ่มเพื่อทดสอบว่าระบบจะให้รางวัลพิเศษอีกไหม แต่เขาก็ไม่ได้รับมั่วซั่วดาดดื่น
อย่างน้อยเนี่ยจื้อคนนี้… ไม่มีทาง!
เพราะต่อให้ไม่พูดเรื่องพรสวรรค์ แค่เรื่องนิสัยใจคอ จางอวิ๋นก็ไม่อาจยอมรับได้
เพิ่งกราบอาจารย์ได้ไม่ถึงครึ่งเดือน ก็คิดจะย้ายสำนักแล้ว แถมยังเอาความลับของอาจารย์ตัวเองมาขายเพื่อเป็นใบเบิกทาง พูดให้ดูดีคือไม่อยากเห็นผู้อาวุโสร่วมสำนักต้องเดือดร้อน แต่พูดให้ตรงคือ… มันคนทรยศขายอาจารย์ตัวเองชัดๆ!
ถ้าขืนรับมันมา จางอวิ๋นก็ไม่กล้ารับประกันว่าวันดีคืนดี มันจะไม่เอามีดมาแทงข้างหลังเขาบ้าง
ถึงเขาจะไม่ได้ตั้งมาตรฐานศีลธรรมลูกศิษย์ไว้สูงส่งเปี่ยมคุณธรรมอะไร แต่คนประเภท ‘งูพิษ’ ที่พร้อมจะแว้งกัดเจ้าของได้ง่ายๆ แบบนี้… เขาไม่ขอเสี่ยง
“กลับไปซะ… เจ้าเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสิบแล้ว ข้าไม่รับเจ้าหรอก!”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเย็นชา โบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน แล้วเดินหันหลังกลับขึ้นยอดเขาลำดับเก้าไปพร้อมกับอวิ๋นหมายเลขหนึ่งโดยไม่เหลียวแล
“ท่านผู้อาวุโสเก้า! ท่านจะทิ้งศิษย์ไปแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ!”
เนี่ยจื้อหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย ตะโกนลั่นด้วยความสิ้นหวัง “ท่านผู้อาวุโสเก้า! ให้โอกาสศิษย์เถอะขอรับ! ข้ากราบกรานท่านล่ะ… ศิษย์รับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!!”
แต่จางอวิ๋นไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า
ท่าทีเย็นชานั้นทำเอาเนี่ยจื้อกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นในแขนเสื้อจนเล็บจิกเข้าเนื้อ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
ไอ้สารเลว!
ไอ้ผู้อาวุโสเก้านี่มันสารเลวชัดๆ!!
ได้ข้อมูลจากเขาไปแล้ว ก็ถีบหัวส่งกันดื้อๆ เลยเรอะ!! ข้าอุตส่าห์ยอมก้มหัวให้ถึงขนาดนี้!
มองแผ่นหลังของจางอวิ๋นที่ห่างออกไป เนี่ยจื้อเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความอาฆาตมาดร้าย
“วันนี้เจ้าไม่เอาข้า… วันหน้าข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่ปฏิเสธข้า!!”
เขาปาดน้ำมูกทิ้งอย่างน่ารังเกียจ แล้วลุกขึ้นเดินกะเผลกออกจากสำนักหลิงเซียนไปทันที
ยอดเขาลำดับสิบเขากลับไปไม่ได้แล้ว ขืนรอเมิ่งจงกลับมาแล้วรู้ว่าเขาแอบมาหาจางอวิ๋น เขาตายสถานเดียว!
สำนักหลิงเซียนบัดซบนี่… ข้าไม่อยู่แม่งแล้วโว้ย!
…
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว ดุจสายน้ำไหลผ่าน
ผ่านไปอีกครึ่งเดือน
สำนักหลิงเซียนดูสงบสุขร่มเย็นมาตลอด แต่วันนี้… ความสงบสุขนั้นคงอยู่ได้ถึงแค่ช่วงเที่ยงวัน
พอตะวันเคลื่อนคล้อยเลยเที่ยงไปได้นิดเดียว
ครืน——!!
เสียงกัมปนาทต่ำๆ ดังขึ้น แรงดูดมหาศาลพลันระเบิดออกมาจากยอดเขาลำดับเก้า ก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา สูบกลืนพลังปราณฟ้าดินทั่วทั้งสำนักให้ไหลไปรวมกันที่จุดเดียวในพริบตา
“บัดซบเอ๊ย! เกิดอะไรขึ้น? ยอดเขาลำดับเก้าเอาอีกแล้วเรอะ!?”
“อุตส่าห์สงบมาได้ตั้งครึ่งเดือน นึกว่าจะเลิกนิสัยนี้แล้ว! ไอ้พวกโจรยอดเขาเก้า… พวกเอ็งหัดมีความเป็นคนบ้างได้ไหมวะ?”
“โว้ย! มารดาเถอะ! จะดูดก็หัดส่งเสียงมังกรเตือนก่อนสิวะ! พลังปราณที่ข้าอุตส่าห์รวบรวมมาแทบตาย หายเกลี้ยงเลย!!”
