สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 373 หว่านแหรวบพร้อมกันในคราวเดียว
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธอย่างชัดเจนยิ่ง แต่ผู้มาเยือนนั้นกลับไม่มีท่าทีจะจากไปเลยแม้แต่น้อย
“ขอถามว่าอีกนานเพียงใดท่านผู้วิเศษจึงจะออกจากการปลีกวิเวกหรือ” อีกคนหนึ่งถามขึ้นอย่างร้อนใจ
“คราวนี้ท่านผู้วิเศษของเราได้รับโอกาส พลังยุทธ์ยกระดับขึ้นไปไม่น้อย คราวนี้กำลังปะทะกับจ้าววิญญาณขั้นเก้า” ผู้ที่เฝ้าอารักขาอยู่พูด “ถ้าหากสำเร็จ ผู้วิเศษของเราก็อยู่ไม่ไกลจากระดับเทพแล้ว”
“ผู้วิเศษอายุเพียงแค่แปดสิบปีก็จะเลื่อนไปถึงระดับจ้าววิญญาณขั้นเก้าแล้ว เช่นนั้นก็เป็นไปได้ว่าเขาจะเลื่อนไปถึงระดับเทพได้ก่อนอายุร้อยปีน่ะสิ!” ผู้มาเยือนพูดอย่างตกใจ
“เฮอะ ดังนั้นในเวลาวิกฤติเช่นนี้ย่อมมิอาจให้ใครมารบกวนได้ ส่วนที่ว่าจะเลื่อนระดับได้สำเร็จเมื่อใดก็ไม่มีใครรู้เช่นกัน ดังนั้นข้าว่าพวกเจ้าไม่ต้องมารอที่นี่จะดีกว่า” ยามรักษาการณ์ผู้นั้นพูด
“แต่ว่า…”
“ข้าเคยเห็นว่าพวกเจ้าเป็นผู้ติดตามของประมุขถ้ำน้อยแห่งถ้ำเมฆขาวมิใช่หรือ ทำไมพวกเจ้าจึงไม่ไปล้อมหน้าล้อมหลังประมุขถ้ำน้อยของพวกเจ้าเสียเล่า วิ่งมาหาผู้วิเศษของเราทุกสามวันห้าวันทำไมกัน” ยามรักษาการณ์อีกคนหนึ่งจำผู้มาเยือนได้ เขาเคยเห็นประมุขถ้ำน้อยผู้นั้นตอนที่ติดตามท่านผู้วิเศษ
“พวกเราถูกประมุขถ้ำน้อยเรียกตัวมา” คนหนึ่งในนั้นพูด “ตอนแรกพวกเราจะผลาญสังหารคนของหุบเขามารเทพและสำนักรุ้งจันทราได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดไม่นานมานี้พวกเราจึงได้ข่าวว่าจงไห่และจงเฉวียนถูกสังหารไปหมดแล้ว นอกจากนี้คนที่พาไปด้วยก็ยังถูกจัดการจนสิ้น ไม่มีรอดกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว”
“หา! เจ้าจะบอกว่าหุบเขามารเทพและสำนักรุ้งจันทราไม่เพียงแต่ไม่ตายเท่านั้น แต่ยังสังหารคนที่พาไปจนหมดด้วยอย่างนั้นหรือ” ยามรักษาการณ์ถาม
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้พวกเขาคอยอารักขาท่านผู้วิเศษอยู่ที่นี่ตลอด มิได้สนใจเรื่องราวภายนอกแต่อย่างใด จึงไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ภายนอกพลิกผันไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
“ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น แม้กระทั่งคนของตำหนักผู้วิเศษของพวกเจ้าเองก็ตายไปไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นคนของตำหนักย่อยที่โลกเบื้องล่าง”
“อะไรนะ! ถึงกับกล้าสังหารคนของตำหนักผู้วิเศษเราเชียวหรือ” ยามรักษาการณ์ผู้นั้นตะโกนเสียงดังจนถูกยามรักษาการณ์อีกคนถลึงตาใส่
เสียงดังเช่นนี้ ถ้าหากไปรบกวนท่านผู้วิเศษแล้วจะทำเช่นไรเล่า
“มีเรื่องอันใดกัน”
น้ำเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาอย่างฉับพลัน จากนั้นบุรุษหล่อเหลาสง่างามในอาภรณ์สีขาวตลอดร่างคนหนึ่งก็เดินออกมาจากถ้ำด้านหลังพลางมองดูพวกเขา
“ท่านผู้วิเศษ ท่านออกจากการปลีกวิเวกแล้วหรือขอรับ” ยามรักษาการณ์เห็นเย่อวี๋ฝาน จึงคารวะอย่างนอบน้อม
“อืม” เย่อวี๋ฝานพยักหน้า ก่อนจะถามคำถามเมื่อครู่ซ้ำอีกครั้ง “เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่ามีผู้สังหารคนของตำหนักผู้วิเศษ ที่แท้มันเรื่องอันใดกันแน่”
