สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 372 เตรียมตัวสู้กลับกันดีกว่า
ซือหม่าโยวเย่ว์ตกตะลึงอยู่ในใจ ประมุขตำหนักผู้วิเศษมารับไปด้วยตนเองเชียวหรือ
ความสัมพันธ์ระหว่างหุบเขามารเทพกับตำหนักผู้วิเศษมิได้ดีสักเท่าใดนัก เหตุใดประมุขตำหนักผู้นั้นจึงรับตัวอูหลิงอวี่ไปอยู่ข้างกายตนได้เล่า ทั้งยังให้เขาเป็นผู้วิเศษแห ห่งตำหนักผู้วิเศษ มีสถานะอันสูงส่งยิ่งกว่าประมุขตำหนักย่อยทั่วๆ ไปเสียอีก
โดยเฉพาะการที่เขามารับอูหลิงอวี่ไปด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เธอจึงรู้สึกอยู่ตลอดว่าภายในนั้นมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่
แต่คิดไปตอนนี้ก็คิดผลลัพธ์อะไรไม่ออกอยู่ดี จึงกดคำถามนี้เอาไว้ที่ส่วนลึกของหัวใจ
“คนของสำนักรุ้งจันทราพักผ่อนกันไปพอสมควรแล้ว พวกเราออกเดินทางกันต่อดีกว่านะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“พวกเราจะเดินไปตามทิศทางเมื่อครู่กันต่อใช่หรือไม่” เจ้าอ้วนชวีถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์หยิบก้อนหยกออกมาดูก็พบว่าจุดเล็กสีแดงนั้นมีแนวโน้มในการเคลื่อนไหวจางๆ จึงเอ่ยว่า “พวกเราไปรับพวกพี่ใหญ่กันก่อนดีกว่า พอรับตัวพวกเขาได้แล้วค่อยว่ากั น”
“พวกเขาออกจากการปลีกวิเวกแล้วหรือ” ซือหม่าโยวเล่อถาม
ก่อนหน้านี้พวกเขาหยิบก้อนหยกออกมาดูความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกซือหม่าโยวหลินก็ไม่เคยขยับเขยื้อนตลอดมา ดังนั้นพวกเขาจึงคาดเดาว่าคนเหล่านั้นต้องกำลังปลีกว วิเวกอยู่อย่างแน่นอน
“อืม พวกเขาเริ่มขยับเขยื้อนกันแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า “ไป พวกเราไปรับพวกเขากัน”
พวกเขาเปลี่ยนทิศทางกันเล็กน้อย บินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่พวกซือหม่าโยวหลินอยู่
ที่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาเดินทางกันทั้งวันทั้งคืน หลายวันต่อมา ตอนที่ซือหม่าโยวหลินหยิบก้อนหยกออกมาก็พบว่าซือหม่าโยวเย่ว์อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาแล้ว
“พวกโยวเย่ว์ก็มุ่งหน้ามาทางพวกเราเช่นกัน” ซือหม่าโยวหยางพูด
“เช่นนั้นอีกไม่นานพวกเราก็คงได้พบกันแล้วล่ะ” ซือหม่าโยวฉิงพูด “ไม่รู้ว่าผ่านไปหลายเดือน พวกโยวเย่ว์จะมีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรกันบ้าง”
“ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีโอกาสเช่นเดียวกับพวกเราหรือไม่” ซือหม่าโยวหมิงพูด
“สัญชาตญาณบอกข้าว่าเจ้าเด็กโยวเย่ว์ผู้นั้นจะต้องแซงหน้าพวกเราไปอีกหลายช่วงตัวแน่” ซือหม่าโยวหยางพูด
“ได้พบกันก็รู้เองนั่นแหละ” ซือหม่าโยวหลินมิได้คาดเดา แต่เขาก็รู้สึกว่าซือหม่าโยวเย่ว์น่าจะมีโอกาสด้วยเช่นกัน ถึงอย่างไรนางก็โชคดีเช่นนั้นเสมอ
ผ่านไปอีกหลายวัน ทั้งสองฝ่ายก็ได้พบหน้ากันในที่สุด หุบเขามารเทพและคนของสำนักรุ้งจันทราได้เห็นซือหม่าโยวหลินและคนอื่นๆ แล้วประหลาดใจอยู่บ้างว่าเหตุใดซือหม่าโยวเย่ ว์จึงวิ่งมาเป็นระยะทางไกลขนาดนี้เพื่อมารับพวกเขา
ตอนที่พวกเขาบินมาทางนี้ก็ไม่รู้เรื่องที่ซือหม่าโยวเย่ว์จะมารับคนเลย ยังคิดว่าพบคนของถ้ำเมฆขาวอยู่ทางนี้ จนกระทั่งตอนที่พวกเขาติดต่อกันเมื่อครู่ พวกเขาถึงได้รู้วัตถุ ประสงค์ของซือหม่าโยวเย่ว์
“น้องห้า!”
