สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 898 ถอนพิษได้สำเร็จ (1)
บทที่ 898 ถอนพิษได้สำเร็จ (1)
……….
เส้นทางที่ว่าไม่ได้เป็นแผ่นน้ำแข็งที่หนาเหมือนกับที่ทุ่งน้ำแข็ง
กู้เจียวย่นคิ้ว “แสดงว่าต้องใช้ทางบกอย่างเดียว…แต่จะทันรึ ช่างเถอะ จะทันหรือไม่ก็ต้องออกไปอยู่ดี!”
กู้เจียวลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนออกคำสั่ง “ไปตามคนของเงาทมิฬมาเดี๋ยวนี้!”
“ขอรับ!”
เหวินเหรินชงน้อมรับคำสั่ง
ทหารเงาทมิฬส่วนใหญ่ออกเดินทางไปกับเหลี่ยวเฉินเพื่อสู้รบกับแคว้นจิ้นแล้ว ทหารที่ยังประจำการอยู่ที่ค่ายจึงมีจำนวนไม่มากนัก คนที่เหวินเหรินชงไปตามตัวมาได้คือนายทหารเฉินหยาง ซึ่งเป็นคนที่เหลี่ยวเฉินมอบหมายให้อยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือกู้เจียว
เฉินหยางประสานมือให้กู้เจียว “ท่านผู้บัญชาการน้อย”
ทหารที่นี่เรียกกู้เจียวว่าท่านผู้บัญชาการน้อย ตอนแรกกู้เจียวนึกว่าเป็นเพราะสำเนียงของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร
เลยปล่อยให้พวกเขาเรียกไปแบบนั้น
“ทหารเงาทมิฬเคยไปอยู่ที่แคว้นเจากันมาก่อน มีสายลับซ่อนอยู่ระหว่างทางหรือไม่” กู้เจียวถาม
“มีขอรับ ทุกจุดพักม้าจะมีคนของเงาทมิฬประจำอยู่ ท่านผู้บัญชาการน้อยต้องการอะไรหรือขอรับ”
“ข้าต้องการส่งของไปยังเมืองหลวงของแคว้นเจาให้เร็วที่สุด!”
“เมืองหลวงแคว้นเจาหรือขอรับ” เฉินหยางเดินมาที่โต๊ะแผนที่พร้อมกับชี้นิ้ว “ถ้าเร็วที่สุดคงต้องใช้วิธีเดินเรือจากท่าเรือถงโจว ทว่าเมื่อคืนอ่าวถงโจวเริ่มแข็งแล้ว…อาจต้องไปทางอวิ๋นโจวแทน อ่าวอวิ๋นโจวยังไม่แข็ง แต่สภาพอากาศแบบนี้ เกรงว่าอีกไม่นานคงจะแข็งตัวขอรับ”
“เจ้าหมายความว่ารีบเดินเรือในอ่าวอวิ๋นโจวให้ทันก่อนที่มันจะจับตัวเป็นน้ำแข็งใช่ไหม” กู้เจียวถาม
เฉินหยางพยักหน้า “ใช่แล้วขอรับ น้ำตรงท่าเรือมีความตื้น กระแสน้ำไหลน้อย จึงแข็งตัวเร็ว ส่วนตรงที่กระแสน้ำไหลแรงหน่อย จะไม่จับตัวเร็วขนาดนั้นขอรับ”
“เข้าใจแล้วล่ะ ข้าจะออกเดินทางไปที่อวิ๋นโจวประเดี๋ยวนี้เลย!” กู้เจียวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
ระยะทางจากที่นี่ไปยังอวิ๋นโจวอยู่ที่ราวสามร้อยลี้ และด้วยสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรคเช่นนี้ ไม่ง่ายเลยที่จะไปให้ทันเวลา
กู้เจียวต้องเลือกม้าที่เหมาะสมที่สุดกับการเดินทางครั้งนี้
เจ้าเฮยเฟิงเดินมาหากู้เจียวที่ประตูค่ายทันทีราวกับรู้ทัน
แต่กู้เจียวไม่อยากให้เจ้าเฮยเฟิงทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว ตั้งแต่มันมาถึงที่ชายแดน มันก็ไม่เคยได้หยุดพักเลย โดยเฉพาะศึกที่ประตูเมืองทิศใต้ของเมืองผู่ที่เจ้าเฮยเฟิงได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างมาก
ทว่าหลังจากนั้นมันก็ยังไม่ได้พักผ่อนดีๆ สักครั้ง ยังคงต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กู้เจียวอย่างต่อเนื่อง
กู้เจียวจะไม่ยอมเอามันไปเสี่ยงอีกเป็นอันขาด
กู้เจียวจึงเดินไปที่คอกม้า
ทหารม้าเฮยเฟิงเป็นกองกำลังที่เก่าแก่ที่สุดและทรงพลังที่สุดของกองทัพเซวียนหยวน ทว่าด้วยความที่พวกมันผ่านการต่อสู้นองเลือดมาหลายต่อหลายครั้ง ร่างกายของพวกมันจึงสะบักสะบอมไปไม่น้อย
ม้าศึกที่อายุเยอะต้องได้รับการพักผ่อน
ทันทีที่กู้เจียวก้าวเท้าเข้าไปในคอกม้า ฝูงม้าที่อยู่ในคอกต่างพากันลุกขึ้นเตรียมออกเดินทาง
พวกมันพร้อมเสมอ!
