สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?! - ตอนที่ 302 การเชื้อเชิญขององค์หญิง (รีไรท์)
เมื่อเห็นสาวน้อยบนเตียงลืมตาได้สติ ใบหน้าหล่อเหลานั้นปกคลุมด้วยความดีใจอย่างรวดเร็ว ก่อนร้องอย่างดีใจขึ้น
“ซินเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว ฮ่า ๆ ดียิ่งนัก!”
“เซวียน!”
เมื่อเห็นชายหนุ่มข้างเตียง ซินเอ๋อร์ตะลึงงัน ทันใดนั้นคล้ายนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเบะปาก พลันร้องไห้โฮออกมา
ซินเอ๋อร์เวลานี้ ร้องไห้ราวกับเด็กน้อย น้ำตานั้นคล้ายเขื่อนแตก เชี่ยวกรากจนหยุดไม่อยู่
เหลิ่งอวี้เซวียนเห็นพลันกังวล
“ซินเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายที่ใดหรือ เด็กๆ ไปตามหมอหลวง เด็กๆ”
เหลิ่งอวี้เซวียนเวลานี้ เมื่อเห็นท่าทางร้องไห้อย่างน่าสงสารของสาวน้อย ก็สูญเสียสติที่เคยมีไป
เพราะบนโลกนี้ สามารถทำให้เขาปวดใจเช่นนี้ได้ มีเพียงสาวน้อยน่าสงสารผู้นี้
แต่ซินเอ๋อร์ที่ร้องไห้อย่างน่าสงสาร เมื่อเห็นสีหน้าวิตกกังวลของเหลิ่งอวี้เซวียน กลับพลันหยุดร้องไห้ ก่อนเอ่ยปากห้ามเขาขึ้น
“เซวียน ไม่ ข้าไม่เป็นไร”
“เจ้าไม่เป็นไร เหตุใดจึงร้องไห้น่าสงสารเช่นนี้ เจ้าอย่าโกหกข้า หากไม่สบายจริง ต้องเอ่ยออกมา รู้หรือไม่!”
เหลิ่งอวี้เซวียนขมวดคิ้วอย่างห่วงใย
ซินเอ๋อร์ได้ยิน อดพยักหน้า และเอ่ยขึ้นว่า
“เซวียน ข้าเพียงกลัว…”
น้ำเสียงซินเอ๋อร์ยังสะอึกสะอื้น
เพราะหลังผ่านความเป็นความตายมา รู้สึกร่างกายตนจมดิ่งลึกลงไปไม่หยุด ความรู้สึกหายใจติดขัด เย็นเฉียบนั้น ทำให้เธอนึกแล้วยังหวาดกลัวในใจ
ร่างกายพลันสั่นเทาขึ้นมา
เมื่อรู้สึกร่างกายซินเอ๋อร์สั่นเทาไม่หยุด รู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัว ใบหน้าเหลิ่งอวี้เซวียนเต็มไปด้วยความปวดใจ
จึงอดยื่นมือออกไปรวบร่างเล็กของซินเอ๋อร์เข้าสู่อ้อมกอดของตนไม่ได้ ก่อนเอ่ยขื้น
“ซินเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ตอนนี้ไม่เป็นอันใด ข้าอยู่ข้างกายเจ้า!”
