สาวนาผู้เป็นมารดาของครอบครัวตัวร้าย [农门福妻全家是反派] - บทที่ 1121 ตอนพิเศษ (23)
บทที่ 1121 ตอนพิเศษ (23)
ผู้จัดการร้านยามองลู่ฉาวจิ่งด้วยความประหลาดใจ
“คุณชายรู้หนังสือหรือ?”
“หากผู้จัดการร้านไม่รู้หนังสือ ข้าเขียนให้ได้”
แน่นอนว่าผู้จัดการร้านรู้หนังสือ ทว่าเมื่อดูจากบรรยากาศรอบกายของลู่ฉาวจิ่ง เขาพลันไม่แน่ใจในตัวตนของอีกฝ่ายขึ้นมา
“ได้ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้”
หลังออกมาจากร้านยา หยางชิงซือจึงถาม “ท่านไม่กลัวว่าจะขายไม่ได้หรือ?”
“ขายไม่ได้ก็แล้วไปเถิด ถือเสียว่าเป็นการทดลอง อย่างไรเสียเงินที่ได้จากการล่าสัตว์ก็เพียงพอให้อยู่ได้สองสามเดือนแล้ว พวกเราไม่อดอยาก” ลู่ฉาวจิ่งเอ่ย “ตามคำพูดของผู้จัดการร้าน ยาอมมากมายเพียงนั้นขายได้เพียงสิบอีแปะ แม้จะเก็บยาสมุนไพรมาเอง อีกทั้งน้ำผึ้งก็หาได้ตามภูเขา ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่าย สิบอีแปะยังไม่เพียงพอค่าฟืนเสียด้วยซ้ำ นั่นขาดทุนมากไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองเสี่ยงโชคสักตั้ง ไม่แพ้ก็ชนะ หากเราขายให้ผู้จัดการร้านโดยตรง พวกเราคงไม่มีโอกาสชนะ มีแต่จะแพ้เท่านั้น”
“จะว่าไปก็ถูก เพียงแต่ท่านร้ายกาจยิ่งนัก หากเป็นข้ากับจู๋จือขายกันเอง เกรงว่าจะขายไปสิบอีแปะแล้ว” หยางชิงซือเอ่ย “ตอนนี้ยาก็ขายแล้ว เหลือเพียงเรื่องจงซู่เกิน เจ้าโง่คนนั้น ท่านว่าพวกเราควรไปหาเขาจากที่ใด?”
“ไปศาลาว่าการเพื่อสอบถามก่อนเถอะ” ลู่ฉาวจิ่งกล่าว “เอกสารรับสมัครของทางการเป็นศาลาว่าการที่ติดประกาศ คนเหล่านั้นถูกพาตัวไปที่ใด ศาลาว่าการย่อมรู้ดี”
ทั้งสี่คนไปที่ศาลาว่าการ
หลังจากได้ยินคำถามของพวกเขา เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการก็ปัดมือบอกว่าไม่รู้
“จักไม่รู้ได้อย่างไร? พี่ใหญ่ข้ามาเป็นทหาร ย่อมมีที่เดียวที่น่าจะไป” หยางชิงซือถาม “ถึงแม้ท่านไม่รู้แน่ชัดว่าเขาอยู่ที่ใด อย่างน้อยก็คงพอรู้คร่าว ๆ กระมัง? ข้าจะไปหาเขาได้ที่ใด ท่านย่อมบอกได้มิใช่หรือ?”
“รับสมัครทหารเป็นศาลาว่าการติดประกาศไม่ผิด ทว่านั่นเป็นเรื่องที่นายกองเซี่ยวรับผิดชอบ ศาลาว่าการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องนี้”
ที่นี่คือเมืองชายแดน จักต้องมีผู้รักษาการ ในเมื่อมีผู้รักษาการที่นี่ ย่อมมีแม่ทัพที่รับผิดชอบในการรักษาการที่แห่งนี้เช่นกัน ถึงแม้จะไม่มีสงคราม ทว่าพรมแดนระหว่างทั้งสองอาณาจักรก็เป็นสถานที่ที่มีความอ่อนไหว การจัดการย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ลู่ฉาวจิ่งเอ่ย “พวกท่านไปรอข้าที่โรงน้ำชา ข้าจะไปหาเขา”
“เจ้าจะไปหาที่ใด?”