กู้เจียวกำมือแน่น
“ท่านผู้บัญชาการน้อย…” เหวินเหรินชงเดินเข้ามาพร้อมกับจูงม้าศึกอายุสิบปี “ใช้เจ้าตัวนี้เถอะขอรับ มันเคยผ่านศึกมาแค่ครั้งเดียว ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ตอนนี้หายดีแล้วขอรับ”
กู้เจียวถาม “ที่นี่มีม้าที่ไม่เคยได้รับบาดเจ็บไหม”
เหวินเหรินชงตอบ “มีขอรับ แต่พวกมันไปประจำที่ด่านหน้ากันหมดแล้ว หรือว่า ท่านผู้บัญชาการน้อยสนใจเจ้าม้าน้อยที่เคยทำหน้าที่แบกเสบียงไหมขอรับ”
และในตอนนั้นเอง เจ้าม้าน้อยอายุสามขวบก็วิ่งต๊อกแต๊กเข้ามากระโดดโลดเต้นอยู่ข้างหน้ากู้เจียวราวกับพยายามจะแสดงความแข็งแกร่งให้ได้เห็น
กู้เจียวจำม้าตัวนี้ได้
มันคือเจ้าม้าที่เคยตกน้ำตอนข้ามเทือกเขาจนเสบียงหลุดลอยไปกับน้ำ และได้เจ้าเฮยเฟิงช่วยชีวิตมันไว้
เหตุการณ์นั้นทำให้มันสูญเสียความมั่นใจ จนกระทั่งกู้เจียวให้มันแบกถุงยาสมุนไพรแทน
“ไม่ได้เจอกันแค่สองเดือน โตเร็วขนาดนี้เชียว” กู้เจียวสำรวจรูปร่างของมัน และพบว่ามันดูแข็งแรงกำยำมาก แม้จะอายุเพียงแค่สามขวบ แต่กล้ามเนื้อของมันเปี่ยมไปด้วยพลัง
“เจ้าม้าน้อย มาดูกันว่าเจ้าจะส่งยานี้ขึ้นเรือทันก่อนอ่าวจะกลายเป็นน้ำแข็งได้หรือไม่”
…
เจ้าม้าน้อยจะต้องใช้ศักยภาพของตัวเองให้ถึงที่สุดสำหรับการเดินทางสามร้อยลี้เพื่อไปยังอวิ๋นโจว
สภาพอากาศที่หนาวเหน็บในฤดูเหมันต์ ทุกหนแห่งล้วนหิมะตก ทำให้การสัญจรยากขึ้น มีอยู่หลายครั้งที่เจ้าม้าน้อยเกิดลื่นขณะวิ่งจนขาเกือบหัก แต่ก็ลุกขึ้นมาได้ทุกครั้ง!