“โยวเย่ว์!”
“พี่ใหญ่!”
คนสองกลุ่มได้พบหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายล้วนมีสิ่งที่อยากจะพูด จากนั้นซือหม่าโยวเย่ว์จึงพาคนของหุบเขามารเทพและสำนักรุ้งจันทราไปยังอีกทางหนึ่ง ส่วนพวกเขาก็ไปรวมตัวกันอีกฟ ฟาก
“เจ้าเลื่อนไปถึงระดับจ้าววิญญาณแล้ว” ซือหม่าโยวหลินมองซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดอย่างแน่ใจ
“เจ้าก็พุ่งไปถึงระดับราชันวิญญาณขั้นสี่แล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“อะไรนะ เจ้าเลื่อนไปถึงระดับจ้าววิญญาณแล้ว! ก่อนหน้านี้เจ้าเพิ่งจะเป็นระดับราชันวิญญาณขั้นห้าเท่านั้นเองมิใช่หรือ” ซือหม่าโยวฉิงตกใจจนร้องออกมา ดึงดูดความสนใจของคนในละแว วกนั้นมาจนหมด
คนของหุบเขามารเทพรู้เรื่องนี้แล้ว แต่เมื่อได้ยินอีกครั้งก็ยังรู้สึกพรั่นพรึงอย่างยิ่งอยู่ดี
ส่วนคนของสำนักรุ้งจันทรานั้นไม่สงบนิ่งอีกต่อไปแล้ว หาตัวคนของหุบเขามารเทพมาสอบถามข้อเท็จจริง จนได้รับคำตอบที่ชัดเจน ชายหญิงรูปงามเหล่านั้นต่างตะลึงงันกันไปเสียแล้ว
แต่ความตกตะลึงยังไม่จบลงเท่านี้ ความสนใจของพวกเขาไปอยู่ที่ฟากโน้นโดยไม่รู้ตัว จึงได้รู้จากการสนทนาของพวกซือหม่าโยวหลินว่าพวกเขาดูเหมือนจะมีคนที่พลังยุทธ์เพิ่มขึ้นส สองถึงสามขั้นในระยะเวลาที่ผ่านไปสิบเดือน
แม้แต่ที่เบื้องบนก็ยังพบผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ได้น้อย แต่พวกเขากลุ่มนั้นล้วนเป็นเช่นนี้กันหมด!
“ปรากฏว่าผู้ที่อยู่กับเจ้าหุบเขาน้อยล้วนมิใช่คนธรรมดากันทั้งสิ้น” เสิ่นเหราเบ้ปากเล็กน้อย ไม่สงวนท่าทียิ่งกว่าใคร
คนอื่นๆ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่สนใจปฏิกิริยาของคนเหล่านี้ แล้วถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกซือหม่าโยวหลินหลังแยกจากกัน จึงได้รู้ว่าพวกเขาได้พบสถานที่บำเพ็ญที่คล้ายคลึงกับของเผ่า าพันธุ์หมาป่าหิมะในการฝึกยุทธ์ นอกจากนี้ยังปลีกวิเวกมาตลอดจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ จึงถอนหายใจออกมา
จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องราวของพวกตนให้ฟัง ทั้งยังเล่าเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ในตอนนี้อีกด้วย
“ยังดีที่พวกเจ้าไม่ได้พบกับคนเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นข้าออกไปแล้วคงไม่มีทางแก้ตัวกับพวกจิ้งจอกเฒ่าได้เลย” เธอพูด
“ถึงแม้ว่าพวกเราจะมิได้พบตรงๆ แต่ก็เคยเห็นคนสองกลุ่มต่อสู้กันอยู่ไกลๆ ไม่รู้ว่าจะใช่พวกที่เจ้าบอกหรือไม่” ซือหม่าโยวหยางเอ่ย
ตอนนั้นพวกเขารับสัมผัสถึงอันตรายเบื้องหน้าได้อย่างเฉียบแหลม จึงมิได้เข้าไป หากแต่ซ่อนตัวดูอยู่ข้างๆ แทน