“พวกเจ้าเพียงรอฟังข่าวก็พอ”
หยางชิงซือและหลิวจิ่วจู๋ไม่ได้ไปโรงน้ำชา หากแต่ไปบ้านของคู่สามีภรรยาเฒ่าที่มาอาศัยเมื่อคราวที่แล้ว
สองสามีภรรยาเฒ่าประทับใจหนุ่มสาวเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าพวกเขามาก็ต้อนรับอีกครั้งเป็นอย่างดี
“ผู้เฒ่า หมู่นี้มีการรับสมัครทหารเข้ากองทัพหรือ?” หลิวจิ่วจู๋เอ่ยถามขณะช่วยผู้เฒ่าทำความสะอาดลานบ้าน
“ใช่ รับไปไม่น้อยเชียวละ ได้ยินว่าได้เบี้ยหวัดเป็นเงินถึงสามตำลึง หากข้าอายุน้อยกว่ายี่สิบปีก็จะไปเช่นกัน แต่งานที่ทำให้ร่ำรวยเช่นนี้ต้องการเพียงชายหนุ่ม ไม่ต้องการคนแก่อย่างข้า”
หยางชิงซือได้ยินเช่นนี้ก็ถามต่อ “แล้วทหารที่รับสมัครไปอยู่ที่ใดหรือ?”
“ไปฝึกฝนน่ะสิ! เงินสามตำลึงหาได้ง่ายที่ใดกัน? ไม่รู้ว่าฝึกฝนยากเพียงใด! ยามนี้ไม่มีสงครามย่อมไม่ถึงแก่ชีวิต อย่างมากการฝึกฝนอาจจะยากสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร แม่นางน้อย คราวนี้พวกเจ้าขาดไปหนึ่งคน หรือว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นที่ไม่มาไปเป็นทหารแล้ว? เจ้าหนุ่มคนนั้นแข็งแรง หน่วยก้านดีเหมาะที่จะเป็นทหาร ไม่แน่ว่าเมื่อกลับมาอาจเป็นผู้เป็นคนขึ้น”
หยางชิงซือยิ้มฝืด ๆ “อาจจะเป็นเช่นนั้นกระมังเจ้าคะ”
หลิวจิ่วจู๋เอ่ยกับหยางชิงซือว่า “วางใจเถอะ หากหาไม่เจอ อีกประเดี๋ยวทางการก็คงปล่อยตัวพวกเขากลับบ้านกระมัง? ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องออกรบ คงไม่ห้ามไม่ให้พบหน้าครอบครัว”
ลู่ฉาวจิ่งกลับมาบอกข่าว “ได้ยินมาว่าถูกพาตัวไปฝึกที่เขาหนิวโถว”
“พวกเราตอนนี้คงไม่ได้พบเขาแล้ว” ลู่ฉาวจิ่งกล่าว
“ช่างเถิด” หยางชิงซือเม้มริมฝีปาก “พรุ่งนี้กลับบ้านกันเถอะ!”
มีบุรุษในหมู่บ้านอีกหลายคนสมัครเข้าร่วมกองทัพหลังจากจงซู่เกิน
สตรีในหมู่บ้านต่างคุยโม้ไปทั่ว บอกว่าหลังจากสมัครแล้วต้องผ่านกระบวนการคัดกรอง ผู้ที่ไม่แข็งแรงย่อมไม่ได้รับคัดเลือก ทั้งยังบอกอีกว่าเงินสามตำลึงนี้หามาไม่ง่าย จะต้องพอมีฝีมืออยู่บ้าง
“ได้ยินหรือยัง? ฝางซิ่วหลานกลับมาแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ? นางกล้ากลับมาได้อย่างไร?”
“ตอนนี้นางกินดีอยู่ดีเชียวละ ท้องนางใหญ่โต เนื้อตัวประดับทองประดับเงิน ได้ยินว่าเป็นลูกชายคหบดีจาง!”
“คหบดีจางแก่มากแล้ว มีภรรยากับอนุมาก็หลายคนแต่กลับไม่เคยมีลูก คนแซ่ฝางผู้นั้นไม่รุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิมหรือ? เพียงแต่เด็กที่อยู่ในท้องเป็นของคหบดีจางจริง ๆ หรือว่าเป็นของสกุลหลิ่วกันแน่?”
