ศิษย์หลานข้า ระวังอย่าหลงผิด - ตอนที่ 442 เรื่องต่างดินแดน
แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่อวิ๋นเจี่ยวสัมผัสถึงต้นกำเนิด ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับต่างดินแดนล้วนปรากฏขึ้นในหัวของเธอทันที ปริมาณข้อมูลจำนวนมากจนทำให้เธอตกตะลึง ราวกับฮาร์ดดิ กส์ที่ถูกบรรจุข้อมูลจนเต็ม สิ่งที่น่าประหลาดคือเธอไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย อีกทั้งข้อมูลเหล่านั้นเชื่อฟังอย่างมาก เพียงแค่มีความคิดแวบขึ้นมา เธอก็สามารถเข้าใจได้ถึ งทุกสิ่ง
ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิด แต่ยังมีกฎเกณฑ์หนทางแห่งสวรรค์และการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสิ่ง แค่เพียงเธอต้องการ เธอก็สามารถรับรู้ได้
ดินแดนแห่งนั้นเป็นดินแดนที่แตกต่างไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เป็นดินแดนที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับดินแดนของอาจารย์ปู่เสียมากกว่า ในเวลาเดียวกันดินแดนทางนั้นก็เป็นดินแดนแห่งการฝ ฝึกฝนเซียน เมื่อเทียบกับเสวียนเหมินที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องโลกมนุษย์ต่อต้านมารปีศาจแล้ว คนในดินแดนนั้นฝึกเซียนเพื่อความอมตะ เพื่อพลังที่แข็งแกร่ง ดังนั้นวิธีการที่พวกเ เขาขวนขวายหาพลังจึงโหดเหี้ยม พวกเขาจะทำทุกวิถีทางที่จะปีนป่ายขึ้นที่สูง
พวกเขาไม่สนใจความถูกต้อง ถึงแม้สำนักส่วนใหญ่จะใช้ข้ออ้างพยุงคุณธรรมในการขจัดคนนอก แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเพียงผู้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น อีกทั้งยังศ ศรัทธาในตัวผู้แข็งแกร่งอย่างเปิดเผย ในดินแดนแบบนั้น ไร้ซึ่งความดีความชั่ว มีเพียงความอ่อนแอและความแข็งแกร่ง ทำให้แผ่นดินหมดซึ่งความงามแห่งการเป็นมนุษย์อย่างความยุติธรรม ความเ เห็นใจ ความอ่อนโยนหรือความเมตตา
ดินแดนนี้เป็นดินแดนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอย่างยิ่ง สิ่งที่น่ากลัวคือไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่ดินแดนสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ สรรพสิ่งในดินแดนนี้ล้วนเหมือนกัน เหล่าผู้แข็งแกร่ง หรือเ เกิดมาธรรมดา บางคนได้รับการกดขี่เวลาที่อ่อนแอ ความไม่ยอม ความโกรธแค้นนำพาพวกเขาปีนป่ายขึ้นมาอยู่บนที่สูง แต่ไม่มีผู้ใดที่คิดจะเปลี่ยนแปลงดินแดนแห่งนี้แม้แต่คนเดียว หากแต่หั นกลับมารังแกคนที่อ่อนแอกว่า กลายเป็นคนประเภทเดียวกันกับคนที่ตนเองรังเกียจในเวลานั้น ดินแดนที่ไม่มีจิตใจเห็นแก่ผู้อื่น