แต่เจ้าม้าน้อยหามีความกลัวหรือความท้อ อีกทั้งความเร็วที่ไม่ลดละ
มันยังคงทะยานไปข้างหน้าสู้กับลมหนาว มุ่งหน้าไปยังปลายทางที่มองไม่เห็น
หากว่ากันด้วยเรื่องความสามารถ แม้มันจะไม่ใช่ม้าที่ดีที่สุด ม้าที่ดีที่สุดที่กู้เจียวเคยพบเจอคือเจ้าเฮยเฟิงและเจ้าสืออี
ทว่าเจ้าม้าน้อยตัวนี้มีความมุมานะอย่างมาก
แม้ทั้งคนทั้งม้าจะหกล้มระหว่างทาง ทว่ามันยังคงลุกขึ้น และมุ่งหน้าต่อไป
เพื่อที่จะพากู้เจียวไปส่งถึงจุดหมายปลายทาง!
มันคือราชาของมันเอง ท่ามกลางลมและหิมะอันหนาวเหน็บ!
ในระยะทางสามร้อยลี้ ในสภาพอากาศอันโหดร้ายเช่นนี้ ต่อให้เป็นม้าที่ไม่เคยบาดเจ็บมาก่อนก็อาจทนไม่ไหว
สภาพร่างกายของมันเริ่มได้รับผลกระทบ
มือของกู้เจียวถูกหิมะและลมกัดจนไร้ความรู้สึกไปนานแล้ว หน้าผากและริมฝีปากมีแต่ความชา กว่าจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างออกมานั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก “เจ้าม้าน้อย อดทนหน่อยนะ ใกล้ถึงอวิ๋นโจวแล้ว”
เจ้าม้าน้อยสูดลมหายใจลึก กัดฟันแน่น พยายามยืดตัวขึ้น พร้อมกับทะยานไปบนถนนที่มุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองอวิ๋นโจว
…
สิบค่ำเดือนสิบสอง หิมะตกทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นเจาทั้งคืน
อวี้จิ่นที่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางก็เกือบจะเปิดประตูออกไปไม่ได้
“หิมะหนาขนาดนี้เชียวรึ…ใครก็ได้มาช่วยที!” อวี้จิ่นตะโกนเรียกให้คนมาช่วย
บ่าวรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับพลั่ว และจัดแจงตักหิมะที่กองอยู่หน้าประตูออก จากนั้นช่วยเปิดประตูให้ “หม่อมฉันกำลังออกมาตักหิมะพอดี ไม่คิดว่าแม่หญิงจะตื่นเช้าขนาดนี้เจ้าค่ะ”
อวี้จิ่นไม่ได้มีเจตนาจะโทษบ่าว เพราะวันนี้นางตื่นเช้าจริงๆ จากนั้นก็หันไปมองห้องที่อยู่ทิศใต้ กระซิบถามบ่าว “ท่านชายน้อยตื่นแล้วหรือยัง”
บ่าวตอบ “น่าจะยังนะเจ้าคะ หม่อมฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย”
อวี้จิ่นพยักหน้า “เข้าใจแล้วล่ะ เจ้าไปทำงานของเจ้าต่อเถิด”
“เจ้าค่ะ” แล้วบ่าวก็เดินไปกวาดหิมะที่ลานต่อ
ณ ห้องนอนทิศใต้ ซ่างกวานชิ่งตื่นนานแล้ว เมื่อคืนสองแม่ลูกอยู่คุยด้วยกันจนดึกดื่น องค์หญิงซิ่นหยางต้านความเหนื่อยล้าของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ไว้ไม่ไหวจึงผล็อยหลับไป
ซ่างกวานชิ่งไม่ได้กินยาของตำหนักราชครู และทนอยู่กับพิษในร่างกายทั้งคืน
อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะหลับอยู่แล้ว
เขามองดูใบหน้าขององค์หญิงที่กำลังหลับพริ้ม
นางคือมารดาของเขา คนที่อุ้มท้องเขานานถึงสิบเดือน คนที่เกือบจะได้ไปเยือนยมโลก และคือคนที่พาเขามายังโลกใบนี้
นางช่างเป็นคนที่อบอุ่นเหลือเกิน
