หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 334 การรักษาสมบัติของชาติ
บทที่ 334 การรักษาสมบัติของชาติ
“สำหรับฉัน?”
หลิวเสวียนปวดท้อง แต่เธอตกใจมากกว่าที่เห็นว่าโจวอี้ขอให้แอร์โฮสเตสหากระเป๋าน้ำร้อนมาให้
เธอรู้ว่าตอนนี้เธอต้องการกระเป๋าน้ำร้อนจริง ๆ!
แต่คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอรู้ได้อย่างไรว่าเธอต้องการมัน?
“ใช่ สำหรับคุณนั่นแหละ” โจวอี้พูดอย่างใจเย็น
“ขอบคุณค่ะ” หลิวเสวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมา ปกติแล้วร่างกายของเธอแข็งแรงมาก แต่ทุกครั้งที่ประจำเดือนมา เธอจะมีอาการปวดเป็นพิเศษอยู่เสมอ
“เรื่องเล็กน้อยครับ ไม่ต้องคิดมาก” โจวอี้พูดและหลับตาลงไปอีกครั้ง
หลิวเสวียนมองโจวอี้อย่างสนใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสอดกระเป๋าน้ำร้อนเข้าไปในเสื้อกันหนาวของเธอ เธอรู้สึกอุ่น ๆ ที่ท้อง ซึ่งมันค่อย ๆ บรรเทาความเจ็บปวดของเธอได้
สิบนาทีต่อมา
หลิวเสวียนมองมาที่โจวอี้อีกครั้ง
ทั้งหล่อและนิสัยดีจัง
เขาคือใคร?
และเขารู้ได้ยังไงว่าประจำเดือนของเธอมา และยังขอกระเป๋าน้ำร้อนมาจากแอร์โฮสเตสให้อีก
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระแอมเบา ๆ สองครั้งแล้วถามเสียงเบาว่า “คุณชื่ออะไรคะ?”
โจวอี้ลืมตาและหันไปมองหลิวเสวียน จากนั้นเขาก็ยิ้มและพูดว่า “ผมแซ่โจว โจวอี้”
“ขอบคุณนะ” หลิวเสวียนกล่าว
“คุณขอบคุณผมไปแล้ว”
“ฉัน ฉันแค่สงสัยนิดหน่อย คุณเดาได้ยังไงว่าฉัน…” เธออายที่จะพูด
“ไม่ใช่การเดาหรอก แต่เป็นการตัดสินต่างหาก เพราะผมเป็นแพทย์แผนจีน การดู การได้ยิน การซักถาม และการวินิจฉัยเป็นคุณสมบัติทางวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่สุดของการแพทย์แผนจีนของเรา” โจวอี้กล่าวอย่างใจเย็น
“คุณเป็นแพทย์แผนจีนเหรอ?” หลิวเสวียนถึงกับประหลาดใจ
เธอเดาตัวตนของโจวอี้เอาไว้มากมาย แต่สิ่งที่เธอไม่ได้คิดถึงก็คือโจวอี้จะเป็นหมอจีน นั่นก็เพราะว่าเขายังเด็กเกินไป
โจวอี้พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
หลิวเสวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ฉันถามได้ไหมว่าคุณประจำอยู่โรงพยาบาลไหน? อย่าเข้าใจฉันผิดนะ ฉันแค่สงสัย ถ้าไม่สะดวกที่จะพูดก็ไม่เป็นไร”
“ไม่มีอะไรไม่สะดวกหรอก ผมทำงานในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง”
โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง?
ดูเหมือนว่าจะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ใช่ไหม?