อวิ๋นเจี่ยวยิ่งทำความรู้จักยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ดินแดนนี้ไม่มีแม้แต่คุณธรรม คนทั้งดินแดนล้วนต่อต้านความยุติธรรม เที่ยงธรรม รังเกียจความกลมเกลียว โหยหาเพียงความแข็งแกร่ง ดุจดั่งทรา ายที่กระจัดกระจาย
สิ่งสำคัญคือคนเช่นนี้สุดท้ายสามารถฝึกฝนจนบรรลุเป็นเซียน ยืนอยู่จุดสูงสุดของดินแดน อีกทั้งเหล่าเทพตัวปลอมที่รุกรานดินแดนทางนี้ก็คือการมีอยู่ที่สูงสุดของดินแดนทางนั้น
พวกเขาล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งในดินแดนสวรรค์ ไม่มีจุดที่พัฒนาได้อีกแล้ว ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดสามเหลี่ยมทองคำแล้ว แต่ความคิดผู้แข็งแกร่งอยู่รอดที่ฝังลึกนั้นท ทำให้พวกเขาไม่อาจชะลอฝีเท้าในการใฝ่หาความแข็งแกร่ง จนกระทั่ง…พวกเขาพบกับพลังแห่งต้นกำเนิด
หนทางแห่งสวรรค์ในเวลานั้นอ่อนแออย่างมาก กฎเกณฑ์พังทลายลงจนแทบจะหมดสิ้น ดังนั้นจึงไม่อาจยับยั้งได้! ถึงแม้ต้นกำเนิดจะเป็นพลังที่บริสุทธิ์ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่สามารถควบคุมได้
คนเหล่านี้มีต้นกำเนิดอยู่ในมือเสียเปล่า หากแต่ใช้งานไม่ได้แม้แต่น้อย สุดท้ายไม่เพียงไม่ได้รับการยอมรับจากต้นกำเนิด แต่ยังทำให้ดินแดนตกอยู่ในความโกลาหลมากขึ้น รอยร้าวของดินแ แดนจึงปรากฏขึ้น
คนเหล่านี้พบว่ามีรอยร้าวปรากฏขึ้น จึงใช้ประโยชน์จากรอยร้าวข้ามมาดินแดนนี้ เริ่มแรกพวกเขายังไม่ทันได้สังเกตถึงดินแดนที่ไม่มีพลังลมปราณ และไม่อาจฝึกฝนได้นี้
จนกระทั่งในเวลาต่อมาพบว่าขั้นแรกของการควบคุมต้นกำเนิดคือการกลายเป็นเทพ
ส่วนดินแดนทางนี้กำเนิดจิตแห่งเทพได้ง่าย ดังนั้นพวกเขาจึงมีความคิดหนึ่งบังเกิดขึ้น พวกเขาใช้เส้นทางเชื่อมต่อที่ห้าสิบปีเปิดออกหนึ่งครั้ง สนับสนุนหุ่นเชิดในดินแดนทางนี้ ช่วย ยเหลือพวกเขาตามหาเป้าหมายเพื่อแย่งชิงจิตแห่งเทพ ดังนั้นจึงก่อให้เกิดความโกลาหลในหนทางแห่งสวรรค์ทางนี้
แต่ถึงแม้จะมีจิตแห่งเทพ พวกเขาก็ยังคงไม่อาจทำให้ต้นกำเนิดของดินแดนตัวเองยอมรับได้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดจะยึดครองต้นกำเนิดของดินแดนทางนี้แทน
อวิ๋นเจี่ยวยิ่งดูไฟโกรธภายในหัวยิ่งท่วมทวีคูณ อารมณ์ในเวลานี้มีเพียงสองคำที่สามารถอธิบายได้…หงุดหงิด!