“ฮือๆ เซวียน ข้ากลัวจริงๆ ตอนนั้นข้าคิดว่าตนใกล้จะตายจริงๆ ข้ากลัวว่าจะไม่ได้พบหน้าท่านอีก”
เมื่อถูกชายหนุ่มกอดรัดแน่น ซินเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกน้อยใจ ทันใดนั้นน้ำตาไหลรินไม่หยุด ก่อนเอ่ยความหวาดกลัว น้อยใจในใจตนออกมาจนหมด
เมื่อเห็นซินเอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้ เหลิ่งอวี้เซวียนปวดใจสุดชีวิต ดวงตาก็ร้อนผ่าว แดงก่ำ แต่เขายังกอดซินเอ๋อร์แน่น ก่อนเอ่ยปลอบว่า
“เด็กโง่ ตอนนี้เจ้าสบายดีมิใช่หรือ ซินเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว เจ้าร้องไห้จนข้าปวดใจหมดแล้ว”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ เหลิ่งอวี้เซวียนปวดหนึบในใจ คำพูดที่เอ่ยออกมาจึงตะกุกตะกัก
อาจเพราะได้ยินเสียงสะอื้นของชายหนุ่ม ซินเอ๋อร์อดเงยใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ขึ้นมองดวงตาแดงก่ำของชายหนุ่มไม่ได้ และรู้ว่าเธอร้องไห้เช่นนี้ ในใจชายหนุ่มต้องทรมานอย่างมากแน่ นอน
พอคิดถึงตรงนี้ ซินเอ๋อร์อดสูดน้ำมูก ก่อนเอ่ยขึ้นไม่ได้
“เซวียน ข้าหยุดร้องไห้แล้ว ท่านอย่าเสียใจเลย”
เสียงอ่อนหวานของซินเอ๋อร์ ยังแฝงความแหบแห้ง ทำให้คนฟังอบอุ่นในใจ
เหลิ่งอวี้เซวียนได้ยิน อดพยักหน้าไม่ได้
“ได้ เช่นนั้นเจ้าอย่าร้องไห้อีกเลย”
“อืม”
ซินเอ๋อร์ได้ยิน อดพยักหน้าไม่ได้ ขณะเธอยังไม่ทันเอ่ยปาก
ทันใดนั้น นางกำนัลผู้หนึ่งพลันเดินเข้ามา ก่อนเอ่ยกับเหลิ่งอวี้เซวียนอย่างนอบน้อบว่า
“ทูลองค์ชาย องค์หญิงอ้าวเทียนเสวี่ยในตำหนักหลินซิงรู้ข่าวว่าแม่นางซินเอ๋อร์ตกน้ำจนเสียขวัญ จึงสั่งให้บ่าวนำปลิงทะเลร้อยปีมามอบให้ และยังเอ่ยว่าคืนนี้ตำหนักหลิงซินจั ดเตรียมอาหารและสุรา เรียนเชิญแม่นางซินเอ๋อร์และองค์ชาย เพื่อรำลึกความหลังเพคะ”
หลังได้ยินคำพูดนางกำนัลผู้นั้น เหลิ่งอวี้เซวียนอดขมวดคิ้วงามไม่ได้ ทันใดนั้นเอ่ยปากกับนางกำนัลผู้นั้นว่า
“นำขององค์หญิงอ้าวเทียนเสวี่ยกลับไปเถิด!”
เหลิ่งอวี้เซวียนเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
เพราะเขาค้าขายมานานหลายปี จึงผ่านผู้คนมานับไม่ถ้วน
ครั้งนี้ องค์หญิงอ้าวเทียนเสวี่ยมีท่าทีมอบของขวัญล้ำค่าให้ แต่ความจริงไม่ได้หวังดี
ดังนั้น เหลิ่งอวี้เซวียนจึงปฏิเสธอย่างไม่เกรงใจ
หลังได้ยิน นางกำนัลผู้นั้นน้อมรับคำสั่งหมายถอยออกไป แต่ซินเอ๋อร์ด้านข้างกลับพลันเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวก่อน”
ซินเอ๋อร์ร้องตกใจขึ้น ทันใดนั้นหันไปเอ่ยกับเหลิ่งอวี้เซวียน
“เซวียน นี่ดูไม่ดีกระมัง เพราะนี่คือน้ำใจของนาง รวมทั้งนางยังเป็นถึงองค์หญิง พวกเราทำเช่นนี้ ถือว่าไม่ให้เกียรตินาง คงไม่ดีแน่!”
“ซินเอ๋อร์ เจ้าไร้เดียงสาเกินไป หญิงผู้นี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแผนการ เอ่อ…”
เหลิ่งอวี้เซวียนยังพูดไม่จบ ก็ถูกซินเอ๋อร์ปิดปาก
“เซวียน ยังมีผู้อื่นอยู่ เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้ หากถูกคนลือออกไป…”
ซินเอ๋อร์ใช้มือปิดปากเหลิ่งอวี้เซวียน พลางเอ่ยเสียงเบาข้างหูของเขา
เหลิ่งอวี้เซวียนได้ยิน รู้สึกเพียงน่าขัน ทันใดนั้นดึงมือเล็กของซินเอ๋อร์ลง ก่อนเอ่ยว่า
“ได้ ข้าไม่พูด แต่รับปากข้า ห้ามเข้าใกล้หญิงผู้นั้นให้มาก”
เหลิ่งอวี้เซวียนเอ่ยอย่างห่วงใย
เพราะเขาพักนี้ใจคอไม่ดี กลัวซินเอ๋อร์ที่จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์จะพบกับอันตราย
ดังนั้น เขาจึงต้องปกป้องสาวน้อยผู้นี้
และคนที่มีจุดประสงค์ร้าย จิตใจร้ายกาจพวกนั้น เขาต้องกั้นซินเอ๋อร์ออกให้ห่างที่สุด
เหลิ่งอวี้เซวียนคิดในใจ แต่หลังซินเอ๋อร์ได้ยินคำพูดเขา กลับขมวดคิ้ว และเอ่ยขึ้น
“เรื่องอื่นข้าล้วนเชื่อฟังท่าน แต่ครั้งนี้ องค์หญิงตั้งใจให้คนนำตัวยาล้ำค่ามามอบให้ และยังจัดเตรียมงานเลี้ยง เชื้อเชิญพวกเราไปร่วมงาน หากเราไม่ไป คงดูไม่เห็นใจผู้อื่นแ แน่ เอาเช่นนี้เซวียน ครั้งนี้พวกเราไปกันเถิด ถึงอย่างไรมีท่านอยู่ มิใช่หรือ!”