“ถุ้ย…” สตรีหลายคนนั่งแทะเมล็ดแตงโมพูดคุยกันไปพลางหัวเราะไปพลาง
หญิงผู้นั้นมองไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน
บ่าวรับใช้หลายคนหามเกี้ยวมา ส่วนฝางซิ่วหลานนั่งอยู่ในเกี้ยว แต่งหน้าหนาเตอะ สวมใส่ผ้าแพรไหมต่วนเนื้อดี มือถือผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีเขินอาย
“ท่านอาทุกท่าน มาคุยกันเถอะ! ทางนี้มีเมล็ดแตงเลิศรสอยู่ ข้าจะให้พวกท่าน”
สิ้นคำ ฝางซิ่วหลานและสาวใช้ก็เดินเข้ามาพร้อมกับเมล็ดแตงโม
แรกเริ่มสตรีเหล่านั้นไม่สนใจ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของนาง พวกนางต่างยิ้มแย้มเดินไปรับเมล็ดแตงโมมา พลางกล่าวชมเชยด้วยถ้อยคำต่าง ๆ นานา คิดจะเยินยอให้ฝางซิ่วหลานลอยขึ้นไปบนฟ้า
“โถ่เอ๊ย ซิ่วหลาน เสื้อผ้าของเจ้าสวยยิ่งนัก”
“นี่เป็นปิ่นปักผมทองคำแท้กระมัง? อันหนึ่งราคากี่มากน้อยหรือ?”
“ซิ่วหลาน จินเปยยังคิดถึงเจ้าอยู่นะ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าฝางซิ่วหลานหายวับไปกับตา
นางมีสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม “คนไร้ประโยชน์พรรค์นั้น ห่วงข้าแล้วมีประโยชน์อะไร? เขาจะให้ข้ามีชีวิตที่ดีหรือช่วยข้าระบายความโกรธหรือ? เอาละ ข้าอยากกลับไปพบท่านพ่อท่านแม่ ไม่อยู่พูดคุยกับพวกท่านอาแล้ว”
หลังจากฝางซิ่วหลานเดินหายลับไป สตรีหลายคนก็ถอนหายใจด้วยความรังเกียจ
เกี้ยวของฝางซิ่วหลานผ่านประตูบ้านหลิวจิ่วจู๋
เมื่อนางเปิดม่านมองไปทางนั้น ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท
ภายในห้อง หลิวจิ่วจู๋กำลังนับเหรียญทองแดงแล้วเอ่ยกับลู่ฉาวจิ่ง “ผู้จัดการร้านบอกว่าขายดีจริง ๆ หรือ?”
“เงินเยอะเพียงนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้อีกหรือ?” ลู่ฉาวจิ่งยิ้ม
“นึกไม่ถึงว่าจะสำเร็จแล้วจริง ๆ” หลิวจิ่วจู๋ร้อยเหรียญเข้าด้วยกันแล้วใส่ลงในกล่อง “ข้าจะทำเพิ่มอีก”
“จิ่วเอ๋อร์” ลู่ฉาวจิ่งเรียกนาง “ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
“อะไรหรือ?”
“ข้าก็จะเข้าร่วมกองทัพเช่นกัน”
“หา?!” หลิวจิ่วจู๋มองเขาด้วยความตกใจ “เพราะเหตุใดเล่า?”
“ข้าฝีมือพอใช้ได้จึงอยากสร้างผลงาน” ลู่ฉาวจิ่งเกลี่ยจมูกอย่างรู้สึกผิด “แทนที่จะล่าสัตว์อยู่ที่หมู่บ้าน ข้าอาจทำสิ่งที่มีความหมายมากกว่านี้ได้”
“นี่…” หลิวจิ่วจู๋กังวล “จะลำบากหรือไม่? ได้ยินมาว่าการฝึกทหารลำบากมาก”
“บุรุษล้วนมีความทะเยอทะยานอยู่ทุกหนทุกแห่ง เหตุใดจะไม่ทำเพราะกลัวลำบากเล่า?” ลู่ฉาวจิ่งเอ่ย “หากข้าเห็นพี่ใหญ่จง ข้ายังช่วยถ่ายทอดคำพูดแม่นางหยางให้เขาได้”
“เช่นนั้น เจ้าตั้งใจจะไปเมื่อไหร่?”
“พรุ่งนี้กระมัง” ลู่ฉาวจิ่งเอ่ย “เพียงแต่เจ้าวางใจ ได้ยินว่าพวกเขายังต้องคัดเลือก บางทีพวกเขาอาจจะไม่เลือกข้าก็ได้”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าร้ายกาจเพียงนี้ หากไม่เลือกเจ้า พวกเขาคงตาบอดแล้ว” หลิวจิ่วจู๋เอ่ย “เช่นนั้นเจ้าไปเถอะ!”