…
เสียงก่นด่าระงมไปทั่วทุกยอดเขา ศิษย์สำนักหลิงเซียนจำนวนมากที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ต่างพากันกระอักเลือดลมตีกลับ
แม้จะเริ่มชินชากับพฤติกรรม ‘โจรปล้นพลังปราณ’ ของยอดเขาลำดับเก้าแล้ว แต่ประเด็นคือ ก่อนหน้านี้อย่างน้อยก็ยังมีเสียงมังกรคำรามเตือนล่วงหน้าให้เตรียมใจ แต่นี่อยู่ดีๆ ก็ดูด วูบ ไปเลย ใครมันจะไปตั้งตัวทัน!
ณ ถ้ำที่พัก ยอดเขาลำดับเก้า
“เจ้าอ้วนสร้างรากฐานที… เล่นใหญ่ใช่ย่อยเลยแฮะ!”
จางอวิ๋นยืนกอดอก มองดูอู๋เสี่ยวพั่งที่นั่งสมาธิอยู่กลางถ้ำ ตอนนี้ร่างตุ้ยนุ้ยถูกห่อหุ้มด้วย ‘รังไหมแสงสีทอง’ ที่ถักทอจาก ‘ปราณแท้จริงราชันย์’ จนมิดชิด แล้วก็ได้แต่เดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
แรงดูดพลังปราณระดับนี้… แทบจะไม่ต่างจากตอนที่เขาได้รับพลังคืนกำไรแล้วใช้วิชากายาสูงสุดทะลวงระดับเลยทีเดียว!
“ถ้าหมิงเอ๋อร์ดูดพลังฟ้าดินได้เก่งแบบนี้บ้างก็ดีสิ!”
คิดแล้วเขาก็อดส่ายหน้าไม่ได้
เมื่อเทียบกันแล้ว การทะลวงระดับของอู๋เสี่ยวพั่งช่วยให้เขาสบายใจสบายกระเป๋ากว่าสวีหมิงเยอะ เพราะเวลาอู๋เสี่ยวพั่งต้องการพลัง ก็จะดูดเอาจากฟ้าดินรอบๆ ไม่เกรงใจใคร
ต่างจากสวีหมิงที่ไม่รู้จักดูดข้างนอก รู้จักแต่จะผลาญหินวิญญาณของอาจารย์!
“เฮ้อ… เลี้ยงเจ้าอ้วนประหยัดหินวิญญาณกว่าเยอะ!”
จางอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่ความเปลี่ยนแปลงของอู๋เสี่ยวพั่งผ่านเนตรสวรรค์
1%… 2%… 5%…
ตัวเลขความคืบหน้าในดวงตาค่อยๆ ขยับขึ้นทีละนิดอย่างมั่นคง
หนึ่งนาที… สองนาที… ห้านาที…
จนกระทั่งผ่านไปยี่สิบนาทีแห่งการรอคอย
ตัวเลขในดวงตาของเขาถึงแตะ 100%
แกร๊ก!
เสียงปริร้าวแผ่วเบาดังขึ้น รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนผิวรังไหมแสงสีทอง
วินาทีต่อมา รังไหมทั้งใบก็ระเบิด ตูม ออกเป็นเสี่ยงๆ กระจายแสงสีทองเจิดจ้าไปทั่วถ้ำ!
บึ้ม——!!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกพร้อมกัน คลื่นพลังกระแทกผนังถ้ำจนสั่นสะเทือน
ปรากฏร่างของอู๋เสี่ยวพั่งที่เปลือยล่อนจ้อนไม่ใส่อะไรเลยสักชิ้น ผิวหนังทั่วร่างปรากฏลวดลายอักขระสีทองโบราณพาดผ่าน เหนือศีรษะมีเงามายารูป ‘ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่’ สวมเกราะทองคำยืนตระหง่าน แผ่กลิ่นอายกดดันแห่งราชาที่ทำให้สรรพสิ่งรอบข้างอยากจะก้มกราบกรานด้วยความยำเกรง!
นี่คือกายาแห่งราชันย์ทรราช!
ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลนี้ พลังปราณในกายจางอวิ๋นกระเพื่อมไหวเล็กน้อย แต่เพียงแค่เขายักไหล่เบาๆ ความรู้สึกอึดอัดนั้นก็มลายหายไปราวกับหมอกควัน
นับตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนที่วิชากายาสูงสุดของเขาบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสิบสมบูรณ์แบบ เขาก็ค้นพบว่าเมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางสายเลือดของสวีหมิงหรืออู๋เสี่ยวพั่ง เขาไม่รู้สึกถูกกดข่มเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ราวกับว่าเมื่อกายาของเขาบรรลุถึงขีดสุด… ระดับชั้นของร่างกายก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เหนือกว่ากายาพิเศษทั้งปวง!
【ศิษย์ของท่าน ‘อู๋เสี่ยวพั่ง’ ทะลวงระดับจากกลั่นลมปราณขั้นสิบสูงสุด สู่ระดับสร้างรากฐานขั้นหนึ่งสำเร็จ!】
【ท่านได้รับผลตอบแทนคืนกำไรตบะร้อยเท่า!】
…