ดินแดนนี้น่าหงุดหงิดอย่างมาก! ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทำให้คนที่มีความยุติธรรมอย่างเธอมองดูด้วยความขุ่นเคืองเต็มท้อง มีความคิดอยากจะเปิดห้องเรียนอบรบด้านศีลธรรมให้พวกเขาสักห หลายร้อยห้อง
เธอสูดลมหายใจเข้าเพื่อข่มความวู่วามนี้ พยายามสงบจิตใจลง ก่อนจะยอมรับข้อมูลที่ต้นกำเนิดต้องการส่งให้เธอ จนกระทั่งเธอรับข้อมูลทั้งหมด เพียงแค่คิด เธอก็สามารถรับรู้ข้อมูลขอ องทั้งดินแดน จึงได้ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
“เจ้าหนู เจ้าตื่นแล้ว!” ชายแก่เข้าใกล้ เขาสวมชุดอยู่บ้าน ไม่ใช่ชุดนักพรตเหมือนตอนที่เตรียมตัวกลับชิงหยาง ส่วนอาจารย์ปู่ก็นั่งอยู่ด้านข้างเธอ ภายในมือถือผลไม้จานใหญ่ พลางก กินพลางมองเธอ
อวิ๋นเจี่ยวผงะ ก่อนจะตอบสนองได้ “ข้านั่งสมาธิไปนานแค่ไหน”
“เจ้านั่งมาเกือบอาทิตย์แล้ว!” ชายแก่พูด “หากไม่ใช่อาจารย์ปู่บอกว่าเจ้ากำลังรับต้นกำเนิด ไม่เป็นอะไร ข้าคงร้อนใจตาย”
เธอนั่งสมาธินานเพียงนี้เชียวเหรอ
เยี่ยยวนหันหน้ากลับมา ดึงมือของเธอขึ้นมาตรวจอย่างละเอียด เสร็จแล้วไม่ได้ปล่อยออก เขาถามเสียงต่ำ “เป็นอย่างไร”
อวิ๋นเจี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้ว่าเขาถามถึงเรื่องต้นกำเนิด สักพักถึงได้พูดขึ้น “แย่มาก!” ไม่ใช่แค่วุ่นวายธรรมดา
“ท่านแม่…” ราวกับสัมผัสได้ถึงความขุ่นเคืองของอวิ๋นเจี่ยว เด็กชายเกล้ามวยผมหดตัวเล็กลง มองเธออย่างกังวลและคาดหวัง
อวิ๋นเจี่ยวหันไปมองเขา คิ้วขมวดมากขึ้น ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดแก้ไข “เรียกข้าว่าอวิ๋นเจี่ยวเถอะ!” เอาเถอะ รับก็รับแล้ว ก็คงทำได้เพียงยอมรับความจริง ดังนั้นเธอจึงยืนขึ้น เดิ นไปข้างตัวของเด็กชายเกล้ามวย ยื่นมือแตะลงบนระหว่างคิ้วของอีกฝ่าย
พลังต้นกำเนิดภายในร่างกายของเธอหมุนเวียนขึ้นมาตามความคิดของเธอดุจดั่งสัญชาตญาณ พลังไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งห่อหุ้มเด็กชายเกล้ามวยไว้อย่างรวดเร็ว นาทีถัดมา เห็นเพียงแต่เด็กชายเ เกล้ามวยที่สูงยังไม่เท่าขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างทันตา ร่างกายของเขาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สักพักจากเด็กชายเกล้ามวยตัวน้อยกลายเป็น…เด็กชายเกล้ามวยตัวใหญ่
เด็กชายเกล้ามวยตัวใหญ่ทำหน้าดีใจ กุมมือทั้งสองข้าง พูดด้วยท่าทางตื่นเต้น “ขอบคุณท่านแม่!”
“บอกแล้วว่าให้เรียกข้าว่าอวิ๋นเจี่ยว!” ปากของเธอกระตุก
“ได้ขอรับท่านแม่ ไม่มีปัญหาขอรับท่านแม่!”
“…” หนทางแห่งสวรรค์นี้ปัญญาอ่อนหรือไม่!
“ว้าว!” ชายแก่ตกตะลึง มองดูหนทางแห่งสวรรค์ที่เติบโตในพริบตา “เจ้าหนู นี่…เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเขาจึงโตขึ้นมา”
“ข้าเพียงแค่ใช้ต้นกำเนิดซ่อมแซมเขา กฎเกณฑ์ของเขาในเดิมทีพังทลายลงเท่านั้น”
“เจ้าใช้ต้นกำเนิดได้เร็วเพียงนี้?” ชายแก่กวาดตามองเด็กชายเกล้ามวยตัวใหญ่ด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “พวกเรากลับไปได้แล้วหรือไม่”
“อืม” อวิ๋นเจี่ยวพยักหน้า “น่าจะได้!”
“ดีมาก” ใบหน้าบานของชายแก่เปล่งบาน ในที่สุดก็กลับไปได้แล้ว “ข้าไปวาดยันต์ข้ามดินแดนเดี๋ยวนี้!”
พุดจบก็ลุกขึ้นรื้อค้นหมึกแดงและกระดาษเหลือง