อายุยังน้อยขนาดนี้แต่ได้ทำงานที่นั่น คงต้องเป็นคนที่มีความสามารถมากแน่ ๆ
“คุณหลิวมาจากฮาร์บินเหรอ?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“ใช่!” หลิวเสวียนพยักหน้า
เธอไม่แปลกใจเลยที่โจวอี้รู้เรื่องนี้ เพราะใครที่ไหนก็สามารถค้นหาข้อมูลส่วนตัวได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
หลังจากนั้น หลิวเสวียนก็เริ่มวางใจในตัวโจวอี้มากขึ้น และทั้งสองก็เริ่มคุยกันไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุยไปหลากหลายหัวข้อ หลิวเสวียนก็รู้สึกประหลาดใจที่พบว่าหมอโจวมีอารมณ์ขันและตรงไปตรงมา แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ที่ภูเขาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไร
ล่าสัตว์บนภูเขา ตกปลาในแม่น้ำ เก็บสมุนไพรในป่าลึก ปีนหน้าผา และเก็บผลไม้ป่า
โจวอี้อธิบายอย่างชัดเจน และหลิวเสวียนก็มีความสุขมากที่ได้ฟัง เธอมีความสุขมากจนดูเหมือนว่าเธอจะลืมความเจ็บปวดที่เธอรู้สึกระหว่างมีประจำเดือนไปเสียแล้ว
ในที่สุด เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินจินหลิง หลิวเสวียนก็รู้สึกว่าเธอยังอยากคุยกับโจวอี้อยู่
“หมอโจว เรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อกันดีไหม หลังจากนี้ฉันมีงานที่จะต้องมาทำที่จินหลิงมากพอสมควร ดังนั้นเมื่อไหร่ที่มีโอกาส เรามานัดทานอาหารด้วยกันเถอะ!” หลิวเสวียนเอ่ยปากชวน
“ตกลง!” โจวอี้ตอบตกลงอย่างเต็มใจ พวกเขาแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างกัน และเพิ่มเพื่อนใน WeChat กับเธออีกต่างหาก
บ่ายสองโมง
โจวอี้กลับไปถึงช็องเซลิเซ่ ลานติง วิลล่า
เนื่องจากไม่ใช่วันอาทิตย์ ลูกสาวทั้งสองจึงไปโรงเรียน มีเพียงเฉินซานและเหม่ยหลานเท่านั้นที่อยู่ในบ้าน
“แล้วเสี่ยวหู่กับอิงหงล่ะ?” โจวอี้ถาม
“อิงหงไปที่โรงเรียนอนุบาล เธอต้องการปกป้องลูกสาวของคุณอย่างลับ ๆ ส่วนถงหู่… เขาไปแล้ว” เฉินซานกล่าว
“เขาไปไหน?”
“แม่เฒ่าเทียนจี้โทรเรียกเขากลับไปฝึก”
“ฝึกอะไร?”
“การฝึกต่อสู้จริง สำนักโอสถประสบปัญหาบางอย่าง แต่เวลานี้ปัญหายังไม่ร้ายแรงมาก ดังนั้นมันเหมาะมากสำหรับเขาที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์และจะได้ออกไปหาประสบการณ์”
“ผมไปด้วยได้ไหม?”
“คุณไปไม่ได้” เฉินซานพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ทำไม?” โจวอี้คาดเดาได้อยู่บ้างถึงเหตุผล แต่เขาก็ยังต้องการฟังคำตอบที่ถูกต้อง
“แม่เฒ่าเทียนจี้บอกว่าตอนนี้คุณเป็นเหมือนแพนด้ายักษ์ของพวกเรา คุณเปรียบเสมือนกับสมบัติของชาติ ดังนั้นคุณต้องไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงง่าย ๆ จนกว่าการบ่มเพาะของคุณจะถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์”
“…”
สมบัติของชาติ? หมีแพนด้า?
โจวอี้ถึงกับพูดไม่ออกกับการเปรียบเปรยนี้
ถงหู่จำเป็นต้องฝึกการต่อสู้จริง…แต่ตัวเขาก็ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้วเหมือนกัน ซึ่งเขาเองก็ต้องการที่จะพัฒนาประสบการณ์ในด้านการต่อสู้ด้วยไม่ใช่เหรอ?
นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจเลย
สำนักโอสถต้องการที่จะให้เขารับช่วงต่อจากอาจารย์ไม่ใช่เหรอ? แต่แล้วทำไมถึงไม่ยอมให้เขากลับไปฝึกหาประสบการณ์?
ผู้นำนิกาย…
โจวอี้ปวดหัวเมื่อนึกถึงคำนี้
เขาไม่สนใจว่าจะได้เป็นผู้นำหรือไม่ เขาแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเตร่ไปในภูเขาชางหลาง หรืออยู่กับลูกสาวของเขาในเมืองจินหลิง มันก็เป็นชีวิตที่สบายกว่าการเป็นผู้นำที่ต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย
ช่างเถอะ!