“ท่านผู้วิเศษ เรื่องราวเป็นเช่นนี้ขอรับ…”
สองคนจากถ้ำเมฆขาวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้ฟัง โดยเน้นย้ำเรื่องที่ศิษย์ของตำหนักผู้วิเศษถูกฆ่า สุดท้ายจึงค่อยบอกวัตถุประสงค์ที่มาในคราวนี้
“ท่านผู้วิเศษ เจ้าหุบเขาน้อยของพวกเราบอกว่าหุบเขามารเทพมียอดฝีมืออย่างอวิ๋นอี้อยู่ ตอนนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่จัดการพวกเขาได้”
เย่อวี๋ฝานฟังเรื่องราวที่คนของถ้ำเมฆขาวเล่าจบแล้วก็มิได้ตัวลอยเพราะคำสรรเสริญเยินยอในตอนท้ายของพวกเขาแต่อย่างใด ทว่ายังคงแสดงท่าทีโมโหอย่างยิ่งต่อเรื่องนี้ เพราะคนของตำหนักผู้วิเศษถูกคนสังหาร
เขาเป็นคนที่มีสถานะสูงส่งที่สุดที่นี่ในตอนนี้ ทั้งยังเป็นผู้ที่พลังยุทธ์แข็งแกร่งที่สุดด้วย ถ้าหากสังหารคนของตำหนักผู้วิเศษแล้วเขายังไม่สนใจ แล้วจะไปนำผู้อื่นได้อย่างไรกัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าการอาศัยจังหวะนี้ในการสังหารหุบเขามารเทพและสำนักรุ้งจันทราเป็นคำสั่งที่เบื้องบนมอบให้แก่เขา จำเป็นจะต้องทำให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่อาจมอบสัตว์อสูรเหนือเทพตนหนึ่งให้ทำพันธสัญญากับตนได้แล้ว
อันที่จริงแล้ว การมอบสัตว์อสูรเหนือเทพตนนี้ให้แก่เขาก็เพื่อให้นำมากำจัดหุบเขามารเทพและสำนักรุ้งจันทรานั่นเอง!
“ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน” เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม
“พวกเราได้รับเบาะแสของพวกเขามาแล้ว” คนของถ้ำเมฆขาวพูด
“ประมุขถ้ำน้อยของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน”
“อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่กี่แสนลี้เท่านั้น”
ไม่กี่แสนลี้ ก็มิได้ไกลสักเท่าใดนัก
แต่เย่อวี๋ฝานก็มิได้ไปหาประมุขถ้ำน้อยผู้นั้นในทันที หากแต่ส่งคนกลับไปยังที่ตั้งของตำหนักผู้วิเศษหลักที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งระยะทางห่างจากที่นี่ออกไปครึ่งวัน
“ท่านผู้วิเศษ ท่านออกจากการปลีกวิเวกแล้ว!”
“ยินดีต้อนรับท่านผู้วิเศษออกจากการปลีกวิเวก!”
“อวี๋ฝาน ยินดีด้วยที่เจ้าเลื่อนระดับได้สำเร็จ” คนผู้หนึ่งที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเย่อวี๋ฝานเดินเข้ามาพูดด้วยรอยยิ้ม
“อืม เล่อฉี ตอนนี้สถานการณ์ของตำหนักผู้วิเศษเป็นเช่นไรบ้างแล้ว” เย่อวี๋ฝานถาม
เล่อฉีมองกระโจมกว่าพันหลังบนที่ราบพลางเอ่ยว่า “คนของดินแดนอื่น นอกจากคนที่ตายไปแล้วก็อยู่ที่นี่กันหมด ส่วนขุมอำนาจที่รวบรวมมาอยู่ที่อื่นๆ กัน”
“ตายไปมากมายเลยหรือ” เย่อวี๋ฝานขมวดคิ้ว
“อืม หลายร้อยเลยทีเดียว” เล่อฉีสีหน้าย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง “เพราะในระยะนี้ตายกันไปค่อนข้างมาก ดังนั้นระยะนี้ข้าจึงมิได้ให้พวกเขาออกไปเลย”
“พวกเขามีคนเยอะมากเลยหรือ” เย่อวี๋ฝานถาม
“มิใช่หรอก ยังคงมีกันแค่ไม่กี่คนเช่นก่อนหน้านี้ แต่หุบเขามารเทพและสำนักรุ้งจันทราอยู่ด้วยกันแล้ว นอกนั้นดูเหมือนว่าจะยังมีคนที่มาจากดินแดนระดับล่างอีกแห่งหนึ่ง” เล่อฉีเอ่ยตอบ
“ดินแดนอีกแห่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ มีกี่คนกันเล่า”