ซินเอ๋อร์เอ่ยด้วยสีหน้าหนักแน่น และเชื่อมั่นในตัวของเหลิ่งอวี้เซวียน
เหลิ่งอวี้เซวียนได้ยิน เห็นชัดว่ามีความสุข ดังนั้นอดเลิกคิ้วงาม ก่อนเขี่ยจมูกเล็กของซินเอ๋อร์ไม่ได้ และเอ่ยขึ้น
“เจ้าเชื่อใจข้าขนาดเชียวหรือ!
“บนโลกนี้ หากข้าไม่เชื่อท่าน ยังจะเชื่อผู้ใดได้อีก!”
หลังได้ยินคำพูดของเหลิ่งอวี้เซวียน ซินเอ๋อร์จึงกล่าวยิ้มๆ และได้รับจุมพิตรวดเร็วดุจสายฟ้าจากเหลิ่งอวี้เซวียน
แม้จุมพิตนี้จะแผ่วเบา และผละออกขณะซินเอ๋อร์ยังไม่ได้สติ แต่ยังคงหวานชื่นในใจของซินเอ๋อร์
…
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน กลางคืนเข้ามาเยือน
โคมไฟถูกแขวนขึ้น สายลมเย็นพัดเอื่อย
บนท้องฟ้ามืดมิดกว้างใหญ่ พระจันทร์ลอยเด่น ดวงดาวระยิบระยับ ดุจเพชรเม็ดงาม สาดส่องแสงลงมายังพื้นดิน ทำให้คืนนี้สวยงามชวนหลงใหลเช่นนี้
ตรงข้ามกับท้องฟ้าสวยงามชวนหลงใหล ภายในวังหลวงเทียนหยวน โคมไฟถูกแขวนสูง ห่างกันห้าก้าว แสงไฟสลัวนั้น ทำให้รอบด้านของวังหลวงสว่างไสว
ตรงข้ามกับวังหลวงโอ่อ่าตระการตายามกลางวัน วังหลวงยามเย็น อาคารตั้งเรียงราย ภูเขาจำลองน้ำตก หน้าต่างประตูลายสลัก มีกลิ่นอายแปลกใหม่กว่าปกติ
ซินเอ๋อร์พักผ่อนมาทั้งวัน เวลานี้จึงไร้ปัญหา
เวลานี้เธอกำลังแต่งตัวภายใต้การปรนนิบัติของเหล่านางกำนัล
สวมชุดฝ่ายในสีขาวหิมะ บริเวณชายเสื้อและปกเสื้อ ปักลายดอกไม้เล็กๆ อันประณีต ตัดเย็บอย่างพอดีตัว ขับเน้นรูปร่างอรชรได้สัดส่วนของเธอ
เส้นผมยาวดำสนิทนั้น เกล้าขึ้นอย่างเก๋ไก๋ ตรงกลางปักด้วยปิ่นรูปดอกอวี๋หลันขาว ขับเน้นให้เธออ่อนช้อยน่าหลงใหล
ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้น ไร้เครื่องประทินโฉม แต่กลับงามสง่าโดดเด่น ผิวขาวผ่อง ดุจเทพธิดาหลงทางลงมายังโลก ทำให้เหลิ่งอวี้เซวียนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ มองอย่างลุ่มหลง
“ซินเอ๋อร์ เจ้างามจริงๆ”
เหลิ่งอวี้เซวียนเอ่ยจากใจ และสายตาที่มองซินเอ๋อร์เปี่ยมด้วยความลุ่มหลงอย่างไม่ปิดบัง
ซินเอ๋อร์ได้ยิน สองแก้มอดร้อนผ่าวไม่ได้ ก่อนก้มหน้าลง เอ่ยเสียงเบากับเหลิ่งอวี้เซวียน
“เซวียน ท่านเองก็หล่อเหลาเช่นกัน!”