แม้จะได้ยินมาว่านางเป็นคนเข้มงวด แต่เขาไม่เคยได้เห็นด้านนั้นของนางเลย
ฟ้าใกล้สางแล้ว ร่างกายที่รวดร้าวขึ้นกำลังเตือนเขาว่าเวลาของเขาใกล้เข้ามาทุกที
“เร็วกว่าที่คิดไว้แฮะ…”
ตอนที่กำลังเดินทางมาที่นี่ ก็คิดว่าน่าจะยังมีเวลาสักสามวัน พอตอนกินมื้อเย็น ก็เริ่มรู้สึกว่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว อาจแค่วันเดียวเท่านั้น
แต่ว่าตอนนี้…
เขาเอามือกุมหน้าอก
ตรงนี้ของเขาแทบจะระเบิดออกมาแล้ว เขาใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
“ท่านพี่”
เสียงของเซียวเหิงดังขึ้น
ซ่างกวานชิ่งอยากตอบเขา แต่ก็กลัวว่าองค์หญิงจะตื่น
“เข้าไปละนะ” เซียวเหิงเอ่ย
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เซียวเหิงเดินตรงไปที่เตียงทันที
และเห็นช่างกวานชิ่งในสภาพหน้าซีดเหงื่อออกและตัวสั่น
สีหน้าของเซียวเหิงเคร่งขรึ้มทันที และเข้าไปคว้าร่างของพี่ชาย
“พา…ข้า…ออกไป…ที” น้ำเสียงของช่างกวานชิ่งสั่นเครือและไร้พลัง
เซียวเหิงคว้าร่างของเขาไว้ในอ้อมอก ก่อนจะเห็นใบหน้าที่กำลังกลั้นน้ำตาขององค์หญิงซิ่นหยางที่กำลังนอนอยู่บนเตียง “…ได้สิ เดี๋ยวข้าพาพี่ออกไปเองนะ”
เซียวเหิงอุ้มร่างของช่างกวานชิ่ง ให้เขาใช้มือโอบที่คอ จากนั้นค่อยๆ เดินออกไปทางนอกห้อง
ขณะที่เซียวเหิงเพิ่งจะก้าวขาพ้นธรณีประตู ร่างของช่างกวานชิ่งก็อ่อนยวบลงตามแรงโน้มถ่วงทันที
“ท่านพี่!” เซียวเหิงตะโกนเรียกเขา
“ชิ่งเอ๋อร์…”
ความอดทนทั้งหมดขององค์หญิงซิ่นหยางมลายลงทันทีเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า นางไม่อาจทำตามที่สัญญาไว้กับเขาได้ นางไม่ต้องการให้เขาสิ้นลมที่ข้างนอกนั่น!
นางไม่ต้องการให้เขาจากโลกนี้ไปอย่างเดียวดาย!
องค์หญิงซิ่นหยางพุ่งตัวเข้าไปกอดร่างที่แข็งทื่อราวกับตุ๊กตาไม้ของช่างกวานชิ่ง
“ชิ่งเอ๋อร์…อย่าเพิ่งไป…อย่าเพิ่งจากแม่ไป…อย่านะ…”
หยดน้ำตาของนางค่อยๆ ไหลรินลงบนใบหน้าและดวงตาของเขา
เช่นเดียวกับหยดน้ำตาของเขาที่กำลังร่วงหล่นจากขอบตา
ท่านแม่ ข้าขอโทษ
ข้าไม่อาจทำหน้าที่ลูกของท่านได้แล้ว
ข้าไม่เสียใจที่ได้เป็นลูกของท่านแม่
ขอบคุณที่พาข้ามาที่นี่
โลกมนุษย์นี่ดีจัง
ข้าชอบมาก
องค์หญิงซิ่นหยางกอดร่างของเขาไว้แน่น
เซียวเหิงเบือนหน้าหนีพร้อมกับดวงตาที่แดงก่ำ
อวี้จิ่นยืนอยู่หน้าประตูพร้อมกับเอามือป้องปาก กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ไย…ไยสวรรค์ถึงได้โหดร้ายเช่นนี้
องค์หญิงเพิ่งจะได้เจอท่านชายแค่วันเดียวเท่านั้น ไยถึงพรากเขาไป
องค์หญิงจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอีกกี่ครั้งกันนะ
อวี้จิ่นร่ำไห้ด้วยความปวดใจ
บ่าวไพร่คนอื่นๆ ที่อยู่ที่ลานต่างพากันเบือนหน้าหนีเพื่อนปาดน้ำตา
ไม่มีเรื่องใดที่น่าเศร้าไปกว่านี้แล้ว…
……….