“สิบกว่าคน”
“สิบกว่าคนแล้วยังต้องพูดอะไรกันอีก”
“แต่พลังการต่อสู้ของสิบกว่าคนนั้นล้วนแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคนของดินแดนเบื้องบนเสียอีก มีหลายคนที่ต่อสู้ข้ามขั้นได้ด้วย!” เล่อฉีพูด “นอกจากนี้…”
เย่อวี๋ฝานเห็นเล่อฉีพูดอึกอัก ก็รู้ว่าเขาไม่แน่ใจในคำพูดช่วงท้ายเช่นกัน จึงเอ่ยว่า “นอกจากนี้อะไรหรือ”
“นอกจากนี้ข่าวคราวจากทางพวกเขายังบอกว่าคนของหุบเขามารเทพยังเรียกชายหนุ่มหนึ่งในนั้นว่าเจ้าหุบเขาน้อยอีกด้วย” เล่อฉีรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น
“อะไรนะ เจ้าพูดจริงหรือ” เย่อวี๋ฝานดูเป็นคนอบอุ่นนุ่มนวลอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะตกใจเหลือนแสน ความประหลาดใจและพรั่นพรึงนั้นก็ยังทำให้คนเห็นแล้วสบายตาอยู่ดี
“ตอนนั้นที่ข้าได้ฟังก็พรั่นพรึงมากเช่นกัน ถึงอย่างไรเจ้าหุบเขาน้อยแห่งหุบเขามารเทพก็คืออิงไป่ชวนมาโดยตลอด กลายเป็นคนของดินแดนระดับล่างคนหนึ่งไปตั้งแต่เมื่อใดกัน ต่อมาข้าจึงนึกได้ว่าหุบเขามารเทพเคยมีเจ้าหุบเขาน้อยอยู่สองคน คนผู้นี้อาจจะเป็นเจ้าหุบเขาน้อยอีกคนหนึ่งก็ได้ใช่หรือไม่เล่า” เล่อฉีคาดการณ์
“มีความเป็นไปได้” เย่อวี๋ฝานก็เห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้เช่นกัน เพียงแต่ในใจของเขายังคงมีข้อสงสัยอยู่ “แต่หุบเขามารเทพมีเจ้าหุบเขาน้อยคนที่สองตั้งแต่เมื่อใดกัน หรือว่ามาจากดินแดนเบื้องล่างกันเล่า”
“เรื่องนี้มีเพียงแค่คนของหุบเขามารเทพเท่านั้นที่รู้กระมัง” เล่อฉีพูด
“ไม่ต้องไปสนใจคนพวกนั้น ตอนนี้เหลืออีกเพียงสองเดือน เวลาก็จะสิ้นสุดลงแล้ว พวกเราต้องล้างบางพวกเขาให้หมดก่อนออกไป ไม่อย่างนั้นอาจทำให้แผนการของตำหนักยุ่งเหยิงได้” เย่อวี๋ฝานพูด
“แกะรอยพวกเขาได้เรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขามีจ้าววิญญาณขั้นสุดยอดอย่างอวิ๋นอี้อยู่ พวกเรามิได้ลงมือมาโดยตลอด อยากรอให้ท่านออกมาก่อนแล้วค่อยไป” เล่อฉีพูด “ตอนนี้ข้าขอไปรวบรวมคนของขุมอำนาจอื่นๆ ก่อนนะ”
“ได้”
ณ สถานที่แห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่ราบแห่งนี้มากนัก พวกซือหม่าโยวเย่ว์และอวิ๋นอี้ยืนตระหง่านต้านลมอยู่
“วี้ๆๆ…”
ผึ้งตัวหนึ่งบินเข้ามาจากที่ไกลๆ ก่อนจะหยุดลงบนอุ้งมือของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดอะไรเสียงดังวี้ๆๆ กับเธอ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซือหม่าโยวเย่ว์จึงยกมือขึ้นเบาๆ ผึ้งตัวนั้นจึงบินจากไปอีกครั้ง
“โยวเย่ว์ มีข่าวอะไรหรือ” กัวเพ่ยเพ่ยถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เย่อวี๋ฝานออกจากการปลีกวิเวกแล้ว คนของตำหนักผู้วิเศษเตรียมตัวรวบรวมกำลังคนที่มีมาจัดการกับพวกเรา”
“เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะอาศัยจังหวะที่พวกเขายังรวบรวมกำลังไม่เสร็จไปสังหารพวกเขาเสีย” เจ้าอ้วนชวีพูด
“จะรีบร้อนไปไหนกันเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ตบบ่าเจ้าอ้วนชวีแล้วเอ่ยว่า “พวกเราจะต้องรอ รอให้พวกเขารวบรวมคนทั้งหมดเสร็จก่อน แล้วพวกเราค่อยหว่านแหรวบพร้อมกันในคราวเดียวเลย ดีกว่าไปจัดการทีละคนนะ!”
………………………………