หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 102 พระราชโองการมาถึงจวนเจิ้นเป่ยโหว
102 พระราชโองการมาถึงจวนเจิ้นเป่ยโหว
สิ้นเสียงอ่านพระราชโองการ ทั้งห้องโถงพลันเงียบงันราวถูกสะกด ผู้คนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คล้ายสงสัยว่าหูของตนฟังผิดไปหรือไม่ เมื่อครู่ เขาได้ยินจริงหรือว่า…จ้าวเข่อหรันถูกแต่งตั้งเป็น “จวิ้นจู่” ?
แม้แต่จ้าวเข่อหรันเองก็ยังนิ่งงันอยู่ชั่วขณะ หัวใจเต้นสะท้าน นางไม่ อาจเข้าใจได้ว่าเรื่องราวพลิกผันเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ราวกับตนยังยืนอยู่ นอกเหตุการณ์ทั้งที่พระราชโองการได้สิ้นสุดลงแล้ว หลี่ฝูเฉวียนขันทีผู้ถือ ราชโองการกระแอมเบา ๆ เอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้มบาง
“คุณหนูใหญ่…โอ้ ไม่สิ บัดนี้ควรเรียกว่า “เหวินจวิ้น” แล้ว ท่านยังไม่ รีบรับโองการและถวายบังคมขอบพระคุณหรือ?”
จ้าวเข่อหรินจึงได้สติ รีบคุกเข่ารับพระราชโองการ เสียงนางอ่อน
น้อมชัดถ้อยชัดคําา
“หม่อมฉันรับพระราชโองการ ขอบพระมหากรุณาธิคุณ ขอพระองค์
ทรงพระเจริญหมั่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี
หลี่ฟูเฉวียนส่งพระราชโองการให้นาง ก่อนรับพานจากขันทีอีกคน บนนั้นวางฉลองพระองค์ เครื่องประดับศีรษะสําหรับจวิ้นจี่ และตราประทับ ทองคําขนาดเล็กหนึ่งอัน เมื่อเห็นฉลองพระองค์ นางมิได้ตกใจนัก เพราะ ย่อมเป็นธรรมเนียมของการสถาปนา แต่ทันทีที่สายตาหยุดลงบนตราทอง เล็ก ๆ ใจของนางกลับสะท้านแรง
༠།
ตราทองนั้น…คือสัญลักษณ์แห่งฐานันดรจวิ้นจี่ หากโดยทั่วไปบุตรี ขุนนางที่ได้รับสถาปนามักเป็นเพียงยศเชิงเกียรติ หาได้มีตราประทับทอง เช่นนี้ไม่ หลี่ฟูเฉวียนราวกับอ่านความคิดนางออก เอ่ยอย่างสุภาพ
“เหวินจวิ้นจู่ ตราทองนี้คือเครื่องหมายแห่งพระราชทานฐานันดร โปรตเก็บรักษาให้ดี”
น้าเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ เพราะเขารู้ดีว่าโองการฉบับ นี้มิใช่เรื่องลอย ๆ ฮ่องเต้ตรัสถ้อยคําบางอย่างกับไทเฮา ซึ่งยิ่งทําให้เขาเชื่อ ว่า อนาคตของสตรีผู้นี้หาได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ไม่ จ้าวเข่อหรันรับของด้วย สองมือ กล่าวขอบคุณอย่างสงบเยือกเย็น หลังพิธีเสร็จสิ้น หลี่ฟูเฉวียนขอ ตัวกลับ ท่านโหวจ้าวหลินรีบยังตั๋วเงินใส่มือเขาเป็นสินน้ําใจ เขารับไว้โดยไม่ ปฏิเสธ พร้อมเอ่ยเตือนเบา ๆ
“พรุ่งนี้อย่าลืมนําเหวินจวิ้นจู่เข้าเฝ้าถวายบังคมขอบพระคุณในวัง”
เมื่อเขาจากไปแล้ว ห้องโถงจึงเหลือเพียงคนในตระกูลจ้าว ทุกสายตา จับจ้องจ้าวเข่อหรัน นางเพียงยืนสงบ ถือชั่งน้ําหนักตราทองเล็ก ๆ ในมือ แววตาลึกซึ้งยากหยั่ง ท่านโหวจ้าวหลินหัวเราะลั่นอย่างปลื้มปีติ
ๆ
“เย่อหรันเอ๋ย เจ้าช่างเป็นเกียรติแห่งจวนโหวเราแท้ๆ! จวิ้นจู่ชั้นฉงอี้
ผินเชียวนะ!”