ซือหม่าโยวเย่ว์ถามถึงจุดสังเกตของคนเหล่านั้น หลังจากนั้นจึงเรียกตัวพวกอวิ๋นอี้มาถามดู ปรากฏว่าเป็นคนของถ้ำเมฆขาวกับสำนักวิชาของเบื้องบนอีกแห่งหนึ่ง เพียงแต่เป็นสำนักว วิชาที่มีอำนาจน้อยหน่อยแห่งหนึ่งเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าคราวนี้ถ้ำเมฆขาวจะมิได้จัดการเพียงแค่พวกเราเท่านั้น แต่ยังไล่ล่าสังหารบรรดาคนของสำนักเล็กๆ อีกด้วย” เฉียวย่าสีหน้าหนักใจ “พวกเขาทำอะไรอย่างไร้กังวลเช่นนี้ได้ จะต้องมีหลักประกันอื่นๆ นอกจากการร่วมมือกับตำหนักผู้วิเศษอยู่อีกอย่างแน่นอน”
“หรือว่าจะเกี่ยวกับเบื้องบน” เสิ่นเหราคาดเดา
“ก็ไม่แน่นะ ปกติแล้วเบื้องบนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเราเบื้องล่าง ว่ากันว่ามีข้อตกลงกันอยู่ แต่ความจริงเป็นเช่นไรนั้น พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน” เฉียวย่าพูด
“เบื้องบนหรือ เบื้องบนของดินแดนโบราณยังมีดินแดนอยู่อีกหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ไม่ใช่” เสิ่นเหราพูด “นี่คือส่วนหนึ่งของอาณาเขตเบื้องบน เบื้องบนเป็นคำที่พวกเราใช้เรียกอาณาบริเวณอีกแห่งหนึ่ง ความจริงแล้วพวกเราอยู่ในดินแดนแห่งเดียวกัน”
“อ้อ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ส่วนหนึ่งที่ว่านี้ก็คงแบ่งส่วนจากพลังยุทธ์เช่นเดียวกันใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ในอาณาบริเวณที่พวกเราอยู่แบ่งออกเป็นแดนชั้นนอก แดนชั้นกลาง และแดนชั้นใน แดนชั้นนอกเป็นสถานที่ที่ขุมอำนาจทั่วไปรวมตัวกันอยู่ พวกเราอยู่ที่แดนชั้นกลาง ส่วนเบื องบนที่พวกเราพูดถึงก็คือแดนชั้นใน” เฉียวย่าพูดอธิบาย
ซือหม่าโยวเย่ว์จับจุดในคำพูดของนางได้อย่างเฉียบคม… อาณาบริเวณที่พวกเราอยู่ ก็หมายความว่าอาจยังมีอาณาบริเวณอื่นๆ อยู่อีก
เธออยากสบถออกมาสักประโยคหนึ่งจริงๆ ว่า ที่แท้แล้วโลกใบนี้ใหญ่โตสักเพียงใดกัน!
แต่เธอมิได้ถามสิ่งนี้ออกมา ไม่อย่างนั้นก็อาจจะทำลายความไว้วางใจของทุกคนลงได้
“ตอนนี้เหลืออีกสองเดือนก็จะถึงเวลาที่ต้องจากไปแล้ว พวกเราใช้เวลาสองเดือนนี้กันให้เต็มที่ ให้พวกเขาต้องเสียใจที่มาแตะต้องพวกเรา!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด หลังจากนั้นจึงมอง พวกเสิ่นเหราแล้วเอ่ยว่า “ข้าว่าพวกเจ้าคงมีวิธีตามหาร่องรอยของคนเหล่านั้นกระมัง ไม่ต้องสนใจขุมอำนาจที่มารวมตัวกันเหล่านั้น พวกเราแค่รวบรวมตัวการหลักก็พอแล้ว”
“ได้” เสิ่นเหราพยักหน้า นัยน์ตาตื่นเต้นอยู่บ้าง ในที่สุดพวกเขาก็จะได้สู้กลับบ้างแล้ว!
หนึ่งเดือนต่อมา คนของตำหนักผู้วิเศษกับถ้ำเมฆขาวก็ได้รับข่าวเป็นระยะๆ ว่าคนที่อยู่ตามที่ต่างๆ ล้วนถูกคนของหุบเขามารเทพกำจัด ใครต่อใครที่พากันออกไปล้วนถูกกำจัดเรียบท ทั้งกองทัพ คนของตำหนักผู้วิเศษกับถ้ำเมฆขาวก็โมโหจนแทบกระอักเลือด
ขณะนี้เอง ภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เมื่อเห็นคนที่เฝ้าอารักขาอยู่ด้านนอกจึงถามอย่างรีบร้อนว่า “ท่านผู้วิเศษเย่ยังไม่ออกจากการปลีกวิเวกหรือ อ”
“ยังเลย” ผู้ที่เฝ้าอารักขาอยู่พูด “เดือนนี้มาตั้งสามครั้งแล้ว พวกเจ้าไม่รู้จักเหนื่อยกันบ้างหรือไร ถ้าผู้วิเศษออกจากการปลีกวิเวกแล้วย่อมต้องไปหาพวกเจ้าเอง ตอนนี้พวกเจ้ าจากไปเสียดีกว่านะ”