ซินเอ๋อร์เอ่ยความจริง
เพราะชายหนุ่มตรงหน้า โดดเด่นเหนือผู้ใด หล่อเหลาไม่ธรรมดา หายากในโลกใบนี้
เวลานี้ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมหมางผาวสีม่วง คาดด้วยสายรัดเอวอัญมณีสีแดง รองเท้าลายเมฆมงคล การแต่งกายที่สง่างามนี้ ยิ่งทำให้ชายหนุ่มบุคลิกโดดเด่น สูงส่งน่าเกรงขาม
ใบหน้าหล่อเหลา อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าประณีตดังหยกแกะสลักนั้น ไม่ว่าเธอมองเขากี่รอบ ทุกครั้งอดถูกรูปโฉมที่หล่อเหลาของเขา ทำให้หลงใหลไม่ได้
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอใจเต้นที่สุดคือ ความอ่อนโยนของชายหนุ่ม ที่มีให้เพียงเธอ
พอคิดถึงตรงนี้ ซินเอ๋อร์ละมุนในใจ เหลิ่งอวี้เซวียนเห็นเช่นนั้น อดมีสีหน้าอ่อนโยนลงไม่ได้ ยื่นมือใหญ่ไปที่ซินเอ๋อร์
ซินเอ๋อร์เห็นเช่นนั้น ตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจความหมายของมัน ดังนั้นจึงส่งมือเล็กตนออกไป ปล่อยให้มือใหญ่ของชายหนุ่มกุมมือเล็กของตนไว้แน่น
พวกเขาสองคนเดินออกจากตำหนักทอแสง ตรงไปที่ตำหนักหลิงซิน
ความจริงตำหนักหลิงซินอยู่ไม่ไกลจากตำหนักทอแสง เหลิ่งอวี้เซวียนเพราะกังวลสุขภาพของซินเอ๋อร์ เดิมทีคิดให้ซินเอ๋อร์นั่งเกี้ยว แต่ซินเอ๋อร์ปฏิเสธ
เพราะเธอนอนตลอดทั้งวัน กระดูกจึงปวดร้าว ดังนั้นจึงอยากเดินเล่น
เหลิ่งอวี้เซวียนย่อมไม่ปฏิเสธคำขอร้องของเธอ ดังนั้นระหว่างทาง เหลิ่งอวี้เซวียนกุมมือเล็กของซินเอ๋อร์แน่น ก่อนเดินตรงไปที่ตำหนักหลิงซิน
ระหว่างทางพบกับนางกำนัลบ่าวไพร่ในวังไม่น้อย
ทุกคนเมื่อเห็นชายหล่อเหลา และสาวน้อยงดงามดังหยกเช่นนี้ ในใจต่างอิจฉาอย่างที่สุด
ซินเอ๋อร์เมื่อเผชิญกับสายตาอิจฉาตาร้อนของทุกคนรอบด้าน ในใจหวานชื่นขึ้นมา
เพราะเธอรู้ว่าเซวียนดีกับเธอที่สุด
ดังนั้น เธอจึงรักเซวียนอย่างหมดหัวใจ
เพราะนอกจากเรื่องนี้ เธอไม่รู้ควรใช้สิ่งใดตอบแทนความดีงามที่เขามีต่อเธอ
พอคิดถึงตรงนี้ ซินเอ๋อร์อดมองใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาของชายหนุ่มไม่ได้ ก่อนเม้มปากยิ้มอย่างละมุน
รอยยิ้มนั้น เพียงหญิงสาวที่อยู่ในภวังค์ความสุขเท่านั้นจึงจะมี
รอยยิ้มละมุนนั้น แฝงไปด้วยสีหน้าแห่งความสุข ทำให้คนมองอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
แต่ซินเอ๋อร์กลับไม่รู้ว่า เวลานี้ไม่ไกลจากพวกเขา มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ กำลังยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ
เห็นเพียงชายหนุ่มนั้น เวลานี้ถือไหสุราไว้ในมือ และสายตานั้นแฝงด้วยความเสียใจ จับจ้องที่ร่างเล็กนั้นไม่วางตา