คํายินดีหลั่งใหลเข้ามา บางค้าจริงใจ บางคําแฝงเงามืด จ้าวช่งและ ฉินเชียงเหอ บิดามารดา จากความตะลึงกลายเป้นปลาบปลื้ม บุตรสาวที่เคย มองข้าม บัดนี้กลับยืนอยู่เหนือศีรษะผู้คน เด็กชายจ้าวเข่อเพิ่งถามอย่างไร้
เตียงสา
“พี่ใหญ่ ตอนนี้ท่านเป็นจวิ้นจู่จริงหรือ? ท่านดีใจไหม?”
นางลูบศีรษะน้องชาย ยิ้มละมุน
“จริงสิ ต่อไปเจ้าก็คือน้องชายของจวิ้นจู่แล้ว”
ฉันเชียงเหอเห็นภาพนั้นกลับขมวดคิ้ว นางคิดว่าบุตรสาวควรใกล้ชิด น้องสาวฝาแฝด มิใช่บุตรของอนุภรรยา ความไม่พอใจวาบผ่านดวงตา ส่วน
เซียวหลิงผู้เป็นย่าเอ่ยอย่างภาคภูมิ
“ย่ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามิใช่นกในกรงเล็ก ๆ”
จ้าวเข่อหรันยิ้มตอบ ถ้อยคําหวานนุ่ม แต่ในใจเย็นเฉียบ นางรู้ดีว่า ไมตรีที่ได้รับวันนี้ ล้วนผูกติดกับฐานันดรที่เพิ่งได้มา สายตานางเลื่อนไปสบ กับสายตาของจ้าวเข่อเหริน น้องสาวฝาแฝด ในดวงตาคู่นั้น ความอิจฉา เคล้าความเคียดแค้นเดือดพล่าน ราวอสรพิษซ่อนพิษ นางจ้องเย่อหรันโดย
ไม่หลบเลี่ยง
“ทําไมต้องเป็นนาง…”
คําถามนั้นกรีดลึกอยู่ในใจจ้าวเข่อเหริน
เมื่อทุกคนแยกย้าย จ้าวเข่อหรันกลับห้องของตน หลงเอ๋อร์กับชื่อเซี
ยงดีใจแทบลอย
“คุณหนู ตอนนี้ท่านเป็นจวิ้น แล้ว! คุณหนูรองคงโกรธจนแทบ
กระอักเลือดแน่ๆ!”
เข่อหรันเพียงยิ้มบาง
“ดีใจหรือ? ข้ากลับมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ
นางหยิบตราทองขึ้นมา พินิจเนิ่นนาน
“นี่มิใช่เรื่องบังเอิญ ฮ่องเต้มิได้ทรงตัดสินใจฉับพลันแน่ การ
ประพันธ์บทกวี…คงเป็นเพียงข้ออ้าง”
นางวิเคราะห์อย่างสุขุม ยศสูงถึงฉง ผิน ตราทองที่เตรียมพร้อม ไม่
มีทางเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
“เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร…กันนะ”
นางพิมพ์า ในอีกฟากหนึ่ง ห้องของจ้าวเย่อเหรินกลับเต็มไปด้วย
เสียงแตกกระจาย
“เพราะอะไร! นางมีดีอะไร!”
ถ้วยชาถูกฟาดลงโต๊ะ เสียงสะท้อนร้าวราน
“ข้าด้อยกว่านางตรงไหน? เหตุใดนางจึงได้ยืนสูงเหนือข้า!”
คําด่านั้นแรงกล้า ทว่าคมคาย
“นางก็แค่เปลือกนอกว่างเปล่า ใยสวรรค์จึงมอบเกียรติยศให้นาง!”
สาวใช้รีบปลอบ
“คุณหนูอย่าเพิ่งโกรธเลยเจ้าค่ะ ฐานันดรของสตรีสุดท้ายย่อมขึ้นอยู่ กับสามี หากท่านได้แต่งกับบุรุษสูงศักดิ์ วันหน้าจะยืนเหนือคุณหนูใหญ่ก็ใช่
ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ค้าปลอบนั้นดุจน้ํามันราดลงบนเปลวไฟ แม้ช่วยให้ไฟไม่ปะทุออกมา แต่ความคุกรุ่นในอกกลับยิ่งร้อนแรง ค่ําคืนนั้น ในจวนโหวเดียวกัน ผู้หนึ่ง ถือครองตราทอง นิ่งสงบวางหมากล่วงหน้า อีกผู้หนึ่งกําหมัดแน่น เล็บจิก ฝ่ามือ เลือดซึมโดยไม่รู้ตัว
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านโคมแดงเบา ๆ ใต้แสงจันทร์…ศึกใน ตระกูลจ้าว เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น.