หากไม่อนุญาตให้ฉันเข้าร่วมการต่อสู้จริง ๆ ฉันก็จะไม่ไป
ยังไงซะฉันก็มีความสุขอยู่แล้วที่ได้อยู่ในจินหลิงกับลูกสาว
กว่าสองชั่วโมงต่อมา โจวอี้ยืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาล และการปรากฏตัวของเขาได้รับความสนใจจากผู้ปกครองของนักเรียนหลายคน ดังนั้นเขาจึงได้รับคำทักทายของเหล่าผู้ปกครองอย่างอบอุ่น
ในที่สุดเขาก็เห็นลูกสาวตัวน้อยของเขา
“พ่อจ๋า…”
ถังเหมียวเหมี่ยวไม่ได้เจอโจวอี้มาหลายวันแล้ว และหนูน้อยก็คิดถึงเขามานานแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อ เธอจึงรีบวิ่งเข้ามาโผกอดทันที
“ฮ่า ๆ ได้กอดพ่อจริง ๆ มันดีกว่าการคุยผ่านวิดีโอคอลเป็นไหน ๆ เลยใช่ไหม?” โจวอี้อุ้มลูกสาวของเขาขึ้นมาและค่อย ๆ ลูบผมนุ่ม ๆ ของเธอ
“อื้ม! เหมียวเหมี่ยวอยากกอดพ่อทุกวันเลย!” ถังเหมียวเหมี่ยวพยักหน้าและพูดอย่างมีความสุข
“ฮ่า ๆ ถ้างั้นรอหลังจากพ่อไปทำงานอีกสามสี่วัน จากนั้นพ่อจะอยู่บ้านกับเหมียวเหมียวทุกวันเลย ตกลงไหม?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“ตกลง! เยี่ยม! เอ๊ะ… ไม่นะ พ่อจะไม่อยู่อีกแล้วเหรอ?” ถังเหมียวเหมี่ยวฉลาดมาก เธอสังเกตเห็นปัญหาในคำพูดของโจวอี้อย่างรวดเร็ว
“ใช่! ประมาณสามหรือสี่วันน่ะ!” โจวอี้ยิ้ม
“นานจัง! พี่เสี่ยวรุ่ยกับหนูจะว่างวันอาทิตย์หรือก็คืออีกสองวันข้างหน้า พวกเราเบื่อมากเวลาที่พ่อไม่อยู่บ้าน” ถังเหมียวเหมี่ยวพูดด้วยอารมณ์หดหู่
“งั้นเอาแบบนี้ไหม วันอาทิตย์พ่อจะกลับมาหาลูก ๆ ตอนกลางวัน แล้วจากนั้นพอถึงตอนเย็น พ่อค่อยกลับไปทำงาน แบบนี้ดีไหม?”
“จริงเหรอ?”
“จริงสิ พ่อไม่ได้โกหก”
“เย้ เยี่ยมมาก” ถังเหมียวเหมี่ยวตะโกนอย่างเบิกบาน
เวลานี้ถังเสี่ยวรุ่ยก็ออกมาพร้อมกับเพื่อนชั้นเรียนเดียวกับเธอ เมื่อเธอเห็นโจวอี้ แววตาของเธอก็สว่างวาบขึ้น และเธอก็โผเข้าไปหาพ่อของเธอ
โจวอี้หัวเราะก่อนจะอุ้มถังเสี่ยวรุ่ยด้วยแขนอีกข้าง เขาหอมแก้มพวกเธอคนละฟอดใหญ่ ๆ แล้วพาพวกเธอกลับบ้าน
ไม่ไกลนัก
เด็กน้อยตัวอ้วนที่เรียนในชั้นเรียนเดียวกับถังเสี่ยวรุ่ยก็เห็นโจวอี้อุ้มถังเสี่ยวรุ่ยและถังเหมียวเหมี่ยวในเวลาเดียวกัน เขาพูดกับชายวัยกลางคนรูปร่างผอมและไม่สูงมากนักที่อยู่ข้าง ๆ เขาด้วยความอิจฉา “ดูพ่อของเสี่ยวรุ่ยสิพ่อ! เขาอุ้มลูกสาวสองคนได้พร้อมกัน ทำไมพ่อถึงทำแบบนั้นไม่ได้บ้าง?”
“เด็กน้อยสองคนนั้นหนักเท่าไหร่? แล้วลูกหนักเท่าไหร่? ลูกคิดเรื่องแค่นี้ไม่ได้เลยเหรอ? ลูกเกือบจะหนักกว่าเด็กสองคนนั้นรวมกันซะอีก แล้วพ่อจะอุ้มลูกยังไงไหว?” ชายคนนั้